University of Phayao

Digital Collections

ฐานข้อมูลคลังปัญญา มหาวิทยาลัยพะเยา จัดทำโดยศูนย์บรรณสารและการเรียนรู้ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม จัดเก็บและเผยแพร่ผลงานของคณาจารย์ นักวิจัย และนิสิต ของมหาวิทยาลัยพะเยา

นโยบายการรับผลงานการรับผลงานเข้าสู่ฐานข้อมูลคลังปัญญา มหาวิทยาลัยพะเยา จะคัดเลือกรับผลงานประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • Theses วิทยานิพนธ์
  • Dissertations ดุษฎีนิพนธ์
  • Independent Study รายงานการค้นคว้าอิสระ
  • Technical Report รายงานการวิจัย
  • Journal Paper บทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในบทความวารสาร
  • Bachelor’s Project ปัญหาพิเศษนักศึกษาปริญญาตรี
  • Patents สิทธิบัตร
  • Local Information Phayao Province ข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดพะเยา
  • University of Phayao Archives จดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยพะเยา

ติดต่อสอบถามข้อมูลหรือส่งผลงานได้ที่ UPDC Support.

Photo by @inspiredimages
 

Recent Submissions

Item
ผลการใช้รูปแบบการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน (RBL) เพื่อยกระดับจิตนิสัยทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านเจน (เจนจันทรานุกูล)
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) จุไรรัตน์ วงศ์ไชย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้รูปแบบการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน (RBL) เพื่อยกระดับจิตนิสัยทางคณิตศาสตร์ 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้รูปแบบการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน (RBL) เพื่อยกระดับจิตนิสัยทางคณิตศาสตร์ และ 3) เพื่อศึกษาผลของจิตนิสัยทางคณิตศาสตร์จากการใช้รูปแบบการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน (RBL) กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านเจน (เจนจันทรานุกูล) อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา จำนวน 10 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้รูปแบบการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับ แบบทดสอบวัดจิตนิสัยทางคณิตศาสตร์ แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบประเมินตนเอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิตินอนพาราเมตริก (Nonparametric Statistics) ใช้วิธีทดสอบแบบ Wilcoxon signed rank test ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้รูปแบบการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 78.57/79.50 2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้รูปแบบการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานมีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.5729 หรือคิดเป็นร้อยละ 57.29 3) นักเรียนมีจิตนิสัยทางคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการประเมินจิตนิสัยทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน มีค่าเฉลี่ย 3.83 อยู่ในระดับมาก และผลการประเมินตนเองของนักเรียนที่ค่าเฉลี่ย 3.89 อยู่ในระดับมาก
Item
ระบบยืมคืนครุภัณฑ์งานเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยพะเยา
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) วรินทร ซอกหอม
การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อระบบยืมคืนครุภัณฑ์งานเทคโนโลยีสารสนทศ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยพะเยา ปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงานให้คล่องตัวขึ้น และเป็นการจัดทำฐานข้อมูลครุภัณฑ์งานเทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบข้อมูลสารสนเทศ เพื่อใช้งานในด้านอื่น ๆ ต่อไป การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการแจ้งซ่อม และติดตามงานอาคารสถานที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยพะเยา ได้ใช้หลักการวิเคราะห์ระบบสารสนเทศเชิงวัตถุ (OOP: Object Oriented Programming และระเบียบวิธีพัฒนาซอฟต์แวร์แบบเอจาย (Agile Methodology) ใช้ภาษาโปรแกรม PHP (Personal Home Page) ในรูปแบบกรอบการดำเนินงาน Laravel Framework จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบระบบฐานข้อมูล (Database System) เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานเป็นเครื่องมือ ในการจัดการระบบฐานข้อมูลของการพัฒนาระบบหลังจากได้ทำการวิเคราะห์และพัฒนาระบบสารสนเทศ ผู้ศึกษาได้ให้ผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มทำการทดสอบการทำงานของระบบที่จัดทำขึ้น โดยมี 4 กลุ่มผู้ใช้งาน คือ ผู้ใช้งานระบบหัวหน้างาน คณบดี และผู้ดูแลระบบ ผลปรากฏว่าสามารถใช้ในการดำเนินงานตามขั้นตอนการยืมคืนครุภัณฑ์ มหาวิทยาลัยพะเยาในรูปแบบระบบสารสนเทศได้ และผลการประเมินความพึงพอใจผู้ใช้งานระบบสารสนเทศ มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยในด้านการออกแบบและการจัดรูปแบบเว็บไซต์มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.70 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.51 ด้านความถูกต้องและประสิทธิภาพการทำงานของระบบมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.39 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.51 และด้านประโยชน์ของการนำมาใช้งานมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.42 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.55
Item
ผลของแกมม่าพอลีกลูตามิกแอซิดและเซลล์ Bacillus subtilis ต่อการปรับปรุงคุณภาพดินและการเจริญเติบโตของข้าว
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2017) คณวิชช์ ศรีปินตา
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของสารแกมม่าพอลีกลูตามิกแอซิด และเซลล์ Bacillus subtilis ต่อการปรับปรุงคุณภาพดิน และการเจริญเติบโตของข้าว ทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ และโรงเรือน จากการศึกษาผลของสารทดสอบต่อการงอก การเจริญเติบโต และปริมาณสารชีวเคมี ในต้นกล้าข้าวขาวดอกมะลิ 105 ในระดับห้องปฏิบัติการ พบว่า PGA และเซลล์ B. subtilis ไม่ส่งผลกระทบต่อเปอร์เซ็นต์การงอก พลังงานในการงอก และความเร็วในการงอก อย่างไรก็ตามสารดังกล่าวมีแนวโน้มในการเพิ่มความแข็งแรงของต้นกล้าข้าวเมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุม เมื่อพิจารณาการเจริญเติบโตของต้นกล้าข้าวที่อายุ 21 วัน พบว่า PGA ที่ความเข้มข้น 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ความยาวลำต้นสูงที่สุดอย่างมีนัยสำคัญ (P≤0.05) สำหรับความยาวราก พบว่า ความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นของทั้ง PGA และเซลล์ B. subtilis ส่งผลให้ความยาวราก มีแนวโน้มในการลดลงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามการเติม PGA และเซลล์ B. subtilis ส่งผลให้ต้นกล้าข้าวมีน้ำหนักสด และน้ำหนักแห้งเพิ่มสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ (P≤0.05) นอกจากนั้น PGA และเซลล์ B. subtilis ยังส่งผลให้ปริมาณน้ำตาล ปริมาณกรดอะมิโนอิสระรวม ปริมาณคลอโรฟิลล์ และแคโรทีนอยด์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุม (P≤0.05) จากการศึกษาการเจริญเติบโตของข้าวในระดับโรงเรือน พบว่า PGA และเซลล์ B. subtilis ส่งผลให้ข้าวมีความสูง จำนวนการแตกกอ น้ำหนักสด และน้ำหนักแห้งของข้าวเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะที่ความเข้มข้นของ PGA 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ PGA และเซลล์ B. subtilis ยังส่งผลในเชิงบวกต่อพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับผลผลิต ได้แก่ จำนวนรวง จำนวนเมล็ดต่อกระถางน้ำหนักเมล็ดต่อกระถาง และน้ำหนัก 100 เมล็ด เมื่อพิจารณาคุณสมบัติทางด้านเคมีของดิน พบว่า PGA และเซลล์ B. subtilis ส่งผลทำให้คุณภาพของดินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุม (P≤0.05) โดยพบปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม ค่าการนำไฟฟ้า และ pH ของดินเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของการให้สารทดสอบ โดยเฉพาะ PGA ที่ระดับความเข้มข้น 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ PGA และเซลล์ B. subtilis ยังมีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางด้านกายภาพของดินดีขึ้น คือ ความชื้นของดิน ความหนาแน่นรวมของดิน และความพรุนรวมของดิน จากผลการทดลองดังกล่าว จึงสรุปได้ว่า PGA และเซลล์ B. subtilis มีศักยภาพที่ดี และเป็นทางเลือกหนึ่งของสารจากธรรมชาติในการเป็นสารปรับปรุงดิน และส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว
Item
ทัศนะของมัคคุเทศก์ต่อทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2017) อำพันธ์ แสนคำวัง
การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษานโยบายและทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาทัศนะของมัคคุเทศก์ต่อทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นการวิจัยแบบผสม กลุ่มตัวอย่าง คือ มัคคุเทศก์ทั่วไป (ต่างประเทศ) ที่จดทะเบียนสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคเหนือเขต 1 เชียงใหม่ จำนวน 370 คน เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้สถิติการแจกแจงความถี่ (Frequency) การหาค่าร้อยละ (Percentage) การหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) นโยบายและทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการสุขภาพ เชื่อมโยงสู่เมืองท่องเที่ยวในภูมิภาค ขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่เมืองมรดกโลกเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบ (SMART CITY) คือ กินดี อยู่ดี มีสุข ส่งเสริม และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และนวัตกรรมเป็นตัวนำการพัฒนาประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน และระบบขนส่งมวลชน ยกระดับความมั่นคงด้วยระบบกล้อง CCTV นำนวัตกรรมมาใช้ในการป้องกัน และเตือนภัยด้านภัยพิบัติต่าง ๆ และพัฒนาการบริหารและการบริการภาครัฐ มีนโยบายด้านการอนุรักษ์ และบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งในเขตเมืองและพื้นที่รอบนอก โดยมีเป้าหมาย คือ เมืองสีเขียว อนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการป่าต้นน้ำและแหล่งน้ำ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง และอนุรักษ์พื้นที่สิ่งแวดล้อม โดยมีวาระสำคัญพิเศษ คือ การฟื้นคืนคลองแม่ข่า การแก้ไขปัญหาหมอกควัน 2) ทัศนะของมัคคุเทศก์ต่อทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า โดยรวมทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด รายด้านเรียงตามลำดับได้แก่ ด้านการพัฒนาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการ ด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยว ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการท่องเที่ยว ด้านการพัฒนาการตลาดและการสร้างความเชื่อมั่น และด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า จำนวนภาษาที่ใช้ในการสื่อสารขณะปฏิบัติงาน มีทัศนะต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ไม่แตกต่างกัน แต่เพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน มีทัศนะต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แนวทางส่งเสริม ได้แก่ ส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ และมีความพร้อมบนพื้นฐานเอกลักษณ์ล้านนา สนับสนุนการท่องเที่ยวพื้นที่นอกเมืองหลัก พัฒนาและสนับสนุนกลุ่มมัคคุเทศก์ในการอำนวยความสะดวกในการให้บริการ ส่งเสริมการตลาดมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมาย และวางแผนทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน และนักท่องเที่ยว
Item
การศึกษาสมรรถนะครูปฐมวัยของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2018) สายรุ้ง เหล็กแปง
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมรรถนะครูปฐมวัยของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 และเพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสมรรถนะครูปฐมวัยของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 ประชากรที่ใช้ ได้แก่ ครูปฐมวัย มีจำนวน ทั้งสิ้น 230 คน ผู้วิจัยทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Taro Yamane และวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 146 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะของครูปฐมวัยของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 สมรรถนะหลัก 5 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านสมรรถนะจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพครู ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านสมรรถนะการพัฒนาตนเอง สมรรถนะประจำสายงาน 6 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านการพัฒนาผู้เรียน ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน 2) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสมรรถนะครูปฐมวัยของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเชียงรายเขต 4 พบว่า ครูปฐมวัยควรมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ มีทักษะในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น ปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรม จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร อีกทั้งปลูกฝังคุณธรรม จัดบรรยากาศในชั้นเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ มีการวิเคราะห์ผู้เรียนมีการประเมินตนเอง และให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย