University of Phayao

Digital Collections

ฐานข้อมูลคลังปัญญา มหาวิทยาลัยพะเยา จัดทำโดยศูนย์บรรณสารและการเรียนรู้ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม จัดเก็บและเผยแพร่ผลงานของคณาจารย์ นักวิจัย และนิสิต ของมหาวิทยาลัยพะเยา

นโยบายการรับผลงานการรับผลงานเข้าสู่ฐานข้อมูลคลังปัญญา มหาวิทยาลัยพะเยา จะคัดเลือกรับผลงานประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • Theses วิทยานิพนธ์
  • Dissertations ดุษฎีนิพนธ์
  • Independent Study รายงานการค้นคว้าอิสระ
  • Technical Report รายงานการวิจัย
  • Journal Paper บทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในบทความวารสาร
  • Bachelor’s Project ปัญหาพิเศษนักศึกษาปริญญาตรี
  • Patents สิทธิบัตร
  • Local Information Phayao Province ข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดพะเยา
  • University of Phayao Archives จดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยพะเยา

ติดต่อสอบถามข้อมูลหรือส่งผลงานได้ที่ UPDC Support.

Photo by @inspiredimages
 

Recent Submissions

Item
การศึกษานำร่อง: การพัฒนานวัตกรรมเบาะรองเล่นเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพผ่านการกระตุ้นทางไกลต่อการทรงท่าแบบเป็นลำดับแยกส่วนในทารกคลอดก่อนกำหนด อายุ 4-9 เดือน
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) พสธร วงค์บุตร; สุธาสินี ตระการสุข; อัชฎาภรณ์ สุทธสม
การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงสำหรับทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจมีปัญหาในการพัฒนาของกล้ามเนื้อโดยรวม เนื่องจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการพัฒนา การเคลื่อนไหวของทารก การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) สามารถช่วยให้เกิดการกระตุ้นพัฒนาการจากสภาพแวดล้อมที่บ้าน ดำเนินการโดยผู้ปกครองและการดูแลระยะไกลโดยเจ้าหน้าที่ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพ และสามารถประเมินกิจกรรมและความก้าวหน้าของทารกได้ การกระตุ้นพัฒนาการที่บ้านสามารถส่งเสริมทักษะการเคลื่อนไหวและการพลิกตัวได้ อย่างไรก็ตาม ทารกแต่ละคนต้องการ การกระตุ้นพัฒนาการ ที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล ดังนั้นจึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมเบาะรองเล่นเพื่อกระตุ้นพัฒนาการการทรงท่าแบบเป็นลำดับแยกส่วนทางไกลที่บ้านผ่านโปรแกรมการกระตุ้นทางไกล (Tele-stimulation) สำหรับทารก คลอดก่อนกำหนดในไทย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างนวัตกรรมร่วมกับเปรียบเทียบความสามารถก่อนและหลังในการทรงท่าแบบเป็นลำดับแยกส่วนในทารกคลอดก่อนกำหนดที่ได้รับโปรแกรมการกระตุ้นพัฒนาการ ทางไกล (Tele-stimulation) และความพึงพอใจของผู้ปกครองในการศึกษานำร่องนี้ การศึกษาแบบควบคุมเฉพาะกรณีโดยใช้โปรแกรมการกระตุ้นทางไกลที่บ้านในระยะเริ่มต้นในทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีความเสี่ยงต่ำได้ดำเนินการเป็นครั้งแรก เราแสดงให้เห็นว่าแม้จะอยู่ในช่วงต้นแบบเบื้องต้น การกระตุ้นพัฒนาการ การทรงท่าแบบเป็นลำดับแยกส่วนผ่านเบาะรองเล่นทางไกลที่บ้าน (Tele-stimulation) เป็นอุปกรณ์ที่เป็นไปได้ ในการกระตุ้นพัฒนาการในระยะแรกเริ่มแบบจริงจังเป็นรายบุคคลตามบ้าน และเน้นครอบครัว การศึกษานี้ดำเนินการในทารกที่คลอดก่อนกำหนดที่ปรับอายุได้ 6 เดือน ±10 วัน มีการรายงานสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า คะแนนการควบคุมลำตัวแบบเป็นลำดับแยกส่วน (SATCo) เพิ่มขึ้นหลังจากได้รับโปรแกรมการฝึกทุกเงื่อนไขของ SATCo ผลลัพธ์แสดงคะแนน SATCo ที่เพิ่มขึ้นหลังจาก 4 สัปดาห์ที่สภาวะคงที่ (Static) จากส่วนทรวงอกล่างถึงส่วนเอวส่วนล่าง สภาวะเคลื่อนไหว (Active) จากส่วนทรวงอกกลางถึงทรวงอกล่าง และสภาวะการตอบสนองต่อสิ่งเร้า (Reactive) จากส่วนศีรษะถึงส่วนทรวงอกกลาง ที่น่าสนใจ คือ การศึกษานำร่องของการพัฒนานวัตกรรมเบาะรองเล่นเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพผ่านการกระตุ้นทางไกลต่อการทรงท่าแบบเป็นลำดับแยกส่วน พบว่า มีระดับการควบคุมลำตัวที่เพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพที่ดีขึ้นเมื่อเริ่มท่าตั้งตรง เมื่ออายุ 7 เดือนในทารกคลอดก่อนกำหนด
Item
ผลของเทียนหอมไขถั่วเหลืองกลิ่นลิ้นจี่ต่อความเครียดในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ (การศึกษานำร่อง)
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) ศศิวิมล วงษ์ใส; อรสินี นิกรเถื่อน; พิมพ์ผกา ก๋าวิน
วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาผลของเทียนหอมไขถั่วเหลืองกลิ่นลิ้นจี่ต่อความเครียดในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ วิธีการศึกษา: อาสาสมัครที่มีอายุ 20-70 ปี จำนวน 30 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยวิธีการสุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง จำนวน 15 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 15 คน กลุ่มทดลองสูดดมเทียนหอมกลิ่นลิ้นจี่ในเวลาก่อนนอน นาน 20 นาทีต่อครั้ง จำนวน 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ตัวแปรที่ศึกษา คือ ความเครียด ประเมินโดยแบบประเมินความเครียดสวนปรุง (Suanprung Stress Test 20; SPST–20) ทำการประเมินตัวแปรที่ศึกษา 3 ครั้ง คือ ขณะก่อนทดลอง หลังการทดลองครบ 2 สัปดาห์ และหลังการทดลองครบ 4 สัปดาห์ ผลการศึกษา: อาสาสมัครออกจากการศึกษา จำนวน 4 คน เนื่องจากติดเชื้อ Covid-19 ทำให้เหลืออาสาสมัครกลุ่มละ 13 คน โดยพบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของคะแนนความเครียดระหว่างกลุ่มภายหลังการทดลองครบ 4 สัปดาห์ สรุป: การสูดดมเทียนหอมไขถั่วเหลืองกลิ่นลิ้นจี่นาน 4 สัปดาห์ ไม่มีผลช่วยลดความเครียดในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ระดับความเครียดของกลุ่มทดลองมีแนวโน้มลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุม
Item
การศึกษาเปรียบเทียบผลของ Pressure Biofeedback ต่อ Craniovertebral Angle, Neck Disability Index และ Visual Analog Scale ในนิสิต มหาวิทยาลัยพะเยาที่มีภาวะศีรษะยื่นไปข้างหน้า
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) ศศิกานต์ สีหะวงษ์; กชพร ศุภาวสวัสดิ์; วิสสุตา ชาญณรงค์
ที่มาและความสำคัญ: ในปัจจุบันอาการปวดคอเป็นอาการที่พบได้บ่อยในกลุ่มโรคทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ โดยหนึ่งในสาเหตุที่สำคัญ คือ เกิดภาวะศีรษะยื่นไปข้างหน้า (Forward head posture) อันเนื่องมาจากการทรงท่าขณะใช้สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ในขณะทำงานหรือการเรียนออนไลน์ไม่ถูกต้องเป็นระยะเวลานานส่งผลทำให้กล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุล จากรายงานที่ผ่านมาพบว่า การออกกำลังกายด้วยการเก็บคางสามารถลดปัญหาจากภาวะ Forward head posture ได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดในการศึกษาเกี่ยวกับการออกกำลังกายด้วยการเก็บคางกับเครื่อง Pressure biofeedback วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มที่ใช้และไม่ใช้ Pressure biofeedback ต่อ Craniovertebral angle, Neck disability index และ Visual analog scale ในนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยาที่มีภาวะศีรษะยื่นไปข้างหน้า วิธีการศึกษา : อาสาสมัครมีช่วงอายุ 19 –25 ปี จำนวน 20 คน ที่มีมุมของศีรษะยื่นน้อยกว่า 50 องศา ถูกสุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองได้รับการออกกำลังกายโดยใช้ Pressure biofeedback และกลุ่มควบคุมได้รับการออกกำลังกายโดยไม่ใช้ Pressure biofeedback กลุ่มละ 10 คน จำนวน 3 ครั้ง (ภายใน 1 สัปดาห์) โดยศึกษาตัวแปรเกี่ยวกับระดับความเจ็บปวด (Visual analog scale) ดัชนีความทุพพลภาพของคอ (Neck disability index) มุมคอ (Craniovertebral angle) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกลุ่มงอคอ ความทนทานของกล้ามเนื้อกลุ่มงอคอและกลุ่มเหยียดคอ เปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ p<0.05 ผลการศึกษา : พบว่า หลังจากได้รับโปรแกรม 1 สัปดาห์ จำนวน 3 ครั้ง ทั้งในกลุ่มทดลองมีระดับความเจ็บปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (p=0.025) ขณะที่มุม Craniovertebral angle ดัชนีความทุพพลภาพของคอ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกลุ่มงอคอ ความทนทานของกล้ามเนื้อกลุ่มงอคอและกลุ่มเหยียดคอ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) ทั้งนี้ผลการศึกษาภายในกลุ่มพบว่า ค่าความทุพพลภาพของคอลดลง และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกลุ่มงอคอมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการศึกษา: การออกกำลังกายด้วยเครื่อง biofeedback จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 1 สัปดาห์สามารถลดระดับความเจ็บปวดในผู้ที่มีภาวะศีรษะยื่นไปทางด้านหน้าได้ อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาถึงผลระยะยาว 4-6 สัปดาห์ เกี่ยวกับเรื่อง มุมคอ ภาวะทุพพลภาพของคอ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกลุ่มงอคอ เพื่อยืนยันผลให้แน่ชัดมากยิ่งขึ้น
Item
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดน่าน
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) ญาณิกา หงสนันทน์
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดน่าน 2) ระดับความสำเร็จในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดน่าน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดน่าน 4) สร้างสมการพยากรณ์ความสำเร็จในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดน่าน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดน่าน จำนวน 175 คน กำหนดขนาด กลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น กำหนดสัดส่วนตามขนาดของกลุ่มประชากรในแต่ละ สกร.อำเภอ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2) ระดับความสำเร็จในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาทุกด้าน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับระดับความสำเร็จในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ปัจจัยที่สามารถพยากรณ์ระดับความสำเร็จในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา มี 3 ปัจจัย คือ ปัจจัยด้านกลยุทธ์ ปัจจัยด้านภาวะผู้นำ และปัจจัยด้านเทคโนโลยี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ . 01 สามารถพยากรณ์ความสำเร็จได้ร้อยละ 62.08 ดังสมการพยากรณ์ต่อไปนี้ สมการรูปคะแนนดิบ คือ Y^ = .469 + .498X7 + .249X5 + .148X3 และสมการรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Z^y = .520ZX7 + .296ZX5 + .162X3
Item
อุปกรณ์ฝึกการทรงตัวในผู้สูงอายุ
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) กฤษณา คำดี; อภิสรา วิชญวรรณกุล
ที่มาและความสำคัญ: ความสามารถในการควบคุมสมดุลระหว่างการทำกิจกรรมทางกายในผู้สูงอายุที่มีความบกพร่อง อันเป็นผลมาจากการเสื่อมของระบบประสาทสัมผัสระบบรับรู้ และระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ดังนั้นผู้สูงอายุจึงมีความเสี่ยงที่จะหกล้มในระหว่างทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การฝึกการทรงตัวเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ วัตถุประสงค์: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบ และพัฒนาอุปกรณ์เสริมสร้างการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวแก่ผู้สูงอายุ วิธีการศึกษา: อุปกรณ์ฝึกการทรงตัวออกแบบและสร้างจากในวัสดุท้องถิ่น โดยนักกายภาพบำบัดจำนวน 3 คน เป็นผู้ประเมินประสิทธิภาพของอุปกรณ์ฝึกการทรงตัว โดยประเมินจากการดูวิดีโอและแผ่นพับแนะนำอุปกรณ์ แบบประเมินคุณภาพแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วน คือ 1) ด้านวัสดุและลักษณะของอุปกรณ์ 2) ด้านการใช้งาน 3) ด้านรูปแบบการใช้งานอุปกรณ์ และ 4) ด้านความคุณค่า ข้อมูลทำการวิเคราะห์โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างคำถามกับวัตถุประสงค์ของงานวิจัย (IOC) ผลการศึกษา: จากการศึกษาพบว่า อุปกรณ์ฝึกการทรงตัวสามารถออกแบบเพื่อเพิ่มการทรงตัวและมีต้นทุนต่ำ โดยในส่วนของวัสดุและลักษณะของอุปกรณ์มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ยกเว้นหัวข้อด้านขนาดและรูปร่างของอุปกรณ์มีค่า IOC เท่ากับ -0.33 ด้านการใช้งานมีค่า IOC เท่ากับ 1.00 แต่หัวข้อด้านความสะดวกสบายในการเคลื่อนย้ายมีค่า IDC เท่ากับ 0 และด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์มีค่า IOC เท่ากับ 0.66 ในส่วนของหัวข้อด้านรูปแบบการใช้งานอุปกรณ์มีค่า IOC เท่ากับ 0.66 และด้านความคุณค่ามีค่า I0C เท่ากับ 1.00 สรุปผลการศึกษา: อุปกรณ์ฝึกการทรงตัวในผู้สูงอายุมีรูปแบบการใช้อุปกรณ์ และด้านความคุณค่าผ่านเกณฑ์ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ (I0C) ในขณะที่ด้านวัสดุและลักษณะของอุปกรณ์ และด้านการใช้งานไม่ผ่านเกณฑ์ของ I0C โดยเฉพาะขนาดรูปร่างของอุปกรณ์ และความสะดวกสบายในการเคลื่อนย้าย อย่างไรก็ตามอุปกรณ์นี้เหมาะสำหรับช่วยเพิ่มการทรงตัวและมีความคุ้มค่า การศึกษาในอนาคตควรมีการปรับเปลี่ยนขนาดรูปร่างอุปกรณ์เพื่อให้สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ฝึกการทรงตัวภายในครัวเรือนได้