University of Phayao

Digital Collections

ฐานข้อมูลคลังปัญญา มหาวิทยาลัยพะเยา จัดทำโดยศูนย์บรรณสารและการเรียนรู้ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม จัดเก็บและเผยแพร่ผลงานของคณาจารย์ นักวิจัย และนิสิต ของมหาวิทยาลัยพะเยา

นโยบายการรับผลงานการรับผลงานเข้าสู่ฐานข้อมูลคลังปัญญา มหาวิทยาลัยพะเยา จะคัดเลือกรับผลงานประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • Theses วิทยานิพนธ์
  • Dissertations ดุษฎีนิพนธ์
  • Independent Study รายงานการค้นคว้าอิสระ
  • Technical Report รายงานการวิจัย
  • Journal Paper บทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในบทความวารสาร
  • Bachelor’s Project ปัญหาพิเศษนักศึกษาปริญญาตรี
  • Patents สิทธิบัตร
  • Local Information Phayao Province ข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดพะเยา
  • University of Phayao Archives จดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยพะเยา

ติดต่อสอบถามข้อมูลหรือส่งผลงานได้ที่ UPDC Support.

Photo by @inspiredimages
 

Recent Submissions

Item
การพัฒนาแผ่นประคบร้อนจากสมุนไพรไทยในชุมชนเพื่อลดอาการปวดข้อเข่าจากภาวะข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ปิณฑิรา จำปาแก้ว; จักรพรรดิ ธนกาญจน์กิจ; วชิราภรณ์ สมศักดิ์
ที่มาและความสำคัญ: โรคข้อเข่าเสื่อม พบได้มากในผู้สูงอายุที่มีอายุ 55 ปี ขึ้นไป เกิดจากการสึกหรอ และการเสื่อมสภาพของกระดูกใต้กระดูกอ่อน ส่งผลให้เคลื่อนไหวได้ไม่ดี และเมื่อลงน้ำหนักกระดูกจะเสียดสีกันทำให้เกิดอาการปวดและอักเสบได้ง่าย การรักษาอาการปวดจากภาวะข้อเข่าเสื่อมมีหลากหลายวิธี การรักษาด้วยแผ่นประคบร้อนเป็นวิธีหนึ่งที่นิยมปัจจุบัน พบว่า ได้มีการพัฒนาแผ่นประคบร้อนในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแผ่นประคบร้อนแบบสมุนไพรก็เป็นหนึ่งในแผ่นประคบร้อนที่ถูกพัฒนาขึ้น วัตถุประสงค์: การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแผ่นประคบร้อนสมุนไพรและนำมาศึกษาเปรียบเทียบการกักเก็บความร้อนกับแผนประคบร้อนแบบมาตรฐาน ศึกษาประสิทธิภาพของการรักษาด้วยแผ่นประคบร้อนสมุนไพร และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการรักษาด้วยแผ่นประคบร้อนสมุนไพรไทยกับแผ่นประคบร้อนแบบมาตรฐาน ต่อระดับความเจ็บปวด ขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกด องศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า กำลังกล้ามเนื้องอและเหยียดเข่า และคะแนนแบบประเมินคุณภาพชีวิตสำหรับโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม วิธีการศึกษา: อาสาสมัครจะได้รับการประเมินระดับความเจ็บปวด ขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกด องศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า กำลังกล้ามเนื้องอกและเหยียดเข่า และประเมินคุณภาพชีวิตด้วยแบบประเมินสำหรับโรคข้อเข่าเสื่อม ก่อนเข้าร่วมการทดลอง วัดผลเฉียบพลันหลังจากวางแผ่นประคบร้อนครั้งที่ 1 และประเมินซ้ำภายหลังได้รับการรักษา ที่ 1 สัปดาห์ และ 2 สัปดาห์ ผลการศึกษา: ผลการทดลองพบว่า ผลเฉียบพลันของการวางแผ่นประคบร้อนแบบมาตรฐาน สามารถเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวในท่าเหยียดเข่าได้ และภายหลังจากการรักษาด้วยการวางแผ่นประคบร้อนแบบมาตรฐานและแผ่นประคบร้อนสมุนไพร ที่ 2 สัปดาห์ สามารถลดระดับความเจ็บปวด เพิ่มองศาการเคลื่อนไหวในท่างอเข่า เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้องอและเหยียดเข่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) เมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง (baseline) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า หลังจากรักษาด้วยการวางแผ่นประคบร้อนสมุนไพร สามารถเพิ่มขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกดได้มากกว่าการรักษาด้วยแผ่นประคบร้อนแบบมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) สรุปผลการศึกษา: สรุปได้ว่าการรักษาด้วยแผ่นประคบร้อนสมุนไพรช่วยลดระดับความเจ็บปวด เพิ่มองศาการเคลื่อนไหว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดและงอข้อเข่า ได้ใกล้เคียงกับแผ่นประคบร้อนแบบมาตรฐาน และเป็นที่น่าสนใจการรักษาด้วยแผ่นประคบร้อนสมุนไพรสามารถเพิ่มขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกดน้อยกว่าการรักษาด้วยแผ่นประคบร้อนแบบมาตรฐาน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อระหว่างกลุ่ม พบว่า ระดับขีดกั้นความเจ็บต่อแรงกดมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตั้งแต่ก่อนการรักษา
