ระดับปริญญาเอก(Doctoral Degree)
Permanent URI for this collection
Browse
Browsing ระดับปริญญาเอก(Doctoral Degree) by Title
Now showing 1 - 20 of 131
Results Per Page
Sort Options
- Itemกระบวนทัศน์นิเวศวิถีของวรรณกรรมเรื่องสั้นและนวนิยายไทยร่วมสมัยในรอบทศวรรษ พุทธศักราช 2551-2560(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) กานต์รวี แพทย์พิทักษ์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวคิดนิเวศวิถี และกลวิธีการนำเสนอกระบวนทัศน์นิเวศวิถีของวรรณกรรมเรื่องสั้น และนวนิยายไทยร่วมสมัยในรอบทศวรรษ พุทธศักราช 2551-2560 โดยใช้ตัวบทเรื่องสั้นและนวนิยาย ที่ตีพิมพ์ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2551-2560 จำนวน 126 เรื่อง มาใช้ในการวิจัย โดยใช้แนวคิดความรู้ในตัวบท ซึ่งได้จากการอ่านเชิงวิเคราะห์ และแนวคิดความรู้นอกตัวบท และแนวคิดการวิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรม ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ แนวคิดนิเวศวิถี พบว่า ผู้แต่งมีการนำเสนอแนวคิด และกลวิธีการนำเสนอที่มีความสอดคล้องกับเรื่องราว และชีวิตซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศวิทยา มีการนำเสนอเนื้อหาผ่านโครงเรื่องชีวิตความขัดแย้งและปมปัญหา ใช้มุมมองการเล่าเรื่องแบบผสมผสาน เรื่องสั้นและนวนิยายมีทั้งความสมจริง และจินตนาการของฉากและบทสนทนา โดยมีกลวิธีนำเสนอทั้งที่มีเอกลักษณ์และคล้ายคลึงกัน แนวคิดนิเวศวิถี มี 6 แนวคิด 1) แนวคิดเกี่ยวกับวิถีธรรมชาติ 2) แนวคิดเกี่ยวกับการมองเห็นคุณค่าของชีวิตและสรรพสิ่ง 3) แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและความเชื่อ 4) แนวคิดเกี่ยวกับวิกฤติปัญหาที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ 5) แนวคิดเกี่ยวกับการอนุรักษ์ และ 6) แนวคิดเกี่ยวกับนิเวศพัฒนาเพื่อความยั่งยืน แนวคิดนิเวศวิถีทั้ง 6 แนวคิด เป็นความสำคัญของผู้แต่งที่ใช้ในการนำเสนอแนวคิดเพื่อสร้างจิตสำนึก และช่วยกระตุ้นเตือนผู้อ่านได้ตระหนักในการปรับเปลี่ยนมโนทัศน์ ที่จะช่วยธำรงรักษาระบบนิเวศของผืนโลกให้มีความสมบูรณ์สืบไป กลวิธีการนำเสนอกระบวนทัศน์นิเวศวิถี มี 4 กลวิธี 1) กลวิธีการนำเสนอแนวคิดโดยการเล่าเรื่อง 2) กลวิธีการนำเสนอโดยผ่านโครงเรื่อง 3) กลวิธีการนำเสนอแนวคิดโดยผ่านตัวละคร และ 4) กลวิธีการนำเสนอแนวคิดโดยผ่านฉาก กลวิธีการนำเสนอกระบวนทัศน์นิเวศวิถีทั้ง 4 กลวิธี เป็นกลวิธีที่ผู้แต่งเลือกกระบวนคิดวิเคราะห์ และเลือกสรรการใช้กลวิธีตามแนวทางต่าง ๆ เพื่อถ่ายทอดแนวคิดของผู้แต่งสู่ผู้อ่านด้วยวิธีที่แยบยล โดยสอดแทรกให้ผู้อ่านซึมซับ เข้าใจ ตระหนักรู้ในความจริงแห่งนิเวศวิถี คุณค่าของสรรพสิ่งเป็นวิถีทางที่จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงแนวทางในการรักษา ฟื้นฟูระบบนิเวศ ในการที่จะช่วยให้มนุษย์ดำรงอยู่ร่วมกับสรรพสิ่งในโลกได้อย่างสันติสุข
- Itemกฤษณา อโศกสิน-ทมยันตี: อัตลักษณ์การประพันธ์นวนิยายร่วมสมัยเชิงประชัน เรื่อง เมียหลวง-เมียน้อย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) ผกาเพ็ญ จรูญแสงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาข้อมูลตัวบทนวนิยาย “เมียหลวง” ของกฤษณา อโศกสิน และนวนิยาย “เมียน้อย” ของทมยันตี ในด้านกลวิธีการประกอบสร้างตัวบท และปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวบทกับบริบทสังคม โดยประยุกต์ใช้แนวคิดความรู้ในตัวบท และแนวคิดความรู้นอกตัวบท คือ แนวคิดการวิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรมประเภทนวนิยาย และแนวคิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวบทนวนิยายกับบริบทสังคม ผลการวิจัยสรุปได้ 2 ประการ ดังนี้ 1) กลวิธีการประกอบสร้างตัวบทนวนิยายเรื่องเมียหลวง-เมียน้อย ด้านแก่นเรื่อง สะท้อนปัญหาสังคมครอบครัวเนื่องจากกิเลสตัณหาของสามีที่มีเมียน้อยในที่สุดคุณธรรมความดีช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ โครงเรื่องของนวนิยายคล้ายกันในภาพรวม ต่างกันในรายละเอียด โดยเรื่องเมียหลวง สามีมีเมียน้อย แต่ภรรยาซึ่งเป็นเมียหลวงใช้ปัญญาและคุณธรรมความดีแก้ปัญหา เมื่อปมปัญหาคลี่คลาย สามีเลิกเจ้าชู้ ไม่มีเมียน้อยอีก ในขณะเรื่องเมียน้อย ผูกปมให้ตัวละครเอกเป็นเมียน้อยด้วยความจำเป็นในชีวิตและครอบครัว แต่เป็นเมียน้อยมีปัญญาและยึดมั่นในความดี เมื่อปมปัญหาคลี่คลายจึงพ้นจากความเป็นเมียน้อย พบรักกับผู้ชายคนใหม่ แล้วก้าวสู่ความเป็นเมียหลวง ตัวละครเอกในนวนิยายทั้งสองเรื่อง แม้จะต่างกันด้วยบริบทชีวิตและสังคม แต่ตัวละครต่างใช้ปัญญาและคุณธรรมแก้ปัญหาชีวิต เรื่องเมียหลวงกับเรื่องเมียน้อยใช้บทสนทนาดำเนินเรื่องแทนการบรรยาย ทำให้เรื่องมีชีวิตชีวา รู้จักตัวละคร และมีวิธีการไม่ซ้ำซาก เป็นธรรมชาติและสมจริง ในด้านฉากช่วยให้ชวนติดตาม ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ใด เมื่อใด ช่วยสื่อความคิดของผู้ประพันธ์ ด้านการใช้ภาษาในภาพรวม ผู้ประพันธ์ใช้คำและสำนวนภาษา ประโยค โวหาร ภาพพจน์ และลีลาภาษาเรียบง่าย สื่อความหมายกระจ่างชัด มีคุณค่าทางวรรณศิลป์ 2) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวบทกับบริบทสังคม ในด้านวิถีของความเป็นเมียหลวงและเมียน้อย ในด้านบทบาทต่อตนเองมี 4 ด้าน คือ ด้านชาติกำเนิด ด้านการได้รับการอบรมจากครอบครัว และด้านการศึกษา บทบาทดังกล่าวแม้มีลักษณะเป็นไปในทำนองเดียวกัน แต่มีรายละเอียดแตกต่างกัน ด้านบทบาทต่อผู้อื่น ตัวละครเมียหลวงมีบทบาทต่อครอบครัวของตนในฐานะแม่และเมีย ส่วนตัวละครเมียน้อยมีบทบาทต่อครอบครัวที่ตนเองเป็นลูกซึ่งมีพ่อกับแม่และเป็นพี่ซึ่งมีน้องชาย การเป็นเมียหลวงและเมียน้อยในนวนิยายทั้งสองเรื่อง ส่งผลลัพธ์สามมิติ คือ ผลลัพธ์ต่อคู่ครอง ผลลัพธ์ต่อครอบครัวและวงศ์ตระกูล และผลลัพธ์ต่อสังคม ด้านการดำรงอยู่ของเมียหลวงและเมียน้อยนั้น สำหรับเมียหลวงนั้น ช่วงแรกเป็นเมียหลวงที่สมบูรณ์ ต่อมาอยู่ในสถานะหย่าร้างแต่ยังเป็นเมียหลวงโดยพฤตินัย แล้วกลับคืนสู่สถานะเมียหลวงที่สมบูรณ์อีกครั้ง ส่วนการเป็นเมียน้อย ช่วงแรกเป็นเมียน้อยที่งดงามในความเป็นเมีย แล้วในที่สุดเปลี่ยนสภาพเป็นเมียหลวง
- Itemกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงรุกของวิทยาลัยพยาบาลในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) ณัฐติพร อ้นด้วงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงรุกของวิทยาลัยพยาบาลในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพแวดล้อม และแนวทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงรุกของวิทยาลัยพยาบาลในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก โดยสอบถามความคิดเห็นจากผู้บริหารและอาจารย์ จำนวน 320 คน การสนทนากลุ่มกับนักทรัพยากรมนุษย์ จำนวน 33 คน และสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 คน 2) การสร้างและตรวจสอบความเหมาะสมของกลยุทธ์โดยยกร่างกลยุทธ์ และตรวจสอบความเหมาะสมของกลยุทธ์โดยสนทนากลุ่มกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน และ 3) การประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของกลยุทธ์ โดยสอบถามความคิดเห็นจากผู้บริหารวิทยาลัยพยาบาล จำนวน 60 คน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันในการบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงรุก มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก สภาพแวดล้อมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์มีจุดแข็ง คือ ส่งเสริมให้อาจารย์ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาตนเองแก่บุคลากร จุดอ่อน คือ ระบบบริหารตำแหน่งล่าช้า โอกาส คือ มีอิสระในการบริหารงานและบุคลากรสายวิชาการมีความก้าวหน้าได้ด้วยตนเอง และภาวะคุกคาม คือ การปรับเปลี่ยนระเบียบและกฎหมายทำให้บริหารงานล่าช้า ส่วนแนวทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงรุก ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาทักษะและสมรรถนะ การธำรงรักษา การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 2) กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงรุกของวิทยาลัยพยาบาลในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์หลัก และ 14 กลยุทธ์ย่อย ดังนี้ 1) การพัฒนาระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้มีความคล่องตัวพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงและวิกฤติการณ์ 2) เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร 3) พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพ 4) เสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ และ 5) พัฒนาระบบการธำรงรักษาบุคลากร มีความเหมาะสมในระดับมาก และ 3) ผลการประเมินกลยุทธ์ พบว่า มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด
- Itemกลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ตำบลนางพญา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) มณฑณ ศรีสุขการวิจัยเรื่อง กลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน บนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ตำบลนางพญา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาบริบทชุมชนและสถานการณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชนตำบลนางพญา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ 2) เพื่อศึกษาศักยภาพของความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อนำมากำหนดกลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวของพื้นที่ชุมชนตำบลนางพญา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ 3) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน บนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ตำบลนางพญา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อศึกษากลยุทธ์และใช้เทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ผสมผสานไปกับการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เครื่องมือที่ใช้ศึกษา ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม การประชุมกลุ่มย่อย การวิเคราะห์ SWOT การวิเคราห์ TOWS และการประชาคม ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ตัวแทนชุมชนตำบลนางพญา นักท่องเที่ยว หน่วยงาน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและโปรแกรมสำเร็จรูป โดยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า แหล่งท่องเที่ยวของตำบลนางพญา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ มีศักยภาพพร้อมที่เอื้อต่อการดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว ให้เดินทางมายังแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างครบองค์ประกอบทั้ง 8 ประการ ได้แก่ ด้านพื้นที่ ด้านความสะดวกในการเข้าถึง ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการจัดการด้านสภาพแวดล้อม ด้านความมีชื่อเสียง ด้านกิจกรรมท่องเที่ยว การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ตำบลนางพญา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ หลักการสำคัญที่ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ตำบลนางพญา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ อันดับที่หนึ่ง คือ ต้องให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ฟื้นฟูฐานทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจังต่อเนื่อง อันดับที่สอง จะต้องระมัดระวังการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การดำรงชีวิตของคนในชุมชน การสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวและการผลิตทางเศรษฐกิจ ให้เป็นไปอย่างรู้คุณค่าโดยการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้ทรัพยากร อันดับที่สาม คือ การนำทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนมาสร้างกระบวนการพัฒนาชุมชนตำบลนางพญาอย่างสมดุล ด้วยการใช้การท่องเที่ยวเพื่อสร้างเศรษฐกิจจากความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่นที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ผสมผสานระหว่างทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม และทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอันดับสุดท้าย คือ การบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นเพื่อให้การดำเนินการเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ตำบลนางพญา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้มีความยั่งยืนต่อไป
- Itemกลยุทธ์การพัฒนาจังหวัดนครนายกให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวกีฬาเชิงผจญภัย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2020) พรทิพย์ รุ่งเรืองงานวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และอุปสรรคของการท่องเที่ยวกีฬาเชิงผจญภัยจังหวัดนครนายก 2) เพื่อประเมินศักยภาพในการจัดการการท่องเที่ยวกีฬาเชิงผจญภัย จังหวัดนครนายก 3) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวผจญภัยในความต้องการการท่องเที่ยวกีฬาเชิงผจญภัย จังหวัดนครนายก 4) เพื่อเสนอแนะกลยุทธ์เพื่อพัฒนาจังหวัดนครนายกให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวกีฬาเชิงผจญภัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานเอกชน และนักวิชาการจำนวนรวม 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้านเนื้อหา และการตรวจสอบแบบสามเส้า การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้แบบสอบถามปลายเปิด เก็บข้อมูลจากกลุ่มประชากรตัวอย่าง นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยว หรือเข้าร่วมกิจกรรมผจญภัย จังหวัดนครนายก รวมทั้งสิ้นจำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน รายงานผลด้วยสถิติเชิงอ้างอิง (Inferential Statistics) สถิติทดสอบ One-way ANOVA เปรียบเทียบรายคู่วิธี Scheffe นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการท่องเที่ยวกีฬาเชิงผจญภัยจังหวัดนครนายก ได้แก่ ระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะไม่ทั่วถึง และปัญหาการจราจร เพราะการใช้ยานพาหนะส่วนตัวมักก่อความไม่สะดวกกับนักท่องเที่ยวที่ไม่มียานพาหนะส่วนตัว อุปสรรค คือ ขาดการทำงานแบบบูรณาการขาดเป้าหมายทิศทางที่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยงาน 2) ศักยภาพท่องเที่ยวกีฬาเชิงผจญภัย ในด้านสิ่งดึงดูดใจ คือ ทรัพยากรธรรมชาติ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน ด้านการบริหารจัดการ ในขณะที่ศักยภาพด้านที่พัก ด้านการเข้าถึง และด้านกิจกรรมควรปรับปรุง 3) พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่ต่างกัน มีความแตกต่างต่อระดับความต้องการการบริการการท่องเที่ยวผจญภัยเชิงกีฬาจังหวัดนครนายก ในด้านอายุ และระดับการศึกษา ส่วนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกีฬาเชิงผจญภัยที่ต่างกัน ไม่มีความแตกต่างต่อความต้องการการบริการการท่องเที่ยวกีฬาเชิงผจญภัยในทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 4) นำเสนอกลยุทธ์การพัฒนาจังหวัดนครนายกให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวกีฬาเชิงผจญภัย ในรูปแบบโมเดล A3 P" Paradigm ได้แก่ การเข้าถึง (Accessibility) กิจกรรม (Activity) ความคาดหวัง (Anticipation) พัฒนาธุรกิจที่พักแรม (Place) บุคลากรด้านการบริการ (People) พัฒนาการทำงาน (Policy) พัฒนาโครงสร้างแผนงานชัดเจนเป็นระบบ (Plan) พัฒนาสื่อการประชาสัมพันธ์ (Promotion) พัฒนาการทำงานโดยให้บทบาทสำคัญกับทุกฝ่าย (Participation) ส่งเสริมให้มีสนามฝึกซ้อมกิจกรรมกีฬาเชิงผจญภัย (Practice field)
- Itemกลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของการจัดการท่องเที่ยวเดินป่าสำหรับนักท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) ภูวนารถ ศรีทองการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์และศักยภาพของการจัดการท่องเที่ยวเดินป่าในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 พฤติกรรมและแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการจัดการท่องเที่ยวเดินป่าในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับขีดความสามารถในการแข่งขันของการจัดการท่องเที่ยวเดินป่าในภาคเหนือตอนบน และเสนอกลยุทธ์การสร้างได้เปรียบทางการแข่งขันในการจัดการท่องเที่ยวเดินป่าในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 โดยมีการศึกษาข้อมูลองค์ประกอบการของจัดการท่องเที่ยวเดินป่า การประเมินศักยภาพของการจัดการท่องเที่ยวเดินป่า โดยการลงพื้นที่สำรวจ การสัมภาษณ์เชิงลึก ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ตัวแทนชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมเก็บแบบสอบถามนักท่องเที่ยวเดินป่า จำนวน 400 คนและมีประชุมกลุ่มย่อยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการท่องเที่ยวเพื่อให้ได้กลยุทธ์ที่เหมาะสม ผลการศึกษาวิจัยพบว่า การท่องเที่ยวเดินป่าในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 เป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถนำมาเป็นแนวทางการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในการจัดการท่องเที่ยวเดินป่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์และศักยภาพทางการแข่งขันในการจัดการท่องเที่ยวเดินป่า พบว่า อยู่ในระดับต่ำ 4 ด้าน ปานกลาง 2 ด้าน โดยมีอำนาจต่อรองจากนักท่องเที่ยว เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์จากแรงผลักดัน 5 ประการมากที่สุด ในการจัดทำกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ด้วยกลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง ประกอบด้วย กลยุทธ์ความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์, กลยุทธ์ความแตกต่างด้านบริการ, กลยุทธ์ความแตกต่างด้านบุคลากร และกลยุทธ์ความแตกต่างด้านภาพลักษณ์ โดยมีพื้นฐานทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นแรงดึงดูดให้กับนักท่องเที่ยว การบังคับใช้กฎระเบียบกับชุมชนรอบพื้นที่ ภาครัฐ ภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องร่วมกันประสานงาน และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างชัดเจนให้กับทั้งชุมชน ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดการรับรู้ที่ถูกต้องแก่นักท่องเที่ยวในเรื่องกิจกรรมเดินป่า การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการที่เน้นการกระจายผลประโยชน์กับชุมชน การสร้างบุคลากรมัคคุเทศก์เดินป่าที่มีความเชี่ยวชาญทั้งการบริการ และความปลอดภัยการบูรณาการกับหน่วยงานที่เป็นผู้ดำเนินการอบรมมัคคุเทศก์และกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาในการกำหนดสมรรถนะ และมาตรฐานการให้บริการอย่างมืออาชีพ รวมทั้งแผนการส่งเสริมการตลาดของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องมุ่งเน้นเจาะลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่นิยมธรรมชาติ และสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้การท่องเที่ยวแบบเดินป่าในภาคเหนือตอนบน 2 อย่างยั่งยืน
- Itemกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) เอกภพ ช่างแก้วจังหวัดเชียงรายมีการสร้างแบรนด์การท่องเที่ยว “Hug Chiang Rai” เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชียงรายสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง แต่พบว่า ยังไม่มีการนำแบรนด์ไปใช้เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวตามจุดมุ่งหมายหลักที่ตั้งไว้ ซึ่งความท้าทาย คือ การสื่อสารให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงชุมชน ให้เกิดความเข้าใจ ยอมรับและมีส่วนร่วมในการสื่อสารการตลาดแบรนด์เมืองท่องเที่ยวให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน งานวิจัยครั้งนี้จึง มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสนอกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อการยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง โดยได้ประยุกต์การวิจัยเชิงคุณภาพและเก็บข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ ได้ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ดังนี้ วัตถุประสงค์ที่ 1 จังหวัดเชียงรายมีการจัดทำแบรนด์ภายใต้แนวคิดแบบ Inside Out ได้อัตลักษณ์ของแบรนด์ คือ STYLE-C ผ่านข้อความ Hug Chiang Rai โดยเน้นการสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และการนำแบรนด์ DNA ไปพัฒนาการท่องเที่ยว ไปยังกลุ่มเป้าหมาย วัตถุประสงค์ที่ 2 กระบวนการสร้างและสื่อสารการตลาดแบรนด์เมืองกุนมะ พบว่า จังหวัดกุนมะ มีการออกแบบแบรนด์เพื่อสื่อให้คนภายนอกรับรู้ถึงจุดเด่น และทรัพยากรของเมืองกุนมะที่แตกต่างจากจังหวัดอื่น การออกแบบและพัฒนาแบรนด์เป็นไปตามความนิยมของคนประเทศญี่ปุ่น วัตถุประสงค์ที่ 3 การเสนอกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบรนด์เมืองเชียงรายเพื่อยกระดับการท่องเที่ยว จากการศึกษาพบว่า กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบรนด์เมืองเชียงราย (4Cs) เพื่อส่งเสริมการนำแบรนด์ไปใช้ยกระดับการท่องเที่ยวเชียงราย ประกอบด้วย Constructure คือ การวางโครงสร้างแบรนด์ Communication คือ การสื่อสารอย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง Compliment คือ ระบบการส่งเสริมการนำแบรนด์ไปใช้ และ Contributors คือ องค์กรการสื่อสาร แบรนด์
