ระดับปริญญาโท (Master Degree)
Permanent URI for this collection
Browse
Browsing ระดับปริญญาโท (Master Degree) by Issue Date
Now showing 1 - 20 of 1191
Results Per Page
Sort Options
- Itemการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ในการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาแม่สุก อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 3(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) อรัญญา ไชยวงค์การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ในการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาแม่สุก อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 3 โดยศึกษาจากผู้บริหารและครูวิชาการ ในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาแม่สุก อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 3 จำนวน 6 โรงเรียน รวมเป็น 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามปลายเปิด สอบถามแนวทาง การบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ในการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ขั้นพื้นฐาน (O-NET) วิเคราะห์ข้อมูลโดยพิจารณาคำหรือข้อความที่ปรากฏอยู่ใน 4 ด้าน คือ ด้านหลักสูตรและการบริหารหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการนิเทศภายในโรงเรียน และด้านการวัดและประเมินผล ผลการศึกษาพบว่า ด้านหลักสูตรและการบริหารหลักสูตร ควรจัดประชุมชี้แจงแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง ร่วมกำหนดแนวทางการบริหารจัดการหลักสูตร มีการประเมินผลการใช้หลักสูตร เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาต่อไป ด้านการจัดการเรียนการสอน มีการศึกษามาตรฐานตัวชี้วัด สร้างเครื่องมือ จัดกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ นำผลการประเมินมาวิเคราะห์และพัฒนาผู้เรียน ด้านการนิเทศภายในโรงเรียน สร้างความเข้าใจให้กับครูผู้สอนด้านการนิเทศภายใน แต่งตั้งคณะกรรมการนิเทศและประเมินผลการนิเทศ ส่งเสริมให้ครูได้มีการพัฒนาตนเอง ด้านการวัดผลและประเมินผล มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการประเมิน วิเคราะห์ผลการประเมิน เพื่อหาปัญหาและแนวทางพัฒนาต่อไป
- Itemวิเคราะห์ภาวการณ์แข่งขันธุรกิจฟาร์มไก่ไข่ในจังหวัดพะเยาโดย Five Force Model(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) จิรประภา สุขดีการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อการศึกษาปัญหาและความต้องการในการดำเนินธุรกิจฟาร์มไก่ไข่ในจังหวัดพะเยา และวิเคราะห์ภาวการณ์ดำเนินงานธุรกิจฟาร์มไก่ไข่ ในจังหวัดพะเยา โดยใช้หลักการ Five Force Model จากฟาร์มไก่ไข่ขนาดต่าง ๆ จากนั้น ผู้วิจัยก็ได้ทำการเลือกกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ คือ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในจังหวัดพะเยาซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 10 ฟาร์ม แบบได้ตามขนาดฟาร์มดังนี้ ฟาร์มขนาดใหญ่ ฟาร์มขนาดกลาง และฟาร์มขนาดเล็ก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณที่รวบรวมเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ปัญหาและความต้องการในการดำเนินธุรกิจ และวิเคราะห์ภาวการณ์ดำเนินธุรกิจโดยใช้ทฤษฏี Five Force Model ของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในจังหวัดพะเยา ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในจังหวัดพะเยา จะประสบปัญหาและความต้องการที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ ฟาร์มแต่ละขนาดมักประสบปัญหาเกี่ยวกับวัตถุดิบมีราคาสูง และมีความขาดแคลน ขาดการวางแผนการผลิตที่เหมาะสม อันเนื่องมาจากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ทำให้ไม่สามารถวางแผนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีอำนาจการต่อรองกับตัวแทนจำหน่าย และยังประสบกับปัญหาการขาดเงินทุนหมุนเวียน และการรับภาระหนี้สินจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการขับเคลื่อนกิจการ อีกทั้งปัญหาที่ทุกกิจการประสบ คือ ปัญหาด้านราคาไข่ที่ไม่เสถียรภาพปรับตัวสูงขึ้นและลดลง มีความผันผวนและเกิดขึ้นเร็วจนเกษตรกรบางรายที่มีทุนน้อยต้องเลิกกิจการ แนวทางในการพัฒนาธุรกิจฟาร์มไก่ไข่ในจังหวัดพะเยา คือ การรวมกลุ่มเป็นชมรม หรือสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ในพะเยา เพื่อให้มีอำนาจในการต่อรองและการดำเนินงานให้มีอย่างประสิทธิภาพ จากข้อเสนอแนะดังกล่าวของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในจังหวัดพะเยา ได้อยากให้ภาครัฐลงมาช่วยในเรื่องราคาไข่ไก่ และให้องค์ความรู้แก่เกษตรผู้เลี้ยงไก่ไข่ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจฟาร์มไก่ไข่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- Itemการวิเคราะห์การไหลของฟอสฟอรัสในระบบนาข้าว : กรณีศึกษานาข้าวริมน้ำกว๊านพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) จันทร์จิรา