Item
ความสัมพันธ์ของการประเมินความสามารถในการทรงตัวด้วยแบบทดสอบการทรงตัวของเบิร์กกับการทดสอบด้วยวิธีเอื้อมมือไปข้างหน้าในผู้สูงอายุ
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) กชกร ทองดี; วราภรณ์ จ๊ะโด; ศรายุทธ ชัยคำหล้า
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการประเมินความสามารถในการทรงตัวด้วยแบบทดสอบการทรงตัวของเบิร์ก (Berg Balance Scale, BBS) กับการทดสอบด้วยวิธีเอื้อมมือไปข้างหน้า (Functional Reach Test. FRT) ในผู้สูงอายุ โดยมีอาสาสมัครเป็นผู้สูงอายุสุขภาพดี อายุ 60 ปีขึ้นปี จำนวน 46 คน อาสาสมัครทุกคนจะถูกประเมินความสามารถในการทรงตัวด้วยวิธีเอื้อมมือไปข้างหน้า โดยจะทำ การทดสอบ 3 ครั้ง และทำการประเมินการทรงตัวด้วยแบบทดสอบการทรงตัวของเปิร์ก จำนวน 14 หัวข้อ โดยจะทำการทดสอบ 1 ครั้ง นำข้อมูลของการทดสอบมาหาความสัมพันธ์ของการประเมินความสามารถ ในการทรงตัวด้วยแบทดสอบ BBS กับ FRT โดยใช้สถิติสหสัมพันธ์ Person product-moment correlation coefficient กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ P<0.05 ผลการศึกษาพบความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถ ในการทรงตัวด้วยแบบทดสอบ BBS กับ FRT มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.56 (p=0.00) มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวกอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้น FRT จึงสามารถใช้ในการประเมินการทรงตัวได้เช่นเดียวกับ แบบทดสอบ BBS ในผู้สูงอายุสุขภาพดีและควรมีการทดสอบการทรงตัวด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เพื่อให้ได้การประเมินการทรงตัวที่มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
Item
ผลของการอบอุ่นร่างกายแบบเคลื่อนไหวร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อด้วยเทคนิคเกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อหลักต่อความสามารถในการวิ่งระยะสั้นและความยืดหยุ่น
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2014) ชุติมน ก้งซ่า; พิชญา สันธิ; อัญชลี กลิ่นขจร
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการอบอุ่นร่างกายแบบเคลื่อนไหวร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อแบบเกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อหลักต่อความสามารถในการวิ่งระยะสั้น และความยืดหยุ่นในนิสิตชายมหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 40 คน อายุเฉลี่ย 20.5 ± 1.18 ปี ทำการสุ่มและแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม Warm up และกลุ่ม Warm up combined CRAC โดยกลุ่มอบอุ่นร่างกายแบบเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียวได้รับการฝึกตามโปรแกรมการอบอุ่นร่างกายแบบเคลื่อนไหว ส่วนกลุ่มอบอุ่นร่างกายแบบเคลื่อนไหวร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อแบบเกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อหลักได้รับการฝึกตามโปรแกรมอบอุ่นร่างกายแบบเคลื่อนไหวร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อแบบเกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อหลัก ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มได้รับการวัดค่าการทดสอบการนั่งงอตัว และการทดสอบวิ่งระยะสั้น ทั้งก่อนและหลังการทดสอบ ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดสอบกลุ่มอบอุ่นร่างกายแบบเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว และกลุ่มอบอุ่นร่างกายแบบเคลื่อนไหวร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อแบบเกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อหลัก มีค่าการทดสอบการนั่งงอตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ขณะที่ค่าการทดสอบการวิ่งระยะสั้น พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันทั้งภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม (p > 0.05) การศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่า ภายหลังการทดสอบทั้งกลุ่มอบอุ่นร่างกายแบบเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว และกลุ่มอบอุ่นร่างกายแบบเคลื่อนไหวร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อแบบเกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อหลักช่วยให้ความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มอบอุ่บร่างกายแบบเคลื่อนไหวร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อแบบเกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อหลักมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่า แต่ทั้งกลุ่มอบอุ่นร่างกายแบบเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว และกลุ่มอบอุ่นร่างกายแบบเคลื่อนไหวร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อแบบเกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อหลักไม่เพิ่มความสามารถในการวิ่งระยะสั้นได้
Item
ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของสมองระดับสูงและคุณภาพชีวิตกับความสามารถด้านการเคลื่อนไหวในผู้สูงอายุ
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2016) ปิยะภา เศวตรัตนพงษ์; สุวนันท์ ธิปโชติ
การล้มเป็นปัญหาสำคัญในผู้สูงอายุ ซึ่งอาจนำไปสู่การบาดเจ็บของร่างกาย และการเสียชีวิตได้ การค้นหาปัจจัยเสี่ยงในการล้มจึงมีความสำคัญ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการล้มในผู้สูงอายุได้ การศึกษาเชิงสำรวจภาดตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของสมองระดับสูงและคุณภาพชีวิตกับความสามารถด้านการเคลื่อนไหวในผู้สูงอายุ ตำบลเจริญราษฎร์ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยมีผู้เข้าร่วมการศึกษา จำนวน 74 คน เพศชาย จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 27.03 และเพศหญิง จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 72.97 อายุเฉลี่ย 67.66 ± 0.78 ปี ประเมินการทำงานของสมองระดับสูงโดยใช้การทดสอบการทวนกลับตัวเลข (Digit span backward) ประเมินคุณภาพชีวิตโดยใช้เครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อฉบับภาษาไทย ประเมินความสามารถด้านการเคลื่อนไหวด้วยการทดสอบ Timed up and go (TUG) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติสหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า คะแนนการทดสอบการทวนกลับตัวเลขมีความสัมพันธ์ในทิศทางลบกับระยะเวลาเฉลี่ยของการทดสอบ TUG ในระดับต่ำ (r-volue = -0.32) แต่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนคุณภาพชีวิตกับระยะเวลาเฉลี่ยของการทดสอบ TUG อย่างไรก็ตามพบความสัมพันธ์ของคะแนนคุณภาพชีวิตของผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีกับระยะเวลาเฉลี่ยของการทดสอบ TUG ในทิศทางลบ ในระดับสูง (r-value = -0.90) ผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกัน แก้ไข และลดอุบัติการณ์การล้มของผู้สูงอายุ ในชุมชนได้
Item
ผลของดนตรีล้านนาและดนตรีสากลต่อการกลับสู่สภาวะปกติของอัตราการเต้นของหัวใจภายหลังออกกำลังกาย
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2015) จีระชัย ใสสอด; นคินทร์ สุวรรณหังสกุล; ปาริษา อินถาสาร
ดนตรีช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจภายหลังการออกกำลังกาย โดยช่วยให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดเกิดการปรับตัวเข้าสู่ภาวะธำรงดุลได้ดีขึ้นเพื่อป้องอันตรายที่จะเกิดต่อร่างกาย แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาผลของดนตรีต่อการกลับสู่สภาวะปกติของอัตราการเต้นของหัวใจภายหลังออกกำลังกายยังมีไม่มากนักจึงเป็นที่มาของการศึกษานี้ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของเสียงดนตรีบรรเลงสากล และเสียงดนตรีบรรเลงล้านนาต่อการกลับสู่สภาวะปกติของอัตราการเต้นของหัวใจหลังออกกำลังกาย โดยทำการศึกษาแบบไขว้กลุ่ม (Crossover trials) ในอาสามัครสุขภาพดีเพศชายและเพศหญิงอายุ 20-25 ปี จำนวน 52 คน ทำการทดสอบโดยให้วิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าจากนั้นจะให้นั่งฟังเพลงเป็นจำนวน 3 เงื่อนไข ได้แก่ เงื่อนไขฟังดนตรีบรรเลงสากล เงื่อนไขฟังดนตรีบรรเลงล้านนา และเงื่อนไขควบคุมที่ไม่เปิดเพลง โดยอาสาสมัครทำการสุ่มลำดับของเงื่อนไขทำการวัดอัตราการเต้นของหัวใจภายหลังออกกำลังกายนาทีที่ 1, 2, 3, และ 5 จากนั้นวัดระดับความเหนื่อย (Rate of exertion, RPE) ก่อนการทดสอบ ขณะออกกำลังกาย และวัดที่นาทีที่ 5 ภายหลังการออกกำลังกาย และวัดความพึงพอใจในเสียงเพลงด้วยแบบประเมินหลังการทดสอบ ผลการศึกษาพบว่า ดนตรีบรรเลงสากลทำให้มีการลดลงของอัตราการเต้นของหัวใจมากกว่าเงื่อนไขควบคุมที่เวลา 3 นาทีหลังการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.026) โดยที่ระดับความเหนื่อยไม่มีความแตกต่างกันในทุกเงื่อนไข และคะแนนจากแบบสอบถามในหัวข้อความชื่นชอบต่อดนตรีบรรเลงสากล มีคะแนนมากกว่าดนตรีบรรเลงล้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.041) จากการศึกษาในครั้งนี้สามารถสรุปได้ว่าดนตรีสากลมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจหลังจากหยุดออกกำลังกายในนาทีที่ 3 หลังการออกกำลังกาย