ระดับปริญญาเอก(Doctoral Degree)

Permanent URI for this collection

Browse

Recent Submissions

Now showing 1 - 5 of 134
  • Item
    การพัฒนารูปแบบการให้คำปรึกษานักศึกษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพของอาจารย์พยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก
    (มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) คอย ละอองอ่อน
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการให้คำปรึกษานักศึกษาที่มีประสิทธิภาพของอาจารย์พยาบาล ดำเนินวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาปัจจัยและแนวทางการให้คำปรึกษานักศึกษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพของอาจารย์พยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร อาจารย์พยาบาล จำนวน 310 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามปัจจัยการให้คำปรึกษาที่มีประสิทธิภาพ ชนิดมาตราส่วน 5 ระดับ ผลการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า IOC ระหว่าง 0.60-1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานส่วน แนวทางการให้คำปรึกษานักศึกษาที่มีประสิทธิภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหาร อาจารย์ผู้รับผิดชอบงานแนะแนว จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 การสร้างรูปแบบการให้คำปรึกษานักศึกษาที่มีประสิทธิภาพของอาจารย์พยาบาล ด้วยวิธีการสนทนากลุ่มและประเมินความเหมาะสม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ ชนิดมาตราส่วน 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 3 การประเมินรูปแบบการให้คำปรึกษานักศึกษาที่มีประสิทธิภาพของอาจารย์พยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร อาจารย์ผู้รับผิดชอบงานแนะแนว และอาจารย์พยาบาล จำนวน 90 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบชนิดมาตราส่วน 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการให้คำปรึกษานักศึกษาที่มีประสิทธิภาพของอาจารย์พยาบาล ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ปัจจัยนำเข้า 4) กระบวนการ 5) ประสิทธิภาพ และ 6) ปัจจัยแห่งความสำเร็จ โดยผู้ทรงคุณฒิมีความเห็นว่ารูปแบบมีความเหมาะสมในระดับมาก และผลการประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ พบว่า มีความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบไปใช้ และมีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด
  • Item
    รูปแบบการบริหารจัดการการเรียนรู้ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มในโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานคร
    (มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) จิตติการณ์ เหมเภตรา
    การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุของการบริหารจัดการการเรียนรู้ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มในโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาความสอดคล้องของสมการโครงสร้างกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 3) เพื่อพัฒนาและประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารจัดการการเรียนรู้ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มในโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานคร โดยมีตัวแปรสังเกตทั้งสิ้น 11 ตัว กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานครจำนวน 165 โรงเรียน เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนระดับประถมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานคร ผู้ให้ข้อมูลในนามโรงเรียน คือ ผู้บริหารโรงเรียนได้รับการตอบกลับ จำนวน 142 โรงเรียน เครื่องมือเป็นแบบวัด 11 ชุดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าความเที่ยงตั้งแต่ 0.840 ถึง 0.974 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ KMO and Bartlett’s test of Sphericity เพื่อการตรวจสอบความสัมพันธ์ของข้อมูลก่อนการวิเคราะห์ สถิติวิเคราะห์รูปแบบสมการโครงสร้าง (SEM) สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) เพื่อวิเคราะห์การแจกแจงข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และวิเคราะห์เชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าคะแนนเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวแปรปัจจัยเชิงสาเหตุในการเรียนรู้ผ่านดิจิทัลแฟลตฟอร์มทั้ง 3 กลุ่ม ส่งผลทางบวกต่อตัวแปรผลลัพธ์ในการบริหารจัดการการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถอธิบายการบริหารจัดการการเรียนรู้ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม ได้ร้อยละ 82.2 (R-Square = 0.82) 2) ผลการตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลสมการโครงสร้างกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่า ค่า Chi-Square = 90.764, df = 41 ทำให้ค่า Relative Chi-Square = 2.214 ซึ่งน้อยกว่า 3 อีกทั้งค่า RMSEA = 0.093 เกิน 0.08 เพียงเล็กน้อย และ RMR = 0.006 เข้าใกล้ 0 โดยมีค่าดัชนี CFI = 0.923 ซึ่งมากกว่า 0.90 และค่าดัชนี TLI = 0.897 ใกล้เคียงกับ 0.90 สามารถกล่าวได้ว่า โมเดลดังกล่าวมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 3) ผลการพัฒนาและประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารจัดการการเรียนรู้ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มอยู่ในระดับมากมีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติ
  • Item
    รูปแบบการบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัลของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
    (มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) กิตติพงษ์ เกตุโสภณ
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัลของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย วิธีการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาแนวทางการบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัลของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย โดยการศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเป็นกรอบในการสัมภาษณ์โรงเรียนที่มีแนวทางการปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัลด้วยการศึกษาพหุพื้นที่ (Multisite Studies) จำนวน 5 แห่ง ในลักษณะการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัลของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย โดยการประเมินความเหมาะสม จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 12 คน และขั้นตอนที่ 3 การประเมินรูปแบบการบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัลของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย จำนวน 27 คน 27 โรงเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัลของมูลนิธิสภาคริสตจักรในประเทศไทย ประกอบด้วยการบริหารงาน 4 งาน ได้แก่ 1. การบริหารงานวิชาการ 2. การบริหารงานงบประมาณ 3. การบริหารงานบุคคล 4. การบริหารงานทั่วไป โดยการบริหารงานแต่ละงานมีองค์ประกอบในการบริหารงาน 6 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัล 2) วัตถุประสงค์การบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัล 3) ปัจจัยนำเข้าการบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัล 4) กระบวนการบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัล ด้วยวงจร PDCA ได้แก่ การวางแผน (Plan) การดำเนินการ (Do) การติดตามตรวจสอบ (Check) และการปรับปรุง (Act) 5) ผลผลิตการบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัล และ 6) ปัจจัยความสำเร็จการบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัล ส่วนผลการประเมินความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นว่า รูปแบบการบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัลของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยอยู่ในระดับมาก และผลการประเมินรูปแบบการบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัลของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย โดยผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยมีความเห็นว่า รูปแบบมีความเป็นไปได้และมีความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมาก
  • Item
    ดีมานต์เรสปอนส์และอัลกอริทึมสำหรับระบบการจัดการพลังงานในไอแลนด์โหมดจากพลังงานทางเลือก
    (มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) เสาวลักษณ์ ยอดวิญญูวงศ์
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและทดสอบอัลกอริทึมของดีมานต์เรสปอนส์สำหรับบริหารจัดการพลังงานในไอแลนด์โหมดจากพลังงานทางเลือก วิเคราะห์และเปรียบเทียบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และเศรษฐศาสตร์ของพลังงานทางเลือกในไอแลนด์โหมด โดยนำระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) โน้มน้าวผู้ใช้ไฟฟ้าลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้งานของโหลดสูงสุด โดยทำการออกแบบอัลกอริทึมพร้อมพัฒนาแบบจำลอง และนำระบบสั่งการแบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi-automated Demand Response System) มาใช้ในการออกแบบวงจรควบคุม ทั้งนี้มีการทดสอบระบบการบริหารจัดการพลังงานในไอแลนด์โหมดจากพลังงานทางเลือกด้วยแบบจำลอง ทั้งหมด 5 โหมดหลัก ประกอบด้วย โหมดที่ 1 พลังงานแสงอาทิตย์ โหมดที่ 2 พลังงานลม โหมดที่ 3 แบตเตอรี่สำรอง โหมดที่ 4 เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล และโหมดที่ 5 พลังงานไฮบริด เพื่อบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าในไอแลนด์โหมดจากพลังงานทางเลือกให้เพียงพอต่อความต้องการด้านโหลดครบ 7 ชั่วโมง โดยไม่พึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล การทดลองชี้ให้เห็นว่า เมื่อทำการเพิ่มพลังงานจากโซลาร์เซลล์ให้กับทุกโหมดหลัก โหมดที่ 1 ใช้ต้นทุนในการติดตั้งน้อยที่สุด ตามด้วยโหมดที่ 3 และโหมดที่ 2 มีค่าเท่ากับ 86,135 บาท, 144,557 บาท, 190,674 บาท ตามลำดับ โดยมีกำลังติดตั้ง 1.35, 2.25, 3.15 กิโลวัตต์ ตามลำดับ มีระยะเวลาคืนทุน เท่ากับ 15.75, 15.86, 14.95 ปีตามลำดับ และเมื่อเพิ่มพลังงานลมให้กับทุกโหมดหลัก ในโหมดที่ 1 ใช้ต้นทุนในการติดตั้งน้อยที่สุด ตามด้วยโหมดที่ 3 และโหมดที่ 2 มีค่าเท่ากับ 148,195 บาท, 251,985 บาท, 338,120 บาท ตามลำดับ มีผลประหยัดพลังงานไฟฟ้าเท่ากับ 945, 1,575, 2,205 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ตามลำดับ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 530.15, 883.58, 1,237.01 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีจากพลังงานไฟฟ้า และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 2,062.50, 5,156.25, 7,218.75 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีจากพลังงานเชื้อเพลิงดีเซล
  • Item
    กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของการจัดการท่องเที่ยวเดินป่าสำหรับนักท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2
    (มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) ภูวนารถ ศรีทอง
    การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์และศักยภาพของการจัดการท่องเที่ยวเดินป่าในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 พฤติกรรมและแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการจัดการท่องเที่ยวเดินป่าในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับขีดความสามารถในการแข่งขันของการจัดการท่องเที่ยวเดินป่าในภาคเหนือตอนบน และเสนอกลยุทธ์การสร้างได้เปรียบทางการแข่งขันในการจัดการท่องเที่ยวเดินป่าในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 โดยมีการศึกษาข้อมูลองค์ประกอบการของจัดการท่องเที่ยวเดินป่า การประเมินศักยภาพของการจัดการท่องเที่ยวเดินป่า โดยการลงพื้นที่สำรวจ การสัมภาษณ์เชิงลึก ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ตัวแทนชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมเก็บแบบสอบถามนักท่องเที่ยวเดินป่า จำนวน 400 คนและมีประชุมกลุ่มย่อยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการท่องเที่ยวเพื่อให้ได้กลยุทธ์ที่เหมาะสม ผลการศึกษาวิจัยพบว่า การท่องเที่ยวเดินป่าในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 เป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถนำมาเป็นแนวทางการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในการจัดการท่องเที่ยวเดินป่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์และศักยภาพทางการแข่งขันในการจัดการท่องเที่ยวเดินป่า พบว่า อยู่ในระดับต่ำ 4 ด้าน ปานกลาง 2 ด้าน โดยมีอำนาจต่อรองจากนักท่องเที่ยว เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์จากแรงผลักดัน 5 ประการมากที่สุด ในการจัดทำกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ด้วยกลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง ประกอบด้วย กลยุทธ์ความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์, กลยุทธ์ความแตกต่างด้านบริการ, กลยุทธ์ความแตกต่างด้านบุคลากร และกลยุทธ์ความแตกต่างด้านภาพลักษณ์ โดยมีพื้นฐานทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นแรงดึงดูดให้กับนักท่องเที่ยว การบังคับใช้กฎระเบียบกับชุมชนรอบพื้นที่ ภาครัฐ ภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องร่วมกันประสานงาน และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างชัดเจนให้กับทั้งชุมชน ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดการรับรู้ที่ถูกต้องแก่นักท่องเที่ยวในเรื่องกิจกรรมเดินป่า การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการที่เน้นการกระจายผลประโยชน์กับชุมชน การสร้างบุคลากรมัคคุเทศก์เดินป่าที่มีความเชี่ยวชาญทั้งการบริการ และความปลอดภัยการบูรณาการกับหน่วยงานที่เป็นผู้ดำเนินการอบรมมัคคุเทศก์และกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาในการกำหนดสมรรถนะ และมาตรฐานการให้บริการอย่างมืออาชีพ รวมทั้งแผนการส่งเสริมการตลาดของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องมุ่งเน้นเจาะลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่นิยมธรรมชาติ และสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้การท่องเที่ยวแบบเดินป่าในภาคเหนือตอนบน 2 อย่างยั่งยืน