ช่ออังชัญปัจจุบันกว๊านพะเยามีธาตุอาหารจำพวก ฟอสฟอรัส และไนโตรเจนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากกิจกรรมทางการเกษตร เป็นผลให้เกิดปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชั่น การเกิดยูโทรฟิเคชั่น ซึ่งทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา และวิเคราะห์การไหลของฟอสฟอรัสจากระบบเกษตรกรรมนาข้าว โดยการใช้วิธีการวิเคราะห์การไหลของสาร (Material Flow Analysis : MFA) เพื่อหาวิธีในการจัดการ เพื่อลดมลพิษลงสู่กว๊านพะเยา วิธีนี้เป็นพื้นฐานของทฤษฎีสมดุลมวลของสารเข้า (Input) และสารออก (Output) ของการไหลของระบบย่อยแต่ละอันของฟอสฟอรัส ในระบบเกษตรกรรมนาข้าวริมกว๊านพะเยา (พื้นที่ศึกษา 24 ไร่) โดยมีสารขาเข้า ได้แก่ การใส่ปุ๋ยซึ่งมีค่าเท่ากับ 96 กิโลกรัมต่อรอบการผลิต หรือประมาณ 75% ฟอสฟอรัสจากนํ้าที่ทำการปล่อยนํ้าเข้า มีค่าเท่ากับ 1.53 กิโลกรัมต่อรอบการผลิต หรือประมาณ 1% ฟอสฟอรัสจากต้นกล้า มีค่าเท่ากับ 5.93 กิโลกรัมต่อรอบการผลิต หรือประมาณ 5% ฟอสฟอรัสจากฟางจากการเกษตรรอบก่อนหน้า มีค่าเท่ากับ 23.85 กิโลกรัมต่อรอบการผลิต หรือประมาณ 19% และมีฟอสฟอรัสที่ออกจากระบบเกษตรกรรมนาข้าวอยู่สองทาง คือ ออกจากระบบโดยเป็นเมล็ดข้าวซึ่งมีค่าเท่ากับ 101.74 กิโลกรัมต่อรอบการผลิต หรือประมาณ 80% และมีฟอสฟอรัสที่ไหลออกจากระบบ โดยการระบายนํ้าออกจากพื้นที่การเกษตรเท่ากับ 2.20 กิโลกรัมต่อรอบการผลิต หรือประมาณ 2% โดยฟอสฟอรัสจะถูกระบายออกสู่แม่นํ้าโดยการไหล แบบ Drained และ Runoff และยังมีฟอสฟอรัสอีก 23.37 กิโลกรัมต่อรอบการผลิต หรือประมาณ 18% ยังตกค้างอยูในพื้นที่การเกษตร
- Itemการทดสอบประสิทธิภาพของน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันที่ใช้แล้วกับเครื่องยนต์รถ(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) จรัล วรรณตุงการทดสอบประสิทธิภาพของน้ำมันไบโอดีเซล จากน้ำมันที่ใช้แล้วกับเครื่องยนต์รถ จากการศึกษากระบวนการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล พบว่า มี 6 ขั้นตอนการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ 1) การไล่น้ำออกจากน้ำมัน 2) การปรับสภาพน้ำมันก่อนทำปฏิกิริยา 3) การทำปฏิกิริยทรานเอสเทอร์ริฟิเคชั่น 4) การแยกกลีเซอรีน 5) การล้างน้ำมันไบโอดีเซล และ 6) การไล่ความชื้น และผลการทดสอบคุณภาพของน้ำมันไบดีเซลกับเครื่องยนต์ พบว่า ประสิทธิภาพ การเผาไม้สมบูรณ์ การจุดวาบไฟ มีค่า 188.7 องศาเซลเซียส และความหนืด มีค่า 53.63 วินาทีเซย์โบลต์ ผลการศึกษาประโยชน์จากน้ำมันไบโอดีเซล แบ่งเป็น 3 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยลดปริมาณควันดำจากรถยนต์ 2. ด้านเศรษฐศาสตร์ จากการศึกษาพบว่า ต้นทุนของการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ขนาด 150 ลิตร/วัน โดยใช้ต้นทุนจำนวน 2,779 บาท หรือ 18.52 บาท/ลิตร โดยรายได้จากการขายไบโอดีเซลต่อวันเท่ากับ 558 บาท และ 3. ด้านการส่งเสริมให้ความรู้แก่ประชาชน โดยการจัดอบรม และจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์เผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับน้ำมันไบโอดีเซล และควรมีการวางแนวทางการบริหารจัดการวัตถุดิบ ดังนี้ 1. การส่งเสริมจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์การเกษตรสำหรับเกษตรกรที่ปลูกพืชน้ำมัน 2. การจัดการด้านจุดรับซื้อ หรือแลกเปลี่ยนสินค้า โดยการนำเอาวัตถุดิบมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าอุปโภค บริโภค ชนิดอื่น ๆ ได้ 3. การส่งเสริมให้มีพ่อค้าคนกลางทำหน้าที่รวบรวมวัตถุดิบ และ 4. การรณรงค์ให้ลดการใช้น้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ทอดซ้ำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพของประชาชน และส่งเสริมให้รวบรวมน้ำมันที่ใช้แล้วมาผลิตน้ำมันไบโอดีเซล
- Itemการศึกษาบทบาทการมีส่วนร่วมของกลุ่มองค์กรในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในตำบลหนองแก๋ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) อนุชาติ ปนันคำงานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมและเปรียบเทียบการมีส่วนร่วม ในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของกลุ่มองค์กรของตำบลหนองแก๋ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด จำนวน 528 คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่สร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า บทบาทการมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ของกลุ่มองค์กรโดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 103.10 เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน พบว่า ด้านการค้นหา ปัญหาและสาเหตุของปัญหา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 18.53 ด้านการตัดสินใจ และวางแผนการดำเนินการ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.59 ด้านการดำเนินงาน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 