ระดับปริญญาโท (Master Degree)
Permanent URI for this collection
Browse
Recent Submissions
Now showing 1 - 5 of 1041
- Itemการร่วมกันผลิตในการบริหารจัดการขยะ กรณีศึกษา บ้านทุ่งศรี หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งศรี อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2017) อภิวัฒน์ เรืองพูลการร่วมกันผลิตในการบริหารจัดการขยะ (Coproduction) ในชุมชนบ้านทุ่งศรี หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งศรี อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการร่วมกันผลิตในการบริหารจัดการขยะของชุมชนบ้านทุ่งศรี หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งศรี อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ และเพื่อนำผลการวิจัยที่ได้เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และเชิงวิชาการ โดยเป็นการศึกษาภายใต้หลักการ การร่วมกันผลิตบริการสาธารณะ เพื่อการจัดการขยะอย่างครบวงจร และวิธีการวิจัยเป็นไปตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งมีโครงสร้างกับกลุ่มตัวอย่างในชุมชนบ้านทุ่งศรี ทั้งการเลือกสัมภาษณ์ผู้บริหารชุมชนตามผังโครงสร้างทางการบริหารชุมชนของหมู่บ้าน จำนวน 8 คน และใช้วิธีการแนะนำบอกต่อจากหัวหน้าคุ้ม จำนวน 12 คน รวมผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งหมด จำนวน 20 คน และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้เทคนิควิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนบ้านทุ่งศรี ให้ความสำคัญกับการร่วมมือกันในการดำเนินงานในทุกขั้นตอนภายใต้การลงมติในที่ประชุมประชาคมหมู่บ้าน เพื่อให้ได้ข้อสรุป แนวทางปฏิบัติที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่การร่วมกันวางแผนไปถึงการประเมินผล และการร่วมกันวางแผนเพื่อพัฒนาองค์กรตนในอนาคต ทุกคนจะมีส่วนร่วม และได้ร่วมกันตามกระบวนการ ซึ่งตั้งแต่กระบวนการคิดวางแผนงาน นำไปสู่การปฏิบัติ และประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อการพัฒนาการร่วมกันปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น สำหรับข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัยมี 2 ประการ ได้แก่ 1) จากการวิจัยพบว่า ผู้ใหญ่บ้านมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลง และพัฒนาชุมชน คนในชุมชน และปราชญ์ประจำชุมชนล้วนแล้วแต่อยู่ในวัยสูงอายุ ดังนั้นควรที่จะดึงคนรุ่นใหม่พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ เข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมกันผลิตบริการสาธารณะในทุก ๆ ด้านของชุมชน โดยเฉพาะการจัดการขยะแบบเบ็ดเสร็จในครัวเรือนต่อไป 2) ควรมีการศึกษา และวิจัยเพิ่มเติมในเชิงแนวคิด การร่วมกันผลิต (Coproduction)
- Itemการปรับใช้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยว อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2016) อำพร กันทาการวิจัยนี้ เรื่อง การปรับใช้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยว อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ประกอบด้วย 1) ศึกษาศักยภาพทรัพยากรทางวัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ 2) ศึกษาศักยภาพชุมชนในการจัดการแหล่งทางการทางวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวของอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ 3) เสนอแนวทางการปรับใช้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวของอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ผลการวิจัยพบว่า ศักยภาพทรัพยากรทางวัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยประเมินจากนักท่องเที่ยว ด้านสิ่งดึงดูดใจเป็นด้านที่มีศักยภาพมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านกิจกรรม และน้อยที่สุด คือ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ในส่วนศักยภาพของชุมชนในการจัดการแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการประเมินศักยภาพ พบว่า ด้านคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวสะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตท้องถิ่น แหล่งโบราณสถาน ศาสนสถาน และกลุ่มชาติพันธุ์ ของพื้นที่อำเภอสันป่าตอง ส่วนการประเมินศักยภาพของชุมชนในการจัดการแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ด้านสิ่งดึงดูดใจและด้านกิจกรรมที่มีศักยภาพมากที่สุด คือ การทำตุ๊กตาบ้านดงขี้เหล็ก ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการเข้าถึง และด้านการจัดการที่มีศักยภาพมากที่สุด คือ โบราณสถานเวียงท่ากาน บ้านท่ากาน ซึ่งนำไปสู่แนวทางการปรับใช้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยว ที่มุ่งเน้นการนำคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวมาปรับใช้ เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อไป
- Itemการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศเพื่อวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อการบุกรุกใช้ประโยชน์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว จังหวัดอุตรดิตถ์(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) วุฒิพงษ์ นิลจันทร์งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาค่าขีดแบ่งดัชนีผลต่างพืชพรรณ ในเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2566 โดยการวิเคราะห์ค่าดัชนีผลต่างพืชพรรณแบบนอร์แมลไลซ์ (Normalized Differential Vegetation Index: NDVI) จากภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel – 2B กำหนดค่าขีดแบ่งพื้นที่เสี่ยงต่อการบุกรุกที่ได้จากการสำรวจ และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อพื้นที่บุกรุก โดยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์การถดถอยโลจิสติก (Logistic Regression Analysis) ซึ่งค่าที่ได้สามารถใช้ในการกำหนดพื้นที่เสี่ยงต่อการบุกรุก ต่อมานำผลการวิเคราะห์ทั้ง 2 วิธีมาการซ้อนทับกัน (Intersect) เพื่อให้พื้นที่มีการสกัดแคบลง ครอบคลุมต่อการเข้าถึงของเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลให้ประหยัดเวลา และงบประมาณในการตรวจสอบพื้นที่ ผลการศึกษาพบว่า การวิเคราะห์ค่าดัชนีผลต่างพืชพรรณแบบนอร์แมลไลซ์ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 พบค่าขีดแบ่งเฉลี่ยมากสุดของแต่ละเดือน คือ 0.293614 ค่าขีดแบ่งเฉลี่ยต่ำสุดของแต่ละเดือน คือ 0.169545 และในการตรวจสอบความถูกต้องของจุดที่พบการบุกรุกกับข้อมูลเสี่ยงต่อการบุกรุกที่ได้จากค่าขีดแบ่ง พบว่า มีพื้นที่เสี่ยงต่อการบุกรุก 67,097 ไร่ พื้นที่ไม่เสี่ยงต่อการบุกรุก 146,115 ไร่ และพบจุดที่มีการบุกรุกในพื้นที่เสี่ยง 34 จุด คิดเป็นร้อยละ 85 และจุดที่ไม่เสี่ยงต่อการบุกรุก 6 จุด คิดเป็นร้อยละ 15 และผลการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่อพื้นที่บุกรุก พบว่า การถ่วงน้ำหนักแบบที่ 1 มีพื้นที่เสี่ยง 118,242 ไร่ ร้อยละ 55.46 และมีความถูกต้องอยู่ที่ร้อยละ 90 แบบที่ 2 มีพื้นที่เสี่ยง 122,216 ไร่ ร้อยละ 57.32 และมีความถูกต้องอยู่ที่ ร้อยละ 82.50 จากการศึกษาพบ พื้นที่เสี่ยงต่อการบุกรุกโดยวิธีการถ่วงน้ำหนักแบบที่ 1 (ค่าน้ำหนักเท่ากันทุกปัจจัย) มีความถูกต้องมากกว่าแบบที่ 2 (ค่าน้ำหนักจากวิธี โลจิสติก) ดังนั้นผู้วิจัยจึงเลือกนำพื้นที่เสี่ยงต่อการบุกรุกจากการถ่วงน้ำหนักแบบที่ 1 ไปใช้ร่วมกับพื้นที่เสี่ยงต่อการบุกรุกโดยวิธีการใช้ค่าขีดแบ่งดัชนีผลต่างพืชพรรณโดยการซ้อนทับกัน (Intersect) พบพื้นที่เสี่ยงต่อการบุกรุก 4,596 ไร่ ร้อยละ 21.56 ของพื้นที่ทั้งหมด
- Itemการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับจัดการข้อมูลการฝึกอบรมของโรงเรียนช่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) ตฤณ ปัทมสิรินทร์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบจัดการข้อมูลการฝึกอบรมของโรงเรียนช่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บนเว็บแอปพลิเคชัน 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพด้านการใช้งานของระบบที่พัฒนาขึ้น 3) เพื่อประเมินผลความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านวัดและประเมินผล จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา จำนวน 3 คน และด้านการออกแบบระบบ จำนวน 3 คน และนักเรียนโรงเรียนช่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 150 คน และวิทยากรและครูฝึก จำนวน 15 คน ผู้บริหารโรงเรียนช่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพ แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการออกแบบและพัฒนาระบบมีคุณภาพในระดับมาก (x̅= 4.50, S.D. = 0.57) 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพด้านการใช้งานของระบบที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพระดับมาก (x̅ = 4.52, S.D. = 0.54) และ 3) ผลการประเมินผลความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบที่พัฒนาขึ้นในภาพ รวมอยู่ในระดับมาก (x̅= 4.58, S.D. = 0.59)
- Itemผลของนโยบายการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายต่อการปฏิบัติงานของฝ่ายปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) วิภา ปัญญามูลการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาผลการนำนโยบายการป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหายต่อการปฏิบัติงานของฝ่ายปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่พะเยา และ 2) วิเคราะห์แนวทางการพัฒนานโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหายต่อการปฏิบัติงานของฝ่ายปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่พะเยา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ เจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่พะเยา จำนวน 9 คน ใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาจากการศึกษา พบว่า 1) ผลการนำนโยบายการป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหายต่อการปฏิบัติงานของฝ่ายปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่พะเยาทำให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินงาน ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ และด้านวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ 2) แนวทางการพัฒนานโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามการทรมาณ และการกระทำให้บุคคลสูญหายต่อการปฏิบัติงานของฝ่ายปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่พะเยา คือ ด้านบุคลากร ควรเพิ่มสายตรวจในการปฏิบัติงาน ควรจัดการอบรมเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ ควรจัดการอบรมทักษะในการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน ด้านงบประมาณ ควรเพิ่มงบประมาณในการปฏิบัติงานนอกพื้นที่ ด้านวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ ควรแจ้งอุปสรรคในการปฏิบัติงานให้กับผู้บริหารทราบเพื่อให้ผู้บริหารจะได้จัดสรรเกี่ยวกับงบประมาณในการดำเนินงานในด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น