ระดับปริญญาโท (Master Degree)

Permanent URI for this collection

Browse

Recent Submissions

Now showing 1 - 5 of 1183
  • Item
    ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1
    (มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) ภัสรา ไชยชนะ
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 2) ระดับความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 จำนวน 204 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากสูตรคำนวณของทาโร่ ยามาเน่ นำมากำหนดสัดส่วนตามประชากรในแต่ละโรงเรียน และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 โดยแบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.67-1.00 มีค่าความเชื่อมั่น ด้านภาวะผู้นำดิจิทัล เท่ากับ .898 และด้านความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม เท่ากับ .931 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงราย เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีด้านการสื่อสารดิจิทัลอยู่ในระดับมาก และด้านอื่น ๆ อยู่ในระดับปานกลาง 2) ความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
  • Item
    การส่งเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์โดยการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย
    (มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) ชนิกานต์ หินมาลัย
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของผู้เรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ป. 4-6 โรงเรียนบ้านสันเวียงใหม่ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 3 ห้อง เป็นนักเรียนทั้งสิ้น 33 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสันเวียงใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 12 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Selection) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน จำนวน 8 แผน 16 ชั่วโมง 2) แบบวัดทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 3) แบบวัดทักษะความคิดสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิตินอนพาราเมตริก (Nonparametric Statistics) ใช้วิธีทดสอบแบบ The Wilcoxon Signed–rank Test ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
  • Item
    การบริการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงราย
    (มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) เจษฎากรณ์ ริยอง
    การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงราย 2) ศึกษาประสิทธิผลการบริหารงานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงราย 3) ศึกษาการบริการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงราย และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงาน ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงราย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร จำนวน 13 คน และครู จำนวน 213 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 226 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงราย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ บริการสร้าง (Build) รองลงมา คือ บริการซ่อม (Repair) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ บริการพัฒนา (Top Up) 2) ประสิทธิผลการบริหารงานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงราย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านที่ 3 การรายงานผล รองลงมา คือ ด้านที่ 1 สภาพทั่วไปของศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) และด้านที่ 2 กระบวนการ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านที่ 4 ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) 3) การบริการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงราย มีจำนวน 2 กิจกรรม คือ บริการซ่อม (Repair) และบริการพัฒนา (Top Up) 4) การบริการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ได้ร้อยละ 61.60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านที่ส่งผลมากที่สุด คือ บริการซ่อม (Repair) และบริการพัฒนา (Top Up) ตามลำดับ
  • Item
    ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน
    (มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) กัญญารัตน์ แก้วนิลตา
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน 2) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ของครูในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำดิจิทัลที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน จำนวน 310 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยการใช้กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครซี่และมอร์แกน โดยใช้วิธีการสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีการ Stepwise จากผลวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 โดยรวมในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กันในทิศทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ทุกด้าน และ 4) ภาวะผู้นำดิจิทัลที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีจำนวน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล และด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัล สามารถพยากรณ์สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ได้ร้อยละ 56.90
  • Item
    แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาที่ตั้งในพื้นที่ลักษณะพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2
    (มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) ชนกานต์ เกตุยอย
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ของสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาที่ตั้งในพื้นที่ลักษณะพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรในสถานศึกษา ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 226 คน จากการเทียบตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan, 1970) ได้จากการสุ่มอย่างแบบชั้นภูมิในการแบ่งชั้นภูมิ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI modified) ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาที่ตั้งในพื้นที่ลักษณะพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสื่อสารและจูงใจ รองลงมา คือ ด้านความริเริ่มสร้างสรรค์ และด้านวิสัยทัศน์ดิจิทัล, ด้านการใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล และสภาพที่พึงประสงค์ของสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาที่ตั้งในพื้นที่ลักษณะพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสื่อสารและจูงใจ รองลงมา คือ ด้านความริเริ่มสร้างสรรค์ และด้านการใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านวิสัยทัศน์ดิจิทัล 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ของสถานศึกษาที่ตั้งในพื้นที่ลักษณะพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 พบว่า ด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลมีดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด รองลงมา ด้านการใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล และด้านความริเริ่มสร้างสรรค์ ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด คือ ด้านวิสัยทัศน์ดิจิทัล 3) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาที่ตั้งในพื้นที่ลักษณะพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 พบว่า มีแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 5 แนวทางการพัฒนา และมีวิธีการดำเนินการ 38 วิธีการดำเนินการ