34.67 ด้านการประเมินผล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 13.77 ในด้านการรับรู้ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 18.59 การเปรียบเทียบบทบาทการมีส่วนร่วมในการป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออก การรับรู้ความรุนแรงของกลุ่มองค์กรโดยรวม และรายด้าน พบว่า การมีส่วนร่วมการรับรู้ความรุนแรงในการป้องกัน และควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกในแต่ละด้าน มีความแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ ทางสถิติที่ 0.05 เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบรายคู่ พบว่า ในด้านการค้นหาปัญหาและสาเหตุของปัญหา มีความแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ซึ่งกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน คือ กลุ่มผู้นำ กับกลุ่มสตรีแม่บ้าน และกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านกับกลุ่มสตรีแม่บ้าน ในด้านการตัดสินใจและวางแผน มีความแตกต่างที่ระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ซึ่งกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน คือ กลุ่มผู้นำกับกลุ่มสตรีแม่บ้าน และกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านกับกลุ่มสตรีแม่บ้าน ในด้านการดำเนินงาน มีความแตกต่างที่ระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ซึ่งกลุ่มที่มีความ แตกต่างกัน คือ กลุ่มผู้นำกับกลุ่มสตรีแม่บ้าน และกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กับกลุ่มสตรีแม่บ้าน ในด้านการประเมินผล มีความแตกต่างที่ระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ซึ่งกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน คือ กลุ่มผู้นำกับกลุ่มสตรีแม่บ้าน และกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมู่บ้านกับกลุ่มสตรีแม่บ้าน และในด้านการรับรู้ความรุนแรง มีความแตกต่างที่ระดับนัยสำคัญ ที่ 0.05 ซึ่งกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน คือ กลุ่มผู้นำกับกลุ่มสตรีแม่บ้าน และกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กับกลุ่มสตรีแม่บ้าน ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกกลุ่มองค์กรในชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อจะทำให้การป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกอย่างได้ผล และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- Itemปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ารับราชการในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: กรณีศึกษา พนักงานส่วนตำบลในจังหวัดเชียงราย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) เอนก สุเตนันต์การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจบรรจุ และแต่งตั้งเข้ารับราชการ เป็นพนักงานส่วนตำบลในสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล ในจังหวัดเชียงราย และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ โอนมารับราชการเป็นพนักงานส่วนตำบล ในสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดเชียงราย โดยกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา ทั้งหมด 76 ราย โดยแบ่งเป็นผู้ที่บรรจุ และแต่งตั้งเป็นพนักงานส่วนตำบล จำนวน 38 ราย และข้าราชการอื่นที่โอนมาสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 38 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยหา ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นพนักงานส่วนตำบล ในจังหวัดเชียงราย มากที่สุด คือ ด้านอื่น ๆ ด้านความสัมพันธ์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจโอนมารับราชการ เป็นพนักงานส่วนตำบลในจังหวัดเชียงราย มากที่สุด คือ ด้านความก้าวหน้า ด้านความเป็นอยู่ส่วนตัว
- Itemการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของลูกค้าร้านณัฐพงษ์ท่าวังทอง(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) ณัฐพงษ์ บุญกว้างการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของลูกค้าร้านณัฐพงษ์ท่าวังทอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ลูกค้าร้านณัฐพงษ์ท่าวังทอง จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามในการรวบรวม ข้อมูลสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อสินค้า 1) ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ได้แก่ คุณภาพสินค้า 2) ปัจจัยด้านราคา ได้แก่ ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับคุณภาพสินค้า 3) ปัจจัยด้านการจัดจำหน่าย ได้แก่ หาร้านง่ายเดินทางสะดวก 4) ปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด ได้แก่ การจัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม
- Itemการรับสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรในเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพื้นที่ตำบลบ้านแม่ใส อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) กิติศักดิ์ จักราชัยกว๊านพะเยามีบทบาทเป็นทั้งแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร และสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ลำน้ำที่ไหลลงสู่กว๊านพะเยาโดยรอบ พบว่า มีการปล่อยน้ำจากการทำนาลงสู่กว๊านพะเยา ซึ่งมีการปนเปื้อนสารเคมีทางการเกษตร พื้นที่ตำบลแม่ใส อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา มีพื้นที่ติดกว๊านพะเยา 5,231 ไร่ พบว่า ประชากรในพื้นที่มีความเสี่ยงในการได้รับสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย อยู่ในระดับเสี่ยงร้อยละ 66 และอยู่ในระดับไม่ปลอดภัยร้อยละ 14.5 การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองครั้งนี้ จึงสนใจศึกษาสภาพความเสี่ยงในการรับสัมผัสสารเคมีทางการเกษตร เพื่อให้ทราบถึงอันตรายของสารเคมีทางการเกษตร ดำเนินการให้ความรู้ในการปกป้อง และป้องกันตนเองแก่เกษตรกรผ่านการสื่อสารความเสี่ยง หลังจากการให้ความรู้แก่เกษตรกร พบว่า มีการปฏิบัติใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองขณะใช้สารเคมีทางการเกษตร หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทางการเกษตรโดยใช้สารชีวภาพทดแทน นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางการทำการเกษตร ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมให้เกิดรูปแบบ หรือแนวทางในการแก้ไขปัญหา การใช้สารเคมีทางการเกษตรปนเปื้อนลงสู่กว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน
- Itemประสิทธิผลของวิธีให้ความรู้เรื่องยาต้านไวรัส 4 วิธี ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่รักษาด้วยยาต้านไวรัส โรงพยาบาลดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) นิภาพร คนงานการศึกษากึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความรู้ และความพึงพอใจของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่รักษาด้วยยาต้านไวรัส ในโรงพยาบาลดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ที่ได้จากการให้ความรู้เรื่องยาต้านไวรัส 4 วิธี ได้แก่ 1) การอบรมรายกลุ่มอย่างเดียว 2) การอบรมรายกลุ่ม และแจกฉลากช่วยยาต้านไวรัส 3) การอบรมรายกลุ่ม ร่วมกับสอนร้องเพลง และเต้นประกอบเพลง ยาต้านไวรัสด้วยสื่อวีซีดี 4) การอบรมรายกลุ่ม แจกฉลากช่วยยาต้านไวรัส ร่วมกับสอนร้องเพลง และเต้นประกอบเพลงยาต้านไวรัสด้วยสื่อวีซีดี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ใช้ยาต้านไวรัส สูตรจีพีโอเวียร์ เอส 30 ถูกสุ่มเลือกอย่างเจาะจงโดยคัดเฉพาะผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินความรู้ เรื่องยาต้านไวรัส จำนวน 88 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ One-way ANOVA, paired samples t-test และ kruskal wallis ผลการวิจัยพบว่า การให้ความรู้ด้วยวิธีที่ 3 มีคะแนนความรู้สูงกว่าวิธีที่ 1 (p-value = 0.045) และคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องยาต้านไวรัสหลังการให้ความรู้สูงกว่า ก่อนให้ความรู้ทั้ง 4 วิธี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ด้านคะแนนความพึงพอใจจาก การให้ความรู้ พบว่า วิธีที่ 4 มีคะแนนความพึงพอใจสูงที่สุด (mean = 20.40, p-value = 0.008) สรุปการให้ความรู้โดยใช้สื่อประกอบหลายวิธีร่วมกัน จะช่วยให้การถ่ายทอดความรู้มีประสิทธิผลที่ดี ทั้งในด้านความรู้และความพึงพอใจ
- Itemสาเหตุการค้างชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาในจังหวัดพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) เขมทัต พุทธวงค์การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงสาเหตุของการค้างชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาของผู้กู้ที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดพะเยา โดยทำการศึกษาจากกลุ่มผู้กู้ที่ครบกำหนดชำระในปี พ.ศ. 2553 เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่าง กลุ่มข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นสาเหตุของการชำระหนี้ปกติและการค้างชำระหนี้ กับผลของการชำระหนี้คืนเงินกู้ ได้แก่ บุคคลที่ชำระหนี้ตามปกติและกลุ่มที่ผิดนัดค้างชำระหนี้ รวบรวมข้อมูลโดยการใช้ข้อมูลทุติยภูมิ จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ทั้งหมด จำนวน 640 ตัวอย่าง จากกลุ่มประชากรทั้งหมด 4,879 ราย จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ การใช้สถิติวิเคราะห์ Chi-Square เพื่อทดสอบสมมติฐานสำหรับข้อมูลวิเคราะห์เชิงกายภาพ และการทดสอบสมมติฐานสำหรับข้อมูลวิเคราะห์เชิงปริมาณใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุอยู่ในช่วง 18-23 ปี ส่วนใหญ่มีสถานะโสด และศึกษาอยู่ในกลุ่มวิทยาศาสตร์และกลุ่มการเงิน นักเรียน นักศึกษา ให้ความสนใจในการเรียนสายสามัญ มากกว่าสายอาชีพ จำนวนพี่น้องของกลุ่มตัวอย่างเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 2 คน มีจำนวนพี่น้องมากที่สุดอยู่ที่ 6 คน สถานภาพบิดามารดานั้น พบว่า ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส และประกอบอาชีพเกษตรกร มีรายได้ครอบครัวต่อเดือนนั้น อยู่ในช่วง 5,000 – 10,000 บาท การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ พบว่า เพศ, สถานที่อยู่อาศัย, สาขาวิชาที่แตกต่าง, สถานภาพบิดา-มารดา, อาชีพบิดา-มารดา, รายได้ครอบครัว และสถานภาพผู้กู้ ไม่มีความสัมพันธ์ต่อการค้างชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการค้างชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา คือ อายุและสถานศึกษา โดยอายุผู้กู้ที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์กับการค้างชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้กู้ที่อายุ 18 ปี มีความแตกต่างจากผู้กู้อายุที่ 22 ปีและผู้กู้ที่อายุ 19 ปี มีความแตกต่าง จากผู้กู้อายุที่ 20 ปี อย่างมีนัยสำคัญ และสถานศึกษา ที่แบ่งออกเป็นสายอาชีพและสายสามัญจะมีความสัมพันธ์กับการค้างชำระหนี้กองทุนเงิน ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
- Itemการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ของบุคลากรสาธารณสุขอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) ณิชกานต์ พิกุลการศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (cross-sectional analysis study) มีวัตถุประสงค์ เพื่อการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ของบุคลากรสาธารณสุขอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประชากรที่ศึกษา คือ บุคลากรสาธารณสุข จำนวน 67 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่สร้างขึ้นมาตามกรอบแนวคิดของ PRECEDE Framework และแนวคิดของ The health belief model สถิติที่ใช้วิเคราะห์ใช้สถิติพรรณนำมาหาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ โดยใช้สถิติไคสแควร์ (Chi square) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านลักษณะทั่วไปส่วนบุคคล ได้แก่ การมีความต้องการ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ของบุคลากรสาธารณสุขอำเภอแม่สาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัจจัยด้านระดับความรู้ และปัจจัยด้านการรับรู้ในความเชื่อด้านสุขภาพ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมต่อการตัดสินใจฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไม่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
- Itemการศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบุคลากรมหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) จงรักไทย เปลวทองการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจต่อสิทธิ และประโยชน์จากการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กรณีศึกษามหาวิทยาลัยพะเยา ประชากรกลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรมหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 240 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และนำไปเทียบกับเกณฑ์เพื่ออภิปรายผล สรุปผลการวิจัย พบว่า บุคลากรที่มีความแตกต่างระหว่าง เพศ อายุ สถานภาพสมรส รายได้ภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน ตำแหน่งในการปฏิบัติงาน และประสบการณ์ในการลงทุน ได้แก่ ฝากประจํา พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ และหุ้น ไม่มีผลต่อคะแนนความรู้ความเข้าใจ ส่วนบุคลากรที่มีระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการลงทุน ได้แก่ ฝากออมทรัพย์ประกันชีวิต มีผลต่อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในส่วนของข้อเสนอแนะจากบุคลากร ต่อสถานการณ์ปัจจุบันของมหาวิทยาลัย สำหรับการนำส่งเงินสมทบเข้าทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนประกันสังคม ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยไม่สามารถจ่ายเงินทั้งสองทางได้ บุคลากรส่วนใหญ่มีข้อเสนอแนะให้มหาวิทยาลัยจ่ายเงินสมทบทั้งสองทาง ข้อเสนอแนะจากการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยเห็นว่า มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมให้บุคลากรมีประสบการณ์ในการลงทุนแบบต่าง ๆ เพื่อให้เป็นสวัสดิการแก่ตนเอง และควรมุ่งให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่บุคลากร
- Itemการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนในโรงเรียนเชียงคำวิทยาคม จังหวัดพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) กุสุมา ศรีจันทร์การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และความต้องการในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนโรงเรียนเชียงคำวิทยาคม อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ปีการศึกษา 2554 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง จำนวนทั้งสิ้น 92 คน โดยผู้ศึกษาได้ส่งแบบสอบถามด้วยตนเอง และได้รับกลับคืนมา 83 ชุด เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แบบสอบถามหลังจากผ่านการหาความเชื่อมั่น และมีการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา การส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนโรงเรียนเชียงคำวิทยาคม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์ทำงาน 1-5 ปี และมีประสบการณ์ในการทำวิจัยในชั้นเรียน 1 ปี สภาพการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอน อยู่ในระดับมาก เห็นว่าการทำวิจัยในชั้นเรียนมีความจำเป็นมากที่สุดต่อวิชาชีพครู ดังนั้น ความรู้ในกระบวนการทำวิจัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการทำวิจัยในชั้นเรียน ครูไม่ค่อยมีเวลาสำหรับการทำวิจัยในชั้นเรียน ส่วนการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูในโรงเรียน อยู่ในระดับปานกลาง โดยทางโรงเรียนได้จัดเตรียมระบบอินเตอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพไว้บริการ และได้ชี้นำให้ครูเห็นความสำคัญ และประโยชน์ของการทำวิจัยในชั้นเรียน แต่ทางโรงเรียน ยังขาดการเสริมแรงหรือให้ขวัญกำลังใจแก่ครูผู้ทำวิจัย ด้านปัญหาการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู คือ ปัญหาด้านกระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียน ภาระงานของครูมีมาก โรงเรียนมีข้อจำกัดเรื่องการเข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ การขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการทำวิจัยที่ถูกต้อง การทำวิจัยไม่ค่อยมาจากสภาพการเรียนการสอน และผลของการวิจัยไม่ได้นำไปแก้ไขปัญหาผู้เรียนจริง ส่วนปัญหาด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงาน และให้การสนับสนุนในการทำวิจัยในชั้นเรียนนั้น ผู้บริหารควรมอบหมายภาระงานให้ครูผู้สอนไม่มากเกินไปซึ่งจะส่งผลให้ครูไม่มีเวลาในการทำวิจัยในชั้นเรียน การสนับสนุนการทำวิจัยใน ชั้นเรียนยังขาดต่อเนื่อง ขาดการเสริมแรงหรือขาดแรงจูงใจ จึงทำให้งานวิจัยในชั้นเรียนไม่มีคุณภาพ ไม่มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการทำวิจัยในชั้นเรียนระหว่างเพื่อนครูด้วยกัน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ค่อยมีส่วนร่วมหรือมีข้อแนะนำในการทำวิจัยในชั้นเรียนให้แก่ครูโรงเรียน ไม่มีคณะกรรมการที่ให้คำปรึกษาการทำวิจัยในชั้นเรียน นักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย มีความสามารถในการรับรู้ ไม่เท่ากันและให้ความร่วมมือน้อย สำหรับปัญหาด้านงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ และแหล่งข้อมูลนั้น โรงเรียนจัดสรรงบประมาณในการทำวิจัยในชั้นเรียนค่อนข้างจำกัด และไม่ต่อเนื่อง ครูขาดความชำนาญในการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ โรงเรียนมีข้อจำกัดในการให้บริการการสืบค้นข้อมูล ในบางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และในห้องสมุดไม่ค่อยมีเอกสารงานวิจัยและตัวอย่างงานวิจัย ส่วนความต้องการในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนนั้น ครูต้องการให้มีการอบรมหรือนำผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำวิธีการหรือกระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียนที่ถูกต้อง โดยเฉพาะศึกษานิเทศก์ และคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในการทำวิจัยมาดูแลช่วยเหลือในการทำวิจัยอย่างใกล้ชิด ทั่วถึงและจริงจัง รวมทั้งผู้บริหารควรมีการนิเทศ ติดตามอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ มีโครงการการอบรมการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง จัดสรรงบประมาณที่ใช้ในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูมากขึ้น และจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการทำวิจัยในชั้นเรียนให้เพียงพอ โรงเรียนควรแนะนำระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ให้แก่ครูผู้ทำวิจัยอย่างเสรีมากขึ้น ครูควรมีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กันในเรื่องการทำวิจัยในชั้นเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครองควรเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการ การทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนมากขึ้น นักเรียนกลุ่มตัวอย่างควรให้ข้อมูลตามความเป็นจริงด้วยความเต็มใจ
- Itemการตรวจติดตามคุณภาพน้ำบริเวณพื้นที่การเกษตรก่อนไหลเข้าสู่หนองเล็งทรายโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของเยาวชน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) กรรณิกา รัถยาธรรมกูลการเฝ้าระวังคุณภาพแหล่งน้ำพื้นที่หนองเล็งทรายโดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเป็นวิธีการจัดการแหล่งน้ำที่ยั่งยืน จากการทดสอบปริมาณตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรด้วยชุด GT test kit ในลำน้ำซึ่งไหลลงสู่หนองเล็งทรายตอนบนบริเวณพื้นที่ตำบลป่าแฝก และตำบลเจริญราษฎร์ อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา จำนวน 14 จุดเก็บตัวอย่างพบว่า มีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนสารเคมีทางการเกษตรระดับไม่ปลอดภัยในแหล่งน้ำ จำนวน 8 จุด โดยมีค่าความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญระหว่างความเสี่ยงกับความรู้พื้นฐานการใช้สารเคมีของเกษตรกร ดังนั้น จึงนำกระบวนการมีส่วนร่วมโดยให้ความรู้พื้นฐานด้านมลพิษน้ำแก่กลุ่มเยาวชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมลพิษในหนองเล็งทรายใน 2 ตำบล จำนวน 30 คน เพื่อให้เยาวชนมีจิตสำนึกในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ และส่งเสริมการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำโดยการวิเคราะห์คุณภาพน้ำที่เยาวชนสามารถทำได้ด้วยตนเอง ตลอดจนสามารถวางแผนการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องในพื้นที่แหล่งน้ำของชุมชน หลังการให้ความรู้ พบว่า เยาวชนมีความรู้เกี่ยวกับมลพิษทางน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 62.81 ผลจากกระบวนการมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ พบว่า ระดับความเสี่ยงมีความสัมพันธ์เชิงลบกับความรู้พื้นฐานเรื่องมลพิษน้ำ (-0.69) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 แสดงให้เห็นว่าหากเยาวชนมีความรู้พื้นฐานด้านมลพิษน้ำต่ำจะทำให้ความเสี่ยงในการปนเปื้อนสารเคมีทางการเกษตรในน้ำสูง และจากการศึกษา พบข้อสังเกตว่า เยาวชนต้องการมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการจัดการดูแลทรัพยากรน้ำในพื้นที่ตนเองเป็นอย่างมากอีกด้วย
- Itemการศึกษาประสบการณ์การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่นเขตตำบลไม้ยา อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) ชมพูนุช ดอกคำใต้การศึกษาในครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ เพื่ออธิบายประสบการณ์ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ของมารดาวัยรุ่น กลุ่มตัวอย่าง เป็นมารดาวัยรุ่นหลังคลอด จำนวน 5 คน โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเฉพาะเจาะจง ทำการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ แบบเจาะลึกวิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เนื้อหาตามวิธีของ Griesheim & Lundman ผลการศึกษาพบว่า มารดาวัยรุ่นมีอายุอยู่ระหว่าง 16-18 ปี ประสบการณ์ในระยะตั้งครรภ์ มารดาวัยรุ่นรับรู้จากอาการประจำเดือนขาด โดยมีสาเหตุจากการไม่คุมกำเนิด ภายหลังรู้ว่าตั้งครรภ์ มารดาวัยรุ่นเกิดความกลัว และวิตกกังวล แต่ยอมรับการตั้งครรภ์ ด้านเป้าหมายและแผนการดำเนินชีวิต พบว่า มารดาวัยรุ่นตัดสินใจที่จะศึกษาต่อ และทำงานหลังให้บุตรดื่มนมผสม ด้านการวางแผนครอบครัวคุมกำเนิดด้วยวิธีฉีดยาคุม ผลการศึกษา ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ปัจจัยภายนอก ด้านครอบครัว มีส่วนสร้างทัศนคติเรื่องเพศที่ถูกต้องกับลูก และปัจจัยด้านการคบเพื่อน ปัจจัยภายใน ด้านการรับรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิดที่ผิด การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทำให้ขาดสติเกิดเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกัน
- Itemประสิทธิผลของการเสริมแรงที่มีต่อการพัฒนาวินัยการแปรงฟันก่อนนอนของเด็กก่อนวัยเรียนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) ดาวรุ่ง แสนคาลือการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงประสิทธิผลของการเสริมแรงที่มีต่อการพัฒนาวินัยการแปรงฟันก่อนนอนของเด็กก่อนวัยเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง จำนวน 55 คน ได้รับทันตสุขศึกษาร่วมกับการเสริมแรงและกลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 62 คน ได้รับทันตสุขศึกษาแต่ไม่มีการเสริมแรง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ คะแนนเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า เด็กก่อนวัยเรียนทั้งในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ มีวินัยในการแปรงฟันก่อนนอนดีกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 แต่ความมีวินัยในการแปรงฟันก่อนนอนของเด็กก่อนวัยเรียน กลุ่มทดลองแตกต่างกับกลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.677)
- Itemสภาพการจัดระบบสารสนเทศของโรงเรียนพะเยาพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) น้ำผึ้ง มั่งคั่งการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และข้อเสนอแนะ การจัดระบบสารสนเทศของโรงเรียนพะเยาพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ประชากรที่ใช้ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน 6 คน และครู 150 คน ของโรงเรียนพะเยาพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ปีการศึกษา 2554 รวมทั้งสิ้น 156 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม เกี่ยวกับสภาพการจัดระบบสารสนเทศของโรงเรียนพะเยาพิทยาคม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (frequency) ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย (µ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นที่มีต่อสภาพการจัดระบบสารสนเทศของโรงเรียนพะเยาพิทยาคม ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า ขั้นตอนที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ขั้นออกแบบระบบ รองลงมา ได้แก่ ขั้นกำกับ ติดตาม และประเมินผล และขั้นเตรียมการอยู่ในระดับมาก ส่วนขั้นตอนที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ขั้นปฏิบัติตามระบบอยู่ในระดับปานกลาง 2) ปัญหาการจัดระบบสารสนเทศ มีดังนี้ สารสนเทศของโรงเรียนไม่เป็นปัจจุบัน ความต้องการให้บุคลากรเอาใจใส่ต่องานสารสนเทศที่ได้รับมอบหมาย การเก็บข้อมูลสารสนเทศมีความซ้ำซ้อน และบุคลากรขาดความรู้ในการจัดระบบสารสนเทศ 3) ข้อเสนอแนะการจัดระบบสารสนเทศ มีดังนี้ ควรจัดให้มีการศึกษาดูงานด้านการจัดระบบสารสนเทศ ควรมีการประชาสัมพันธ์ และแจ้งให้คณะครูทราบเกี่ยวกับความสำคัญ และวิธีการดำเนินการด้านการจัดระบบสารสนเทศ นอกจากนั้น ควรปรับปรุงเพิ่มเติมในส่วนของการสนับสนุนทั้งในส่วนขององค์ความรู้ และงบประมาณในการดำเนินงาน
- Itemการประเมินมูลค่าขยะมูลฝอยชุมชนในโรงงานกำจัดขยะมูลฝอยโรจนกิจ(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) ชยิน ปาราเมศธนกรงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินปริมาณและองค์ประกอบของขยะมูลฝอยที่นำมากำจัดในโรงงานโรจนกิจ พบว่า ปริมาณขยะมูลฝอยเฉลี่ย 33.84 ตันต่อวัน ขยะอินทรีย์มีปริมาณมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 52 รองลงมาเป็นขยะรีไซเคิล และขยะทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 36 และ 10 ตามลำดับ ส่วนขยะอันตรายคิดเป็นร้อยละ 2 ถ้าโรงงานมีการจัดการขยะที่เหมาะสม จะมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าของขยะมูลฝอยประเภทขยะอินทรีย์และรีไซเคิล คิดเป็นมูลค่า 266,833 บาทต่อเดือน และ 180,210 บาทต่อเดือน ตามลำดับ
- Itemภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนพญาวัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง เขต 35(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) เมทิญา นนท์ศรีการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนพญาวัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง เขต 35 ตามการรับรู้ และความคาดหวังของครูผู้สอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ครูผู้สอนในกลุ่มโรงเรียนพญาวัง จำนวน 165 คน โดยเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากผลการวิจัยพบว่า ครูรับรู้ว่าผู้บริหารสถานศึกษามีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงภาวะผู้นำมุ่งงาน อยู่ในระดับมีการปฏิบัติบ่อยครั้ง แต่มีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงภาวะผู้นำมุ่งสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ในระดับมีการปฏิบัติเป็นครั้งคราว ซึ่งระดับต่ำกว่าความคาดหวัง คือ ผลของความคาดหวังของครูผู้สอนต่อพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ที่แสดงออกถึงภาวะผู้นำทั้งในด้านมุ่งงาน และมุ่งสัมพันธ์ที่อยู่ในระดับมีการปฏิบัติสม่ำเสมอ และมีการปฏิบัติบ่อยครั้งตามลำดับ
- Itemความคิดเห็นของประชาชนต่อระบบบริการสุขภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2012) กาญจนา โพธิคำการค้นคว้าด้วยตนเองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทราบระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อระบบบริการสุขภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา และเพื่อทราบปัญหา และข้อเสนอแนะของประชาชนที่มีต่อระบบบริการสุขภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ประชากร และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ประชาชนที่อยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ทั้งหมดจำนวน 7,292 คน มีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 379 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอในรูปแบบตารางประกอบการบรรยาย ผลการวิจัย พบว่า ด้านงานส่งเสริมสุขภาพ (x̅=4.34) ความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก และในด้านอื่น ๆ ที่เหลืออีก 5 ด้าน ประชาชนก็มีความคิดเห็นในระดับมากเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ด้านงานรักษาพยาบาล (x̅=4.32) ด้านงานเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค/คลินิกสุขภาพเด็กดี (x̅=4.23) ด้านอนามัยโรงเรียน (x̅=3.96) ด้านงานสุขาภิบาลป้องกันและควบคุมโรค (x̅=4.25) ด้านงานฟื้นฟูสภาพ (x=4.21) และได้มีข้อเสนอแนะดังนี้ ควรส่งเสริมให้มีการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สนับสนุนงบประมาณให้ในการจัดซื้อเครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น อีกทั้งควรจัดสรรกำลังคนหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เหมาะสม เพื่อนำมาประจำแต่ละโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล