ภาคนิพนธ์นิสิตระดับปริญญาตรี (Term Paper of Undergraduate Students)
Permanent URI for this community
Browse
Browsing ภาคนิพนธ์นิสิตระดับปริญญาตรี (Term Paper of Undergraduate Students) by Issue Date
Now showing 1 - 20 of 408
Results Per Page
Sort Options
- Itemการศึกษารูปแบบการคิดในนิสิตกายภาพบำบัด(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) ชื่นนภา กิ่งสละ; ทาริกา เครือวัลย์; อรัญวา ทาเหล็กรูปแบบการคิด (Cognitive style หรือ Thinking style) เป็นคำที่ใช้ในด้านจิตวิทยาการรู้คิด (Cognitive psychology) ที่อธิบายถึงวิธีการที่บุคคลคิดรับรู้และจดจำข้อมูล โดยรูปแบบการคิดแตกต่างจากความสามารถ หรือระดับทางสติปัญญา (Cognitive ability/level) ซึ่งการวัดรูปแบบการคิดไม่ใช่การวัดความฉลาด (Intelligence test) การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวัดระดับการคิดของนิสิตกายภาพบำบัดมหาวิทยาลัยพะเยา ที่กำลังศึกษาในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2556 นิสิตการภาพบำบัดชั้นปีที่ 1-4 (188 คน) ถูกขอให้ตอบของแบบวัดการคิดโดยข้อมูลแบบการคิดถูกวิเคราะห์และแสดงเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับการคิดแบบพึ่งพา ระดับการคิดแบบอิสระ และระดับการคิดแบบร่วมพัฒนา ผลการศึกษา พบว่า นิสิตส่วนใหญ่ของชั้นปีที่ 1-4 มีระดับการคิดแบบร่วมพัฒนา (ร้อยละ 68.29. 77.55, 79.11 และ 66.00 ตามลำดับ) รองลงมาเป็นระดับการคิดแบบอิสระ (ร้อยละ 31.71 , 22.45 20.83 และ 34.00 ตามลำดับ) และไม่มีนิสิตคนใดมีระดับการคิดแบบพึ่งพาข้อมูลจากการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการสอนนิสิตกายภาพบำบัดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและการปฏิบัติของนิสิตได้
- Itemผลของผ้าเทปคิเนซิโอต่อความสามารถในการกระโดดและการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวในนักกีฬาวอลเลย์บอลชายระดับมหาวิทยาลัย: การศึกษานำร่อง(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) ธนัชพร ฝั้นสกุล; รุ่งทิวา ใจเสียสุ; วุฒิพงษ์ บัวจันทร์; อธิคม ตุ้ยขมงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของผ้าเทปคิเนซิโอ (Kinesio tape) ต่อความสามารถในการกระโดดแนวดิ่ง (Vertical jump) การกระโดดแนวนอน (Horizontal jump) และการทรงตัวขณะเคลื่อนไหว (Dynamic balance) ในนักกีฬาวอลเลย์บอลชายระดับมหาวิทยาลัย จำนวน 16 คน อายุระหว่าง 18-25 ปี อาสาสมัครถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง (Taping group) และกลุ่มหลอก (Placebo group) กลุ่มละ 8 คน อาสาสมัครทุกคนเข้ารับการทดสอบความสามารถในการกระโดดแนวดิ่งด้วย Vertical jump test การกระโดดแนวนอนด้วย Standing long jump test และการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวด้วย Star excursion balance test ก่อนและหลังการพันผ้าเทป อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มได้รับการพันผ้าเทปดิเนชิโอด้วยเทคนิค Y-strip ที่บริเวณกล้ามเนื้อน่อง (Gastrocnemius) ทั้งสองข้างเป็นระยะเวลา 2 วัน โดยกลุ่มทดลองได้รับการพันผ้าเทปแบบให้แรงตึง ส่วนกลุ่มหลอกได้รับการพันผ้าเทปแบบไม่ให้แรงตึง จากผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีความสามารถในการกระโดดแนวดิ่ง (pre-test: 60.44±5.33 cm, post-test: 62.25±5.53 cm, p = 0.02) การกระโดดแนวนอน (pre-test: 217.38±38.59 cm, post-test: 234.38±28.92 cm, p = 0.05) และการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนกลุ่มหลอกพบเพียงความแตกต่างของการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวในบางทิศทางเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างหลังการพันผ้าเทประหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มหลอก พบว่า ไม่มีความแตกต่างของการกระโดดระหว่าง 2 กลุ่ม แต่ความสามารถในการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวของกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปว่าการพันผ้าเทปคิเนซิโอที่น่องเป็นเวลา 2 วัน สามารถเพิ่มความสามารถในการกระโดดและการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวได้
- Itemความสัมพันธ์ของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขากับการทรงตัวในผู้สูงอายุ(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) ปวีณา วงศ์รุ่งโรจน์; ประภัสสร หนุนนาค; ปานรวี คำเอกผู้สูงอายุมักจะมีขนาดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาลดลงซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการทรงตัวและการเดิน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการล้มได้ ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ คือ เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขากับการทรงตัวในผู้สูงอายุ โดยมีอาสาสมัครเป็นผู้สูงอายุสุขภาพดี ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 46 คน อาสาสาสมัครทุกคนจะได้รับการทดสอบ Berg Bolance Scale เพื่อประเมินความสามารถในการทรงตัว และการทดสอบ 30-second chair stand เพื่อประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา นำข้อมูลที่ได้จากการทดสอบมาหาความสัมพันธ์ของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขากับการทรงตัว โดยใช้สถิติสหสัมพันธ์ Pearson product-moment correlation coefficent กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05 ผลการศึกษาพบความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขากับการทรงตัว มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.50 (p=0.00) มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวกระดับปานกลาง ผลการศึกษา บ่งบอกว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขามีความสัมพันธ์กับการทรงตัวในผู้สูงอายุสุขภาพดี
- Itemผลของการออกกำลังกายแบบฤาษีดัดตนต่อความจำ(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) จิราวรรณ จันทร์ต๊ะยศ; ธิดารัตน์ ช้างปัด; นลินี ติ๊บประสารการออกกำลังกายฤๅษีดัดตนจัดเป็นภูมิปัญญาไทยที่มีผลในการส่งเสริมสุขภาพ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาการศึกษาผลการออกกำลังกายแบบฤๅษีดัดตนต่อความจำยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายแบบฤๅษีดัดตนต่อความจำ อาสาสมัครนิสิตเพศหญิงอายุระหว่าง 18-22 ปี จำนวน 30 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ออกกำลังกาย จำนวน 15 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 15 คน โดยอาสาสมัครกลุ่มออกกำลังกายจะได้รับการออกกำลังกายแบบฤๅษีดัดตน 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการออกกกำลังกายใด ๆ โดยก่อนและหลังการทดลอง อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม จะได้รับการประเมินความจำระยะสั้น ความจำขณะคิด และการเลือกสนใจ ด้วยการทดสอบ digit span forward test, digit span backward test และ stroop color and word test ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มในทุกการทดสอบ (p-value > 0.05) อย่างไรก็ตามในกลุ่มออกกำลังกายพบว่า มีคะแนน stroop color and word test 1 และ 2 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับก่อนออกกำลังกาย (stroop color and word test 1: ก่อน = 101.33 ± 12.19, หลัง = 113.40 ± 14.51, p-value = 0.00; stroop color and word test 2: ก่อน = 83.13 ± 11.89, หลัง = 87.60 ± 11.48, p-value = 0.03) ในขณะที่ digit span forward test, digit span backward test แaะ stroop color and word test 3 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ (digit span forward test: ก่อน = 11.40 ± 1.84, หลัง = 11.60 ± 2.13, p-volue = 0.71; digit span backward test: ก่อน = 8.73 ± 3.28, หลัง = 10.20 ± 2.70, p-value = 0.05; stroop color and word test 3: ก่อน = 49.60 ± 7.46, หลัง = 51.60 ± 13.58, p-value = 0.53) การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายแบบฤๅษีดัดตนเป็นเวลา 4 สัปดาห์ยังไม่เห็นผลชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการจำ
- Itemการศึกษาคุณธรรมจริยธรรมในนิสิตกายภาพบำบัด(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) ยลนภา มะโนวรรณา; วราภรณ์ โคนพันธ์; วิภาดา ฉัตรพันธ์การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจความคิดเห็นด้านคุณธรรมจริยธรรมของนิสิตกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยพะเยา ที่กำลังศึกษาในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2556 โดยนิสิตกายภาพบำบัด ชั้นปีที่ 1-4 (187 คน) ถูกขอให้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับความเห็นด้านคุณธรรมจริยธรรม ได้แก่ 1) คุณธรรมจริยธรรม-พื้นฐาน 2) คุณธรรมจริยธรรม-ก้าวหน้า 3) คุณธรรมจริยธรรม-เชิงรุก และ 4 ) คุณธรรมจริยธรรม-เป็นเลิศ ข้อมูลคุณธรรมจริยธรรมถูกวิเคราะห์และแสดงผลเป็น 5 ระดับ ได้แก่ น้อยที่สุด น้อย ปานกลาง มาก และมากที่สุด ผลการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยคุณธรรมจริยธรรมทุกประเภทของนิสิตกายภาพบำบัดอยู่ในระดับปานกลางถึงดี ซึ่งผลการศึกษานี้เป็นประโยชน์ในการวางแผนหรือเป็นแนวทางในการสอนนิสิตกายภาพบำบัดให้เป็นผู้มีความรู้และคุณธรรม อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้เป็นเพียงข้อมูลที่ได้จากนิสิตเท่านั้น ดังนั้น การศึกษาครั้งต่อไปควรมีการศึกษาในบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับนิสิตเหล่านี้ (การประเมินแบบ 360 องศา หรือ การประเมินจากหลายแหล่ง) เช่น อาจารย์ เจ้าหน้าที่ หรือเพื่อนร่วมชั้น
- Itemผลของระยะเวลาในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชต่ออาการแสดงทางระบบประสาทในเกษตรกร(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) ณฐพร ฝึกฝน; นิตยา ศิริจุ่ม; พัชรินทร์ พรหมเผ่าปัจจุบันมีการนำสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมาใช้ในการเกษตรอย่างแพร่หลายและมีหลักฐาน พบว่า พิษสะสมของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีความสัมพันธ์กับความบกพร่องทางระบบประสาท อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับผลของระยะเวลาในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชต่ออาการแสดงทางระบบประสาทในเกษตรกร การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบอาการแสดงทางระบบประสาทของกลุ่มที่มีระยะเวลาการใช้สารกำจัดศัตรูพืชแตกต่างกันสองกลุ่ม ดำเนินการเลือกผู้เข้าร่วมการวิจัยโดยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง มีผู้เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 60 คน อายุระหว่าง 30-70 ปี แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ตามระยะเวลาการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกร กลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มที่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างต่อเนื่องน้อยกว่า 10 ปี (n=29) และกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างต่อเนื่องนานกว่า 10 ปี (n=31) โดยผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้ง 2 กลุ่ม จะได้รับการทดสอบการประสานสัมพันธ์ การทดสอบการทรงตัวขณะยื่น การทดสอบแรงบีบมือ การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่า และการทดสอบสภาพสมองเบื้องต้น ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของอาการทางระบบประสาทระหว่างทั้งสองกลุ่ม (p-value > 0.05) ยกเว้น ผลการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าข้างซ้ายในเพศหญิง (p-value = 0.04) อย่างไรก็ตามจากการศึกษานี้พบว่า แนวโน้มความรุนแรงของอาการแสดงทางระบบประสาทในกลุ่มที่ 2 มากกว่ากลุ่มที่ 1 และสรุปได้ว่า อาการแสดงทางระบบประสาทมีความสัมพันธ์กับระยะเวลาของการใช้สารกำจัดศัตรูพืช
- Itemผลการออกกลังกายแบบฟ้อนเจิง มพ. ต่อความทนทานของหัวใจและหลอดเลือดในนิสิตหญิง คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา (การศึกษานำร่อง)(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) ธนานันต์ ปัญญา; เบญจวรรณ รูปงาม; เมธาวี อินต๊ะวังวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายแบบฟ้อนเจิง มพ. ต่อความทนทานของหัวใจและหลอดเลือดในวัยรุ่นหญิง วิธีการศึกษา อาสาสมัครเป็นนิสิตหญิงสุขภาพดีที่กำลังศึกษาอยู่คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 20 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน โดยมีค่าเฉลี่ยของอายุและดัชนีมวลกายที่ใกล้เคียงกัน อาสาสมัครที่ถูกจัดไว้ 2 กลุ่ม ได้รับเงื่อนไขให้เป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มออกกำลังกายโดยวิธีการสุ่ม กลุ่มออกกำลังกายเข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังกายแบบฟ้อนเจิง มพ. ใช้เวลานาน 40 นาที/ครั้ง ความถี่ 3 วัน/สัปดาห์ ระยะเวลา 6 สัปดาห์ ประเมินปริมาณการใช้ออกซิเจนสูงสุด (Maximum oxygen consumption: VOrmax) ด้วยวิธีการ Modified Bruce Treadmill Protocol โดยประเมิน 2 ครั้ง คือก่อนและหลังสิ้นสุดโปรแกรมการออกกำลังกาย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Student t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05 ผลการศึกษา: ค่าปริมาณการใช้ออกซิเจนสูงสุดของอาสาสมัครกลุ่มออกกำลังกายมีค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติภายหลังสิ้นสุดโปรแกรมออกกำลังกาย (p = 0.03) และไม่พบความแตกต่างทางสถิติสำหรับค่าปริมาณการใช้ออกซิเจนสูงสุดระหว่างก่อนและหลังสิ้นสุดโปรแกรมออกกำลังกายในอาสาสมัครกลุ่มควบคุม สรุปผลการศึกษา การออกกำลังกายแบบฟ้อนเจิง มพ. มีประสิทธิผลต่อการเพิ่มความทนทานของหัวใจและหลอดเลือดในรุ่นหญิง
- Itemผลของการออกกำลังกายเพื่อความมั่นคงที่มีปลายรยางค์ปิดแบบคงที่ต่อความเจ็บปวดในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้างเนื้อและพังผืด(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) ณรงค์ อวดเหลี้ยม; นงลักษณ์ เชิงเร็ว; ภคพร นำปูนสักวัตถุประสงค์ของการศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่ม ได้แก่ การศึกษาผลของการออกกำลังกายเพื่อความมั่นคงที่มีปลายรยางค์ปิดแบบคงที่ต่อความเจ็บปวดในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืด (Myofascial Pain Syndrome, MPS) อาสาสมัครที่มี MPS บริเวณกล้ามเนื้อทราพีเซียสส่วนบนจำนวน 24 คน (อายุเฉลี่ย กลุ่มออกกำลังกาย 21.73 ± 0.47 ปี, กลุ่มควบคุม 20.00 ± 1.35 ปี) ได้รับการสุ่มเข้ากลุ่มออกกำลังกาย (รับการออกกำลังกายแบบเพื่อความมั่นคงที่มีปลายรยางค์ปิดแบบคงที่ จำนวน 8 ครั้ง ในระยะเวลา 4 สัปดาห์, n=12) และกลุ่มควบคุม (ได้รับคำแนะนำให้ดำเนินกิจกรรมตามปกติ, n=12) ระดับความเจ็บปวด (Visual Analog Scale, VAS) และระดับความอดกลั้นความเจ็บปวด (Pressure Pain Threshold, PPT) ของอาสาสมัครทั้งสองกลุ่มจะได้รับการประเมินก่อนและหลังการรักษา 4 สัปดาห์ ใช้สถิติ paired-Samples t-test และ Independent sample t-test เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มโดยกำหนดนัยสำคัญที่ p<0.05 ผลการศึกษาพบว่า VAS ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.001) ในกลุ่มออกกำลังกาย และ PPT ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.008) ในกลุ่มควบคุม เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มออกกำลังกายกับกลุ่มควบคุม พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.001) ของ VAS ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการรักษาด้วยการออกกำลังกายเพื่อความมั่นคงที่มีปลายรยางค์ปิดแบบคงที่สามารถลดระดับความเจ็บปวด (VAS) และมีแนวโน้มเพิมระดับกลั้นความเจ็บปวด (PPT) ในผู้ป่วย MPS ได้
- Itemผลของผ้าเทปคิเนซิโอต่อความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อไหล่ส่วนบนในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้างเนื้อและเยื่อพังผืดมัยโอฟาสเชี่ยล: การศึกษานำร่อง(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) ฐานิศา วันชัย; นิรวิทธ์ ทองภาพ; เรวดี สมศรี; สุนทรี ปงกองแก้วการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของผ้าเทปคิเนซิโอ (Kinesio tape) ต่อความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อไหล่ส่วนบนในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดมัยโอฟาสเชี่ยล (Myofascial pain syndrome: MPS) จำนวน 14 คน อาสาสมัครเป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 7 คน ได้แก่ กลุ่มทดลอง (Taping group) และกลุ่มควบคุม (Placebo group) อาสาสมัครทุกคนเข้ารับการประเมินระดับการ รับรู้ความเจ็บปวดด้วยแรงกด (Pressure poin threshold: PPT) ด้วยเครื่องมือ Pressure algometer และประเมินความรู้สึกเจ็บปวดด้วย Visual analogue scale: VAS ก่อนและหลังการพันผ้าเทป อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มได้รับการพันผ้าเทปด้วยเทคนิค I-strip ที่บริเวณกล้ามเนื้อไหล่ส่วนบนข้างขวา (Upper tropezius muscle) เป็นระยะเวลา 2 วัน โดยกลุ่มทดลองได้รับการพันผ้าเทปแบบให้แรงตึง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพันผ้าเทปแบบไม่ให้แรงตึง จากผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีระดับความเจ็บปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (PPT; pre-test: 1.96±0.53 Ibs/cm", post-test: 2.63±0.76 Ibs/cm , p-value = 0.01 และ VAS; pre-test: 2.90±2.06, post-test: 1.79±2.15, p-value = 0.00) ส่วนกลุ่มควบคุมนั้นไม่พบความแตกต่าง เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยหลังการพันผ้าเทประหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของค่า PPT และ VAS สรุปว่าการพันผ้าเทปคิเนซิโอที่บริเวณกล้ามเนื้อไหล่ส่วนบนเป็นระยะเวลา 2 วัน ช่วยลดอาการปวดที่เกิดจากโรค MPS ได้
- Itemการศึกษาความรู้ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองในจังหวัดพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) วิกานดา ศรีคำ; สุดารัตน์ ศรีวิชัย; อภิญญา ใจหล้าที่มา: โรคหลอดเลือดสมอง เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความบกพร่องของระบบประสาทซึ่งทำให้เกิดอาการอัมพาตและพิการตามมาได้ วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับโรคหลอดเลือดสมอง คือ การป้องกันด้วยการให้ความรู้ โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทในการเผยแพร่ข้อมูลให้แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การศึกษาเกี่ยวกับความรู้ของ อสม. เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองยังมีอยู่อย่างจำกัด วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาระดับความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองของ อสม. ในเขต ตำบลแม่กา จังหวัดพะเยา วิธีการ: อาสาสมัคร จำนวน 114 คน ซึ่งได้ตอบแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับเรื่องโรคหลอดเลือดสมองและการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน ผลการศึกษาและสรุปผลการศึกษา: ผลการศึกษาพบว่า อสม. ส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองอยู่ในระดับสูง รวมทั้งมีพฤติกรรมและการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันที่จะนำไปสู่การป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง อย่างไรก็ตาม ยังมี อสม. จำนวนหนึ่งที่มีความรู้ในประเด็นสำคัญไม่ถูกต้อง การศึกษานี้ทำให้ได้ข้อมูลเบื้องต้นที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่หน่วยงานด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมบทบาทหน้าที่ของ อสม. ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
- Itemผลของการออกกำลังกายแบบพิลาทีสต่อร้อยละไขมันในร่างกายและระดับความมั่นคงของกระดูกสันหลังและเชิงกรานในนิสิตมหาวิทยาลัย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) วิลาวัณย์ หอมนวล; สงกรานต์ ม่วงเหลือง; สุริยะ อนันต์วิไลการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายแบบพิลาทีสต่อร้อยละไขมันในร่างกายและระดับความมั่นคงของกระดูกสันหลังและเชิงกรานในนิสิตมหาวิทยาลัย จำนวน 34 คน ทำการสุ่มโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มออกกำลังกาย 17 คน และกลุ่มควบคุม 17 คน โดยกลุ่มออกกำลังกายได้รับการฝึกตามโปรแกรมการออกกำลังกายแบบพิลาทีส เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 55 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้รับการฝึก ทั้ง 2 กลุ่มถูกวัดค่าร้อยละไขมันในร่างกาย และค่าความมั่นคงของกระดูกสันหลังและเชิงกราน ทั้งก่อนและหลังการทดลอง นำผลที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการฝึกค่าของร้อยละไขมันในร่างกายในกลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ในขณะที่กลุ่มทดลองไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนระดับความมั่นคงของกระดูกสันหลังและเชิงกราน พบว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (p>0.05) การศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่า กลุ่มออกกำลังกายโดยการฝึกตามโปรแกรมการออกกำลังกายแบบพิลาทีสเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ไม่สามารถเพิ่มความมั่นคงของกระดูกสันหลัง และเชิงกรานและลดร้อยละไขมันในร่างกายได้ แต่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มระดับความมั่นคงของกระดูกสันหลังและเชิงกรานได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะความถี่และความหนักของโปรแกรมต่ำเกินไป
- Itemผลของการออกกำลังกายแบบชี่กงต่อความจำ(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) สุทธินี สุภากาศ; อภิญญา ภะวะภูตา; อุไรวรรณ ศิรินารถจากการทบทวนวรรณกรรม พบว่า การออกกำลังกายมีผลเพิ่มความสามารถในการจำ อย่างไรก็ตาม การศึกษาผลการออกกำลังกายแบบชี่กงต่อความจำที่ผ่านมายังไม่เป็นที่แพร่หลาย ดังนั้นวัตถุประสงค์ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ศึกษาผลของการออกกำลังกายแบบชี่กงต่อความจำในอาสาสมัครเพศหญิง จำนวน 30 คน อายุระหว่าง 18 - 22 ปี ถูกแบ่งด้วยวิธีการสุ่มแบบบล็อกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มออกกำลังกาย จำนวน 15 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 15 คน ซึ่งกลุ่มออกกำลังกายจะได้รับการออกกำลังกายแบบชี่กง 3 วัน/สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการออกกำลังกายใด ๆ โดยก่อนและหลังการทดลอง อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มจะได้รับการประเมินความจำระยะสั้น ความจำขณะคิด และการเลือกสนใจ ด้วยการทดสอบ digit span forward test, digit span backward test และ stroop color and word test ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่าหลังจากสิ้นสุดโปรแกรมการออกกำลังกายแบบชี่กง อาสาสมัครