ระดับปริญญาเอก(Doctoral Degree)
Permanent URI for this collection
Browse
Recent Submissions
Now showing 1 - 5 of 150
- Itemการสร้างแบบจำลองการจัดการแบตเตอรี่ที่เหมาะสมต่อการจำหน่ายไฟฟ้าปลีกสวนพลังงานมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) นิวดี คลังสีดาการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบจำลองการจัดการแบตเตอรี่ที่เหมาะสมต่อการจำหน่ายไฟฟ้าปลีก และเพื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากปัญหาความต้องการการใช้ปริมาณไฟฟ้าที่สูงขึ้นภายในสวนพลังงาน จึงเป็นภาระการเสียค่าไฟฟ้าของมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ผู้วิจัยจึงมีแนวความคิดการลดค่าไฟฟ้าและขายไฟฟ้าเพื่อแบ่งเบาภาระให้กับมหาวิทยาลัยฯ ด้วยการสร้างแบบจำลองการจัดการแบตเตอรี่ที่เหมาะสมต่อการจำหน่ายไฟฟ้าปลีกเรียกว่า “TOUPVES model” ดำเนินการหาความต้องการใช้ไฟฟ้าด้านโหลดห้องพักอาจารย์ในสวนพลังงาน ทดสอบความสามารถในการผลิตกำลังไฟฟ้าของ PV ขนาด 2.7 kW วิเคราะห์อัตราค่าไฟฟ้า TOU และนำมาออกแบบจำลอง TOUPVES model และทดสอบด้วยเทคนิคต้นไม้ตัดสินใจ และวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า TOUPVES model เป็นแบบจำลองการจัดการแบตเตอรี่ที่เหมาะสมต่อการจำหน่ายไฟฟ้าปลีก ผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์ พบว่า คืนทุนของโครงการในปีที่ 8 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน 6.34 มูลค่าปัจจุบันของผลตอบแทนสุทธิ 380,336.62 บาท อัตราส่วนผลตอบแทนภายในโครงการ 15.83% มีค่าสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินทุน 6.6% จะเห็นว่า TOUPVES model มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน นอกจากนี้ราคาแบตเตอรี่ในอนาคตมีแนวโน้มลดลงดังนั้น TOUPVES model จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้ากักเก็บไฟฟ้าไว้ขายด้านหลักมิเตอร์ (Behind the meter: BTM) ผู้ผลิตและจำหน่าย (Prosumer) กำหนดราคาขายให้กับลูกค้าภาคครัวเรือนหรือระหว่างองค์กรโดยคำนึงถึงต้นทุนการติดตั้งและผลกำไร การจัดการด้านการใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้า (Demand Side Management, DSM) ประหยัดพลังงาน (Energy conservation : EC) ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency: EE) ตอบสนองด้านโหลดเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า (Demand response : DR)
- Itemกลยุทธ์การปรับตัวของธุรกิจนำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวยุโรปในภาวะวิกฤต COVID-19(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) ธนาภรณ์ ภู่พฤกษชาติการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลกระทบของธุรกิจนำเที่ยวในประเทศไทยที่ให้บริการนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่เกิดขึ้นในภาวะวิกฤต COVID-19 2) ศึกษาวิธีการปรับตัวของธุรกิจนำเที่ยวในประเทศไทยที่ให้บริการนักท่องเที่ยวชาวยุโรปในภาวะวิกฤต COVID-19 และ 3) เพื่อสังเคราะห์กลยุทธ์การปรับตัวของธุรกิจนำเที่ยวในประเทศไทยที่ให้บริการนักท่องเที่ยวชาวยุโรปในภาวะวิกฤต COVID-19 โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพแบบหลายกรณีศึกษา และเก็บข้อมูลจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวยุโรปในประเทศไทย จำนวน 6 ธุรกิจ ใน 3 ระยะของการเกิดวิกฤต ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงเดือนมกราคม ถึง เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 ระยะที่ 2 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 ถึง เดือนกันยายน พ.ศ. 2564 และระยะที่ 3 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 และนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยวิธีการวิเคราะห์แก่นสารแบบรายกรณี และการวิเคราะห์ข้ามกรณี ได้ผลการศึกษาดังนี้ ธุรกิจนำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวยุโรปในประเทศไทยได้รับผลกระทบในภาวะวิกฤต COVID-19 ใน 2 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม โดยธุรกิจนำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวยุโรปมีการปรับตัว 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการตลาด ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านกระบวนการดำเนินงาน และด้านการเงิน รวมทั้งมีการปรับใช้นโยบายภาครัฐที่เหมือนกันใน 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการด้านสาธารณสุข ด้านการส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว และด้านการเงินที่ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม และพบว่า ธุรกิจนำเที่ยวมีการปรับใช้มาตรการด้านการเงินที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มแตกต่างกัน ตามเงินทุน สินทรัพย์ และกระแสเงินสดที่บริษัทสามารถนำมาบริหารจัดการในภาวะวิกฤต COVID-19 ได้ เมื่อสังเคราะห์กลยุทธ์การปรับตัวของธุรกิจนำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวยุโรปในภาวะวิกฤต COVID-19 พบว่า ธุรกิจนำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวยุโรปมีการปรับใช้กลยุทธ์การจัดการวิกฤตในแต่ละระยะแตกต่างกัน โดยพบว่า ระยะที่ 1 ใช้กลยุทธ์การจัดการวิกฤตเชิงรุก ได้แก่ กลยุทธ์ความเป็นผู้นำด้านต้นทุน กลยุทธ์การประหยัด ระยะที่ 2 ใช้กลยุทธ์การจัดการวิกฤตเชิงรับ ได้แก่ กลยุทธ์การประคับประคอง และกลยุทธ์การหารายได้เพิ่ม: การขยายกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มช่องทางการตลาด และ ระยะที่ 3 ใช้กลยุทธ์การจัดการวิกฤตเชิงรุก โดยเน้น กลยุทธ์การหารายได้เพิ่ม โดยการปรับเปลี่ยนรูปแบบบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ ธุรกิจนำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวยุโรปได้ใช้กลยุทธ์เชิงโต้ตอบโดยการถอดบทเรียนจากประสบการณ์แล้วนำมาพัฒนาปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤตในแต่ละระยะต่อไป
- Itemรูปแบบการดำเนินธุรกิจเชื่อมโยงการท่องเที่ยวรอบแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำพุร้อนในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) งามนิจ แสนนำพลการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และศักยภาพของธุรกิจเชื่อมโยงการท่องเที่ยวรอบแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำพุร้อนในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2) ศึกษาความคิดเห็นของผู้มาเยือนต่อการดำเนินธุรกิจรอบแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำพุร้อนในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 3) ศึกษาผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการดำเนินธุรกิจเชื่อมโยงการท่องเที่ยวรอบแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำพุร้อนในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 4) เสนอรูปแบบการดำเนินธุรกิจเชื่อมโยงการท่องเที่ยวรอบแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำพุร้อนในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้ประกอบการหรือผู้จัดการหรือหัวหน้างานของธุรกิจเชื่อมโยงรอบแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำพุร้อน รวมทั้งผู้มาเยือนที่ใช้บริการธุรกิจเชื่อมโยง เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แบบสอบถาม แบบบันทึกประชุมกลุ่มย่อย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การหาค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สถิติไคสแควร์ (Chi-Square) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis) ผลการศึกษา พบว่า ธุรกิจสปามีศักยภาพอยู่ในระดับดีเยี่ยม, ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีศักยภาพอยู่ในระดับปานกลาง, ธุรกิจที่พักมีศักยภาพอยู่ในระดับดี, ธุรกิจการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีศักยภาพอยู่ในระดับดีมาก, ธุรกิจอื่นมีศักยภาพอยู่ในระดับดี ผู้มาเยือนมีความคิดเห็นว่าการดำเนินธุรกิจสปามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และธุรกิจเชื่อมโยงประเภทอื่น มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยธุรกิจสปา และธุรกิจรอบน้ำพุร้อนขนาดกลางหรือธุรกิจรอบน้ำพุร้อนของเอกชนมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สูงสุด และรูปแบบการดำเนินธุรกิจเชื่อมโยงการท่องเที่ยวรอบแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำพุร้อนในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ประกอบด้วย 1) การออกแบบประสบการณ์เพื่อสุขภาวะที่ดี 2) การใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปลอดสารพิษ 3) การพัฒนาศักยภาพเชิงกลยุทธ์ 4) การเชื่อมโยงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยการขยายกิจการสู่ธุรกิจปลายน้ำหรือธุรกิจต้นน้ำ
- Itemรูปแบบการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่ากันชนพื้นที่อนุรักษ์ในเขตภาคเหนือ ประเทศไทย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) ยุชิตา กันหามิ่งการวิจัยเรื่อง “รูปแบบการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่า กันชนพื้นที่อนุรักษ์ในเขตภาคเหนือ ประเทศไทย” มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์การท่องเที่ยวในชุมชนและการบริหารจัดการพื้นที่ชุมชน 2) เพื่อศึกษาการมีจิตสำนึกร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ป่า 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ป่า และ 4) เพื่อเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ป่าในเขตพื้นที่อนุรักษ์ การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผสมผสานกับการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากชุมชนในเขตภาคเหนือที่มีพื้นที่อยู่ในเขตป่ากันพื้นที่อนุรักษ์ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้นำชุมชนหรือคณะกรรมการชุมชน นักท่องเที่ยว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการภาคเอกชนหรือภาคีเครือข่ายการทำงาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม การประชุมกลุ่มย่อย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและโปรแกรมสำเร็จรูปโดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที และความแปรปรวนทางเดียว ผลการศึกษา พบว่า 1) ชุมชนมีพื้นที่คาบเกี่ยวกับพื้นที่อนุรักษ์โดยกิจกรรมการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของชุมชมเป็นกิจกรรมที่เน้นการสร้างความรู้ในการอนุรักษ์ การกระตุ้นความรับผิดชอบของนักท่องเที่ยวที่มีต่อแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน การบริหารจัดการมีการเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ การจัดแบ่งพื้นที่ในการใช้ประโยชน์ร่วมกันของคนในชุมชน การจัดตั้งคณะกรรมการในการดูแลด้านการอนุรักษ์ป่า และพัฒนาการท่องเที่ยวระหว่างชุมชนและหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน 2) การมีจิตสำนึกร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ป่าในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการอนุรักษ์ป่าอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการมีส่วนร่วมอยู่ในระดับมาก และด้านการสนับสนุนและพัฒนาอยู่ในระดับมาก 3) ความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ป่าในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการรู้คุณค่าและหวงแหนในทรัพยากรอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรอยู่ในระดับมาก และด้านกฎระเบียบข้อบังคับอยู่ในระดับมาก 4) การเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่ากันชนพื้นที่อนุรักษ์ประกอบไปด้วยประเด็นสำคัญ คือ ด้านพื้นที่และกิจกรรมการท่องเที่ยว ด้านการจัดการ ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการตลาด ด้านนักท่องเที่ยว โดยแบ่งได้ 3 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบของชุมชนที่ได้รับการพัฒนาทางการท่องเที่ยว 2) รูปแบบของชุมชนที่มีการอนุรักษ์ก่อนมีการพัฒนาการท่องเที่ยว และ 3) รูปแบบของชุมชนที่เน้นการอนุรักษ์
- Itemการวิเคราะห์พลังงานก๊าซเรือนกระจกและเศรษฐศาสตร์ของกระบวนการผลิตหินปูน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) ประกอบ ปะระมะงานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายในการวิเคราะห์การใช้พลังงานก๊าซเรือนกระจก และเศรษฐศาสตร์ของกระบวนการผลิตหินปูน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับลดการใช้พลังงานก๊าซเรือนกระจก และเศรษฐศาสตร์ของกระบวนการผลิตหินปูน โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ในปี 2561 มีการผลิตหินปูนป้อนโรงไฟฟ้าทั้งหมดเท่ากับ 1,174,179.57 ตัน ผลการวิเคราะห์การใช้พลังงานต่อหน่วยของการผลิตหินปูน พบว่า การผลิตหินปูน 1 ตัน มีการใช้พลังงานทั้งทางตรงและพลังงานทางอ้อมรวมกันเท่ากับ 78.31 MJ การเปิดพื้นที่ทำเหมือง และการเจาะระเบิดหินมีการใช้พลังงาน 37.59 MJ เป็นกระบวนการที่มีการใช้พลังงานมากที่สุด เกิดปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งกระบวนการผลิต เท่ากับ 4,770,961 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยการเปิดพื้นที่ทำเหมืองและการเจาะระเบิดหินปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด เท่ากับ 2,007,662 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยต้นทุนการผลิตหินปูนทั้งหมดเท่ากับ 52.76 ล้านบาท การจัดการคิวรถบรรทุกหินปูน และลดเวลารอคิวบรรทุกของการส่งหินเข้าโรงแต่งแร่ และการขนส่งหินปูนเข้าสู่โรงไฟฟ้าสามารถลดอัตราการใช้พลังงานลงได้ร้อยละ 27.33 และ 5.75 ตามลำดับ สำหรับแนวทางการควบคุมหินป้อนย้อนกลับในอัตราไม่เกินร้อยละ 20 ด้วยระบบตรวจจับ พบว่า สามารถลดอัตราการใช้พลังงานได้ ร้อยละ 9.89 ทั้งนี้จากแนวทางการลดการใช้พลังงานทั้งหมดในกระบวนการผลิตหินปูน โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมกันถึง 499,179 กิโลกรัม คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยพบว่า หากดำเนินการลงทุนในระบบตรวจจับและควบคุมหินป้อนย้อนกลับ การลงทุนดังกล่าวจะมีอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return, IRR) 26.99 % ระยะเวลาการคืนทุน 5.58 ปี