- Itemกลวิธีการประกอบสร้างและแนวคิดการครองคู่ของตัวละครในนวนิยายหลากหลายความนิยมทางเพศรส(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) สุชัญญา วงค์เวสช์การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาวิเคราะห์นวนิยายหลากหลายความนิยมทางเพศรสในประเด็น กลวิธีการประกอบสร้าง และแนวคิดการครองคู่ของตัวละคร ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ นวนิยายหลากหลายความนิยมทางเพศรส จำนวน 15 เรื่อง โดยใช้กรอบแนวคิดองค์ประกอบของการสร้างนวนิยาย การวิเคราะห์ตัวละครและแนวคิดความสัมพันธ์ในการครองคู่ ผลการวิจัยพบว่า กลวิธีประกอบสร้างของนวนิยายหลากหลายความนิยมทางเพศรสแบ่งตามเพศวิถีของตัวละครเป็น 5 ประเภทความสัมพันธ์ ได้แก่ 1) ประเภทความสัมพันธ์ของตัวละครเกย์กับเกย์ 2 ประเภทความสัมพันธ์ของตัวละครไบเซ็กชวลกับเกย์ 3) ประเภทความสัมพันธ์ของตัวละครชายกับชาย 4) ประเภทความสัมพันธ์ของตัวละครเกย์กับชาย และ 5) ประเภทความสัมพันธ์ของตัวละครหญิงกับหญิง ประเด็นแนวคิดการครองคู่ตัวละครในแต่ละประเภทความสัมพันธ์ แบ่งตามขั้นตอนการดำเนินความสัมพันธ์ได้ 3 ขั้น คือ 1) แนวคิดการครองคู่ระยะเริ่มต้น เกิดจากความพึงพอใจรูปลักษณ์ลักษณะนิสัยที่สอดคล้องกัน พึ่งพาอาศัยได้และมีรสนิยมทางเพศตรงกัน รูปแบบความสัมพันธ์เป็นแบบไม่ผูกมัดและเน้นเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ 2) แนวคิดการครองคู่ระยะเปิดรับความสัมพันธ์ เกิดจากความใกล้ชิด พึงพอใจในรสนิยมและความสบายใจในปฏิสัมพันธ์ รูปแบบความสัมพันธ์ส่วนใหญ่เป็นแบบเพศรสเสน่หาและความลุ่มหลง และ 3) แนวคิดการครองคู่ระยะสรุปความสัมพันธ์ ปิดเรื่องด้วยความสุขสมหวัง สร้างทางออกในการครองคู่ของตัวละครแบบรักเพศเดียวกัน ด้วยการสร้างครอบครัวที่มีความมั่นคง นวนิยายหลากหลายความนิยมทางเพศรสทั้ง 5 ประเภทความสัมพันธ์มีกลวิธีการประกอบสร้างและแนวคิดการครองคู่เป็นไปตามรูปแบบและองค์ประกอบของการสร้างนวนิยาย โดยเน้นการเล่าถึงรูปแบบความสัมพันธ์และปัญหาของความรักแบบเพศเดียวกัน โครงสร้างในการดำเนินเรื่องของแต่ละประเภทความสัมพันธ์ได้นำบรรทัดฐานรักต่างเพศ ปัญหาเรื่องเพศ ปัญหาทางจิตของตัวละคร ปัญหาสังคมมาเป็นอุปสรรคในความสัมพันธ์เพื่อให้ตัวละครแก้ไขปัญหา และพิสูจน์ว่ารักร่วมเพศหรือความรักในเพศเดียวกันสามารถเกิดขึ้นได้ รวมถึงการสร้างแนวคิดให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องความเป็นปกติในความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียว ผ่านความสัมพันธ์ของตัวละครบนพื้นฐานของความพึงพอใจ ความเข้าใจและความสบายใจ
- Itemกลวิธีสื่ออารมณ์ขันของคณะหมอลำอีสาน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2017) พยงค์ มูลวาปีการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากลวิธีสื่ออารมณ์ขันของคณะหมอลำอีสานจากบทแสดงหมอลำอีสาน 10 คณะ เช่น คณะประถมบันเทิงศิลป์ คณะเสียงอีสาน และคณะระเบียบวาทศิลป์ จำนวน 20 เรื่อง เช่น อิเหนา กิ่งฟ้า กาหลงคอน เจ้าหญิงแตงอ่อน โดยใช้แนวคิดการประกอบสร้างภาษาและกลวิธีการสื่อสารในระดับสัมพันธสาร ผลการวิจัยโดยสรุป มี 2 ประการ การประกอบสร้างภาษาสื่ออารมณ์ 3 ประการ องค์ประกอบทางเนื้อเรื่องของการสื่ออารมณ์ขัน พบเนื้อหาที่ทำให้เกิดอารมณ์ขัน 3 ตอน คือ ตอนเปิดเรื่อง ระหว่างเสนอเนื้อเรื่อง และตอนจบเรื่อง โดยตอนเปิดเรื่องมี 3 ลักษณะ คือ การสนทนา การใช้บทเพลง และการแสดงท่าทาง ระหว่างการดำเนินเรื่องมี 2 ลักษณะ คือ เนื้อหาขัดแย้งกัน และเนื้อหาคล้อยตาม และตอนจบเรื่อง มี 3 ลักษณะ คือ การสนทนา บทบรรยาย และเพลงกลอนลำ สำหรับการประกอบสร้างวัจนภาษาสื่ออารมณ์ขัน เมื่อพิจารณาตามองค์ประกอบของระดับในภาษา 3 ระดับ ในระดับมีคำที่ใช้ประกอบสร้างภาษาสื่ออารมณ์ขัน 7 ลักษณะ คือ คำมูล คำประสม คำซ้อน คำซ้ำ คำประสาน คำทับศัพท์ และคำย่อ ในระดับความหมายจะพบคำที่ประกอบสร้างเพื่อสื่ออารมณ์ขัน 2 ลักษณะ คือ คำเน้นความหมายสื่อสาระ และคำเน้นความหมายสอดสังคม ส่วนในระดับสัมพันธสาร มีลักษณะของการสื่อสารแล้วก่อให้เกิดอารมณ์ขัน 2 ลักษณะ คือ การเริ่มต้นและการลงท้าย และการแสดงหัวเรื่องและการเปลี่ยนหัวเรื่อง และประการที่สามการประกอบสร้างอวัจนภาษาสื่ออารมณ์ขัน พบว่า คณะหมอลำอีสานใช้อวัจนภาษา 7 ลักษณะ คือ เทศภาษา กาลภาษา เนตรภาษา สัมผัสภาษา อาการภาษา วัตถุภาษา และปริภาษาในการประกอบสร้างภาษาสื่ออารมณ์ขัน และกลวิธีการใช้ภาษาสื่ออารมณ์ขันของคณะหมอลำอีสาน มี 8 กลวิธี ได้แก่ การใช้ภาษาไม่เป็นทางการ การใช้ท่วงทำนองและภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และภาษาจีน การใช้ภาษาอุทาน มี 10 ลักษณะ เช่น แสดงความน้อยใจ แสดงความดีใจ และแสดงความเสียใจ การใช้ภาษาเฉพาะกิจมี 10 กลวิธี เช่น ภาษาผวน ภาษาหยาบ และภาษาแกล้งผิด การขยายความ มี 4 กลวิธี เช่น การไขความ การให้ตัวอย่าง และการให้เหตุผล การสมมุติมี 3 กลวิธี คือ การสมมุติคนเป็นยาสีฟันและสินค้าอื่น ๆ ทางสื่อมวลชน การตั้งฉายา ตำแหน่งหรือหน้าที่ และสมมุติฟ้าเป็นมุ้ง การอ้างอิง มี 3 กลวิธี คือ การอ้างอิงรายการทางสื่อมวลชน สัตว์มงคลในเทพนิยาย และอ้างอิงภูมิปัญญาไทย และการหักมุม เป็นการจบเรื่องแบบผู้ชมคาดไม่ถึง
- Itemการกลายพันธุ์แบคทีเรียด้วยเทคนิคพลาสมาพลังงานต่ำเพื่อผลิตอาหารหมักในโคนม(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) นิติพล พลสาThe aim of this work was to induce three bacterial species, including Bacillus amyloliquefaciens (cellulase-producing bacteria), Bacillus subtilis (xylanase-producing bacteria) and Enterococcus faecium (lactic acid bacteria), by using a low-energy plasma technique. The mutant bacteria were screened by hydrolysis capacity (H.C.) on carboxymethyl cellulose substrate. Then, the investigation of molecular changes, enzyme mechanisms, and fermentation processing from agricultural wastes, such as durian peel, corn cob, pineapple peel, and pineapple cork, was observed. The results showed that lactic acid bacteria, E. faecium, showed a mutant with higher lactic acid activity than control, approximately 12% under argon plasma treatment at 1.5/1.5 min on MRS broth. B. amyloliquefaciens, a cellulase-producing bacteria, was treated by low-energy plasma immersion ion implantation (PIII) to enhance their cellulase activity. According to a protein modeling analysis, replacing K370 with glutamic acid was proposed to form a hydrogen bond to Y436 a shorter distance (2.6 Å) than the control (5.4 Å), which may allow the structure to be more compact and stable, contributing to higher catalytic efficiency. Moreover, xylanase-producing bacteria, B. subtilis, were bombarded by an atmospheric pressure plasma jet (APPJ) and higher catalytic activity was screened. Sequence analysis revealed only a single amino acid substitution from threonine to serine at position 162 (T162S) to be in the glycosyl hydrolase family (GH11). To reduce feed costs, agricultural wastes were an optional choice as raw material to feed under fermentation processing, which required bacteria. The quality of fermented feed after being fermented by mutant bacteria showed that the mutant bacteria produced protein at a higher level than the control, increasing 20– 30%. The pH decreased by 10–20%, indicating the quality of fermentation associated with lactic acid content increased by 10–20%. After that, the dairy cattle were fed for a month. The amount of milk and milk composition (fat, protein, lactose, and ash) were not different from the control, although the feed cost was decreased by 40%.
- Itemการจัดการประสบการณ์ความเป็นไทยในโรงแรม: กรณีพื้นที่เขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก ประเทศไทย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) ภิญญาพัชญ์ มุณีแก้วการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการจัดการประสบการณ์ลูกค้าและความเป็นไทยในธุรกิจโรงแรม 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเหตุที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้การจัดการประสบการณ์ลูกค้า 3) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความเป็นไทยกับความพึงพอใจ 4) เพื่อวิเคราะห์การรับรู้การจัดการประสบการณ์ลูกค้า และ 5) เพื่อจัดทำแนวทางการจัดการประสบการณ์ลูกค้าด้วยความเป็นไทยในโรงแรม กรณีพื้นที่เขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก ประเทศไทย ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง เป็นการวิจัยแบบผสมผสานใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวคิดเชิงปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) เก็บรวบรวมข้อมูล ในเดือนตุลาคม 2564 - เดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) กับผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 9 ราย ผลการวิจัยพบว่า ผู้ให้ข้อมูลหลักมีการจัดการประสบการณ์ลูกค้าและความเป็นไทยใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ด้านบุคลากร 2) ด้านการจัดการ 3) ด้านเทคโนโลยี 4) ด้านอาหารไทย การวิจัยเชิงปริมาณมีขนาดตัวอย่าง 416 ตัวอย่าง แสดงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า โมเดลการรับรู้การจัดการประสบการณ์ลูกค้าของข้อมูลเชิงประจักษ์ โดย ไค-สแควร์ = 344.35, p = 0.06, df = 294, ค่าสถิติไคสแควร์สัมพัทธ์ (chi-square / df) = 1.17, CFI = 1.00, GFI = 0.95, AGFI = 0.91, RMSEA = 0.02 องค์ประกอบการรับรู้การจัดการประสบการณ์ลูกค้าด้วยความเป็นไทย ของนักท่องเที่ยวเขตพัฒนาการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลตะวันตก ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ประกอบด้วยองค์ประกอบประสบการณ์ (-0.42) จุดติดต่อการบริการในโรงแรม (0.36) โครงสร้างประสบการณ์ (0.33) ความเป็นไทย (0.31) และส่วนประสมทางการตลาด (0.06) จากผลการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ผู้วิจัยได้นำมาจัดทำเป็นแนวทางการจัดการประสบการณ์ลูกค้าด้วยความเป็นไทยในโรงแรม กรณีพื้นที่เขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก ประเทศไทยโดยการประชุมสนทนากลุ่ม กับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 8 ท่าน ได้แนวทาง 3 แนวทาง คือ 1) การพัฒนาบุคลากรด้วยความเป็นไทย (Thainess Man Power) 2) การนำเสนอความเป็นไทยผ่านจุดสัมผัสบริการ (Thainess Service Touchpoint) และ 3) การนำเสนอความเป็นไทยผ่านอาหาร (Thainess Gastronomy) 4) การนำเสนอความเป็นไทยผ่านการดูแลสุขภาพ (Thainess Wellness)
- Itemการตลาดสินค้าท่องเที่ยวไทยผ่านสื่อออนไลน์ของลูกค้าในแต่ละช่วงอายุคน(2020) สุธินี ธีรานุตร์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการตลาดสินค้าท่องเที่ยวไทยผ่านสื่อออนไลน์ของลูกค้าแต่ละช่วงอายุคน 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าท่องเที่ยว และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ จำแนกตามลูกค้าแต่ละช่วงอายุคน 3) เพื่อปรับปรุงการตลาดออนไลน์ที่ใช้ในการขายสินค้าท่องเที่ยว ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าท่องเที่ยวผ่านสื่อออนไลน์ จำแนกตามลูกค้าแต่ละช่วงอายุคน 4) เพื่อพัฒนาการตลาดสินค้าท่องเที่ยวไทยผ่านสื่อออนไลน์ของลูกค้าแต่ละช่วงอายุคน การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบผสม กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการทำการตลาดสินค้าท่องเที่ยวไทยผ่านสื่อออนไลน์ จำนวน 4 คน ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มีอายุระหว่าง 17-38 ปี และ 39-58 ปี จำนวน 384 คน ใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมทางสถิติ ในการทดสอบสมมติฐานใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสถิติ Chi-square และ T-test ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวมีความตั้งใจใช้สื่อออนไลน์ทำการตลาดเพื่อขายสินค้าท่องเที่ยว โดยใช้ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการ (9P's) ทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์และใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าท่องเที่ยว 2) ปัจจัยช่วงอายุคนมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อสินค้าท่องเที่ยวผ่านสื่อออนไลน์ ในด้านระยะเวลา ด้านสาเหตุที่ซื้อ ด้านผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และด้านการประเมินทางเลือก สำหรับปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการ (9P's) ผ่านสื่อออนไลน์นักท่องเที่ยวแต่ละช่วงอายุคนมีความแตกต่างกันในด้านพนักงาน 3) การปรับปรุงการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ ได้แก่ สร้างแบรนด์การท่องเที่ยวไทยให้น่าเชื่อถือ และเพิ่มทักษะของพนักงานด้านการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ 4) การพัฒนาการตลาดสินค้าท่องเที่ยวผ่านสื่อออนไลน์ ได้แก่ 1) ศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเป้าหมายในเชิงลึก (Big Data Analytics) 2) สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย (Engagement Marketing) 3) ใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงเล่าเรื่อง (Content Marketing) 4) มีบริการให้นักท่องเที่ยวได้ติดต่อกับผู้ขายผ่านแชทออนไลน์ (C-Commerce) 5) เพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้หลากหลาย (E-Commerce) และ 6) สื่อสารข้อมูลทางการตลาดให้เกิดการตัดสินใจ (Customer Journey)
- Itemการประกอบสร้างคำฉันท์ของกวีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) นวพร คำเมืองการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการประกอบสร้างคำฉันท์ของกวีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย คือ ตัวบทวรรณกรรมคำฉันท์ของกวี 4 กลุ่ม คือ พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศ์ ข้าราชการ และประชาชน จำนวน 20 เรื่อง โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการวิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรมด้านรูปแบบ เนื้อหา และวรรณศิลป์ ผลการวิจัยพบว่า การประกอบคำสร้างคำฉันท์มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบคำประพันธ์ต่างจากเดิม ใช้ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง โดยร้อยกรองที่ใช้มีทั้งฉันท์ กาพย์ โคลง กลบท และคาถา ด้านเนื้อหามีการแสดงแนวคิด ทางด้านศาสนา การดำเนินชีวิต และความรัก แหล่งที่มาของเนื้อหาคำฉันท์เกิดจากการสร้างสรรค์โครงเรื่องใหม่ของกวี การได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมสันสกฤต วรรณกรรมอังกฤษ วรรณกรรมชาดก วรรณกรรมนิทาน วรรณกรรมพุทธประวัติ คัมภีร์พระพุทธศาสนา และปกรณัม ทางด้านวรรณศิลป์ พบว่า กวีเลือกสรรคำอย่างมีอลังการ ใช้สื่อภาวะอารมณ์ของตัวละคร ทั้งสัทลังการ ศัพทลังการ อรรถลังการ และสัมพันธลังการ ทำให้คำฉันท์ในยุคสมัยนี้มีความรุ่งเรือง และเป็นที่ยอมรับว่าเป็นยุคทองของวรรณกรรมคำฉันท์ นอกจากนี้ยังพบว่า อัตลักษณ์ของวรรณกรรมคำฉันท์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พัฒนารูปแบบคำประพันธ์ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ใช้ลักษณะคำประพันธ์ที่แตกต่างไปจากการแต่งวรรณคำฉันท์แบบเดิม คือ ใช้ร้อยแก้วมาแต่งร่วมกับฉันท์ ใช้คำประพันธ์ร้อยกรองนอกเหนือฉันท์และกาพย์ กล่าวคือใช้โคลง กลบท และคาถา มาแต่งร่วมด้วย และพบว่า กวีเลือกใช้ชนิดของฉันท์ไม่เป็นไปตามขนบนิยมตามตำราการแต่งฉันท์ ลักษณะสำคัญที่เป็นอัตลักษณ์เด่น คือ บทละครพูดคำฉันท์ เรื่อง มัทนะพาธา เพราะเป็นบทละครที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่ ใช้รูปแบบคำประพันธ์แบบใหม่ซึ่งยังไม่ปรากฏมาก่อนในแวดวงวรรณกรรมไทย
- Itemการประกอบสร้างวจนะมงคลในพื้นถิ่นอีสาน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ชุมพร ทูโคกกรวดวิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาการประกอบสร้างวจนะมงคลในพื้นถิ่นอีสาน จำนวน 520 บท โดยใช้แนวคิดการประกอบสร้างภาษาในระดับสัมพันธสาร และการประกอบสร้างวรรณศิลป์ ผลการวิจัยโดยสรุปมี 2 ประการ 1) การประกอบสร้างรูปแบบวจนะมงคลในพื้นถิ่นอีสาน ด้านรูปแบบคำประพันธ์ พบว่า วจนะมงคลในพื้นถิ่นอีสาน ส่วนใหญ่แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทร่ายยาว มีจำนวนบทและวรรคที่ไม่แน่นอน พบจังหวะใน 2 รูปแบบ คือ รูปแบบจังหวะตายตัว และรูปแบบจังหวะไม่ตายตัว สัมผัส พบ 2 ลักษณะ คือ สัมผัสในและสัมผัสนอก สัมผัสใน พบ 2 ลักษณะ คือ สัมผัสสระ และสัมผัสพยัญชนะ สัมผัสนอก พบ 3 ลักษณะด้านโครงสร้างภาษา พบการประกอบสร้างเนื้อหา 4 ลักษณะ คือ การเริ่มต้น พบว่า มีรูปแบบที่ไม่แน่นอนตายตัว พบการใช้คำเริ่มต้น 5 ลักษณะ การลงท้าย พบ 4 ลักษณะ การแสดงหัวเรื่อง พบ 5 ลักษณะ การเปลี่ยนหัวเรื่อง พบ 4 ลักษณะ การแสดงเนื้อหาเก่า พบ 3 ลักษณะ การแสดงเนื้อหาใหม่ พบ 6 ลักษณะ การเชื่อมโยงความ พบ 4 ลักษณะ คือ การอ้างถึง การละ การใช้คำเชื่อมสัมพันธสารและการใช้คำศัพท์ การอ้างถึง พบการใช้ 4 ลักษณะ การละ พบว่า ในวจนะมงคลพื้นถิ่นอีสานมีการใช้การละ เพื่อช่วยให้เนื้อความกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ การใช้คำเชื่อมสัมพันธสาร พบ 5 ลักษณะ และการใช้คำศัพท์ พบว่า วจนะมงคลพื้นถิ่นอีสานมีการใช้คำศัพท์ที่มีความหมายเหมือนกันเพื่อใช้ในการเชื่อมโยงความ 2) การประกอบสร้างวรรณศิลป์ในวจนะมงคลในพื้นถิ่นอีสาน พบกลวิธีการใช้ภาษา 11 ลักษณะ คือ การใช้คำศัพท์ภาษาถิ่นอีสาน, การใช้คำศัพท์ภาษาบาลีสันสกฤต, การใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ, การใช้คำบุรุษสรรพนาม, การใช้คำวิเศษณ์, การใช้คำซ้อน, การใช้คำซ้ำ, การซ้ำคำ, การใช้คำย่อ, การใช้คำไวพจน์, และการใช้คำศัพท์แสลง ในด้านกลวิธีการใช้เสียงสัมผัส พบว่า มีการใช้ 3 ลักษณะ คือ เสียงสัมผัสสระ เสียงสัมผัสพยัญชนะ และเสียงสัมผัสวรรณยุกต์ เสียงสัมผัสสระ พบการใช้ 2 ลักษณะ คือ เสียงสัมผัสสระระหว่างวรรค และเสียงสัมผัสสระในวรรค โดยเสียงสัมผัสสระในวรรค พบการใช้ 6 รูปแบบ เสียงสัมผัสพยัญชนะ พบการใช้ 7 รูปแบบ ส่วนเสียงสัมผัสวรรณยุกต์ พบเพียง 1 สำนวน เท่านั้น ส่วนกลวิธีการใช้โวหารภาพพจน์ พบว่า วจนะมงคลในพื้นถิ่นอีสานมีการใช้โวหารภาพพจน์ 8 ประเภท คือ อุปมาโวหาร อุปลักษณ์โวหาร นามนัยบุคลาธิษฐาน อธิพจน์ อุปมานิทัศน์โวหาร ลัทพจน์โวหาร และปฏิพากย์โวหาร ผลการศึกษาการประกอบสร้างวจนะมงคลในพื้นถิ่นอีสานในครั้งนี้ จึงมิใช่เป็นเพียงผลการวิเคราะห์ภาษาและลักษณะภาษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดเผยอุดมการณ์ที่ฝังแฝงอยู่ในวจนะมงคลในพื้นถิ่นอีสานด้วย
- Itemการประกอบสร้างอุปลักษณ์มโนทัศน์ในวรรณกรรมของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) บุญชู สุดโสม, พระครูปริยัติกิตติวิมลวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอุปลักษณ์มโนทัศน์ในวรรณกรรมของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ในด้านลักษณะการประกอบสร้างความเปรียบ และสารัตถะอุปลักษณ์มโนทัศน์ โดยใช้วรรณกรรมของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) จำนวน 51 เรื่อง อันมีข้อความอุปลักษณ์ จำนวน 400 ข้อความ แนวคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ แนวคิดความเปรียบ และแนวคิดพุทธธรรม ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะการประกอบสร้างความเปรียบ พบว่า มีกลวิธีการประกอบสร้างความเปรียบ 2 ระดับ คือ โลกิยะธรรม และระดับโลกุตตระธรรม ในความเปรียบโลกิยะธรรม จำแนกได้ 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มความเปรียบประเภทสิ่งมีชีวิต คือ มนุษย์ สัตว์ และเทวดา กลุ่มความเปรียบประเภทธรรมชาติ คือ พืช ปรากฏการณ์ธรรมชาติ น้ำ ไฟ และแผ่นดิน กลุ่มความเปรียบประเภทอาคารสถานที่ กลุ่มความเปรียบสถานที่ เกี่ยวกับน้ำ อาคาร ถนน และอ่างเก็บน้ำ กลุ่มความเปรียบประเภทเครื่องใช้ เกี่ยวกับภาชนะ และทรัพย์สิน และกลุ่มความเปรียบประเภทธรรมะ ลักษณะการประกอบสร้างความเปรียบในระดับโลกิยะใช้คำเชื่อมแสดงการเปรียบเทียบมากที่สุด คือ "เหมือน" รองลงมา คือ "เปรียบเหมือน" และ "เหมือนกับ" ความเปรียบโลกุตตระธรรมพบ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสิ่งมีชีวิต คือ คน สัตว์ รวมถึงเทวดา พรหม ยักษ์ และอมนุษย์ และกลุ่มธรรมชาติ คือ น้ำ และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ มีลักษณะการประกอบสร้างความเปรียบโดยใช้คำเชื่อมแสดงการเปรียบเทียบมากที่สุด คือ "เหมือน" รองลงมา คือ "เปรียบเหมือน" และ "เหมือนอย่าง" สารัตถะอุปลักษณ์มนทัศน์ พบว่า มี 2 ลักษณะ ได้แก่ สรัตถะโลยะ มีแก่นเนื้อหาสาระ 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสารัตถะครอบครัวเน้นว่าสถาบันครอบครัว กลุ่มสารัตถะการศึกษา กลุ่มสารัตถะการพัฒนาคุณภาพชีวิต กลุ่มสารัตถะการปฏิบัติธรรม กลุ่มสารัตถะการบริหารจิต และกลุ่มสารัตถะพระพุทธศาสนา ส่วนสรัตถะโลกุตตระ มี 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสารัตถะคำนิยามความหมายและผู้บอกทางปฏิบัติ กลุ่มสารัตถะลักษณะการบรรลุธรรม กลุ่มสารัตถะลักษณะของผู้บรรลุธรรม กลุ่มสารัตถะของธรรมที่เกิดขึ้นหลังจากตรัสรู้แล้ว และกลุ่มสารัตถะของคุณวิเศษที่ได้จากการบรรลุธรรม อุปลักษณ์มโนทัศน์ในวรรณกรรมของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เหล่านี้ เป็นประโยชน์ในการนำไปปรับประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านครอบครัว ด้านการดำเนินชีวิต ด้านปัญญา ด้านการเมืองการปกครอง และด้านการศึกษา ตามลำดับสืบไป
- Itemการประมาณสถานะของระบบไฟฟ้ากำลังที่มีการพิจารณาสถานะความร้อนของสายส่งและหม้อแปลงกำลัง(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) ดำรงศักดิ์ วงศ์ตาThe problem of the voltage stability assessment considering the thermal limit of the transmission line has been addressed in this dissertation. Two indicators, namely line voltage stability and line ampacity indices, to determine the voltage stability states and line security of power systems under various operating conditions have been proposed. Both indices rely on the measured values that are already obtained from conventional measurements used in power systems. The identification of weak buses and critical lines based on the proposed indices is possible using only voltage magnitude and real power measurements. Numerical experimental results on two power networks have been tested under increasing system loading and line outage conditions indicate that by considering both line voltage stability and line ampacity indices, power systems could mitigate the risks of voltage collapse and excessive current in transmission lines. The influence of the thermal states of the transmission line and the power transformer on state estimation of electric power systems has also been studied. The three - phase state estimation algorithm based on the weighted least square method has also been proposed. The node admittance matrix model of the three - phase transformer and the weather - dependent thermal model of the overhead transmission line are integrated into the state estimation problem. It is then formulated as a nonlinear optimization with equality and inequality constraints. The estimated state variables consist of the bus voltage phasors, the transformer parameters, the transmission line conductor temperatures, and the weather states. Then, the top - oil and the hot - spot winding temperatures of the transformers can be evaluated using the estimates states. The IEEE 30 - bus and 118 - bus systems have been modified as three - phase test systems and the numerical results indicate that the proposed state estimation can be used to estimate the thermal states of the transmission line and the power transformers, and the accuracy of the estimated states is also improved.
- Itemการประยุกต์ใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อการปรับปรุงคุณภาพดินและลดการปนเปื้อนของแคดเมียมในนาข้าว(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) วิมลรัตน์ ศีติสารการประยุกต์ใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อการปรับปรุงคุณภาพดิน และลดการปนเปื้อนของแคดเมียมในนาข้าว โดยใช้สารชีวภัณฑ์ที่มีการควบคุมการผลิต กำหนดชนิดจุลินทรีย์และความเข้มข้นรวมเท่ากับ 1.0 x 107 เซลล์/กรัม ประกอบด้วย Achormobacter sp. Azoto bacter sp. Bacillus sp. และ Nitrobactor sp. เพื่อทดลองปลูกข้าวในดินปนเปื้อนสังเคราะห์ เปรียบเทียบระหว่างการทดลองที่ไม่มีการปลูกข้าว และปลูกข้าว (ขาวมะลิ 105) พบว่า การทดลอง MIC500 มีแคดเมียม เท่ากับ 36.45 mg/kg เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยและเกษตรกรรม (ไม่เกิน 37 mg/kg) และมีแคดเมียมในเมล็ดข้าวน้อยที่สุด เท่ากับ 0.19 mg/kg ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน Codex Committee on Food Additives and Contaminant (CCFAC) (ไม่เกิน 0.20 mg/kg) ส่วนการทดลองในดินปนเปื้อนแม่ตาว พบว่า MIC500 มีแคดเมียมในดิน เท่ากับ 32.95 mg/kg ลดลง 45.54 % เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยและเกษตรกรรม และมีแคดเมียมในเมล็ดข้าว เท่ากับ 0.15 mg/kg จึงกล่าวได้ว่าสารชีวภัณฑ์สามารถลดการสะสมของแคดเมียมในดิน และเมล็ดข้าวได้เมื่อเปรียบเทียบกับ CHEM และ PT ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน Codex Committee on Food Additives and Contaminant (CCFAC) ที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 0.2 mg/kg
- Itemการประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการจัดการไฟฟ้าบนเครือข่ายสมาร์ตกริด(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) การุณย์ ชัยวณิชย์, พันโทการวิจัยนี้มีวัถุประสงค์ เพื่อประเมินการผลิตไฟฟ้า ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก เศรษฐศาสตร์ ออกแบบการจำลองสถานการณ์ ประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการจัดการไฟฟ้าบนเครือข่ายสมาร์ตกริดภายในมหาวิทยาลัยพะเยา ที่มีขนาด 0.5 MW โดยจะทำการประเมินตลอดอายุการใช้งานของเซลล์แสงอาทิตย์ตลอดอายุ 20 ปี (ปี 2559 - 2578) พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดกำลังการติดตั้ง 0.5 MW มีค่าเท่ากับ 912,500 kWh/year ต่อผลิตไฟฟ้า 1 kWh มีค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 0.2281 kgCO2eq ด้านเศรษฐศาสตร์ พบว่า NPV ที่อัตราดอกเบี้ย 9 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เท่ากับ 1,253,130.17 บาท แสดงให้เห็นว่าคุ้มค่าที่จะลงทุน BCR เท่ากับ 1.03 ซึ่งมีค่ามากกว่า 1 โครงการนี้คุ้มค่าที่จะลงทุน และระยะเวลาคืนทุนเท่ากับ 8.08 ปี พลังงานสะสม เพื่อผลิตไฟฟ้า 1 kWh (3.6 MJ) เท่ากับ 2.251 MJ โดยเซลล์แสงอาทิตย์มีพลังงาน สะสมมากที่สุด 2.234 MJ หรือคิดเป็นสัดส่วน 99.24 เปอร์เซ็นต์ และมีค่าพลังงานสุทธิเท่ากับ 1.349 ซึ่งบ่งบอกว่าระบบ สมาร์ตกริดมีประสิทธิภาพทางพลังงานและมีความคุ้มค่าทางพลังงานในระดับดี ดังนั้น การบำรุงรักษาระบบเพื่อให้มีอายุการใช้งานที่นานขึ้นจาก 20 ปี เป็น 25 ปี สามารถลดพลังงานสะสมลงได้ 14.17 เปอร์เซ็นต์ จากการจำลองสถานการณ์ที่ 1 พบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยใช้การจัดการไฟฟ้าโดยการติดตั้งระบบควบคุมระบบปรับอากาศ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งสิ้นเท่ากับ 1,027.251 tonCO2/year คิดเป็นร้อยละ 12.18 ต่อปี ของการปล่อยก๊าซเรือนทั้งหมดในระบบปรับอากาศของมหาวิทยาลัยพะเยา ทางด้านเศรษฐศาสตร์จะมีระยะเวลาการคืนทุนเท่ากับ 0.09 ปี จากการจำลองสถานการณ์ที่ 2 โดยการติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 2 MW สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งสิ้นเท่ากับ 2,544.61 tonCO2/year คิดเป็นร้อยละ 22.61 ต่อปีของการปล่อยก๊าซเรือนทั้งหมดของมหาวิทยาลัยพะเยา ด้านเศรษฐศาสตร์จะมีระยะเวลาการคืนทุนเท่ากับ 8.09 ปี แบบมหาวิทยาลัยลงทุน และถ้าแบบบริษัทเอกชนลงทุนสามารถประหยัดมูลค่าไฟฟ้าที่ลดลงเทียบเท่าปัจจุบันเท่ากับ 18,547,708.65 บาทต่อปี
- Itemการประเมินพลังงานก๊าซเรือนกระจกและเศรษฐศาสตร์สำหรับอาคารที่ติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ร่วมกับระบบการจัดการพลังงาน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) ชัชชัย วรพัฒน์งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินการใช้พลังงานไฟฟ้าของอาคารภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และทำการสร้างสถานการณ์จำลอง 3 สถานการณ์ ประกอบด้วย 1. อาคารไม่มีการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์และระบบการจัดการพลังงาน 2. อาคารมีการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์แต่ไม่มีระบบการจัดการพลังงาน และ 3. อาคารมีการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ร่วมกับระบบการจัดการพลังงาน ซึ่งแต่ละสถานการณ์จำลองจะทำการประเมินผล 3 ด้าน คือ ด้านพลังงาน ด้านก๊าซเรือนกระจก และด้านเศรษฐศาสตร์ ผลจากการจำลองอาคารไม่มีการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์และระบบการจัดการพลังงาน พบว่า อาคารมีปริมาณการใช้ไฟฟ้า 969,213 kWh มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 512,713 kgCO2eq และมีค่าใช้จ่ายจากการใช้ไฟฟ้าจากสายส่ง 3,409,735 บาท และผลจากการจำลองอาคารมีการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์แต่ไม่มีระบบการจัดการพลังงาน พบว่า สามารถลดการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งลงได้ 29.70% และมีพลังงานสะสม เท่ากับ 2.71 MJ ทำให้มีพลังงานสุทธิ เท่ากับ 0.89 MJ และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 29.70% มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ต่อการผลิตไฟฟ้า 1 kWh เท่ากับ 0.23 kgCO2eq มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ 537,297 บาท และมีระยะเวลาคืนทุน 7.18 ปี และผลจากการจำลองอาคารมีการติดตั้งระบบการจัดการพลังงาน พบว่า สามารถลดกการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งลงได้ 9.66% และมีพลังงานสะสม เท่ากับ 1.42E-04 MJ ทำให้มีพลังงานสุทธิ เท่ากับ 3.59 MJ และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 9.66% มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ต่อปริมาณไฟฟ้าที่ลดได้ 1 kWh เท่ากับ 1.13E-05 kgCO2eq จากการประเมินด้านเศรษฐศาสตร์ พบว่า มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ 275,27 บาท และมีระยะเวลาคืนทุน 4.30 ปี ดังนั้น ผลจากการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ร่วมกับระบบการจัดการพลังงาน สามารถลดการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งลงได้ 381,518 kWh หรือเท่ากับ 39.36% สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 201,823 kgCO2eq หรือเท่ากับ 39.36% และสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งลงได้ 1,439,27 บาท หรือเท่ากับ 42.21% จากผลการประเมินสถานการณ์จำลองที่สร้างขึ้นสามารถลดการใช้ไฟฟ้าจากสายส่ง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งลงได้ ดังนั้นสามารถนำรูปแบบสถานการณ์จำลอง และการประเมินไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการจัดการพลังงาน (Energy Management) ภายในอาคารของสถาบันการศึกษาได้
- Itemการประเมินและแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองของเทศบาลเมืองพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) อำนาจ วิชัยการจัดทำข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองเป็นกระบวนการสำคัญที่สนับสนุนนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกระบวนการดังกล่าวทำให้ทราบถึงสาเหตุการเกิดก๊าซเรือนกระจกรายกิจกรรมที่มีการดำเนินการอยู่ภายในขอบเขตเมือง เพื่อจัดอันดับความสำคัญของปัญหา และนำไปสู่กระบวนการจัดทำมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเมืองในอนาคต งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเสนอแนวทางการจัดการก๊าซเรือนกระจกระดับเมือง โดยการจัดทำข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองพะเยา มีกรอบการดำเนินงานตามอาณาเขตการปกครอง และแบ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดออกเป็น 3 ขอบเขต ได้แก่ กิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Direct emission) กิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Indirect emission) และกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Other indirect emissions) โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น จะกำหนดให้เป็นกรณีฐานสำหรับการเสนอมาตรการและแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน และนโยบายการสนับสนุนส่งเสริมจากภาครัฐเมื่อจัดทำข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองพะเยา พบว่า ในปี พ.ศ. 2561 มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น 31,408.01 tCO2-eq โดยกิจกรรมการใช้พลังงานไฟฟ้ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดถึงร้อยละ 49.97 ส่วนลำดับที่สองเป็นกิจกรรมการใช้พลังงานเชื้อเพลิง คิดเป็นร้อยละ 33.76 และกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุดเป็นกิจกรรมการเกษตร ป่าไม้ และการใช้ที่ดิน คิดเป็นร้อยละ 0.95 ทั้งนี้ หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเทศบาลพะเยาจะเพิ่มขึ้น 50,807.37 tCO2-eq ภายในปี พ.ศ. 2573 ผลการศึกษาศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกตามความเหมาะสมของบริบทเมืองประกอบด้วยมาตรการปรับเปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าทดแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง มาตรการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ และมาตรการจัดการขยะมูลฝอยด้วยการสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวม พบว่า สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 11,606.29 tCO2-eq ภายในปี พ.ศ. 2573 แสดงให้เห็นว่า ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองพะเยาควรมีการดำเนินการตามแผนจึงจะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ งานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางการจัดทำข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกระดับเมือง เพื่อหาแนวทางการจัดการที่เหมาะสมตามบริบทของเทศบาลเมืองพะเยาต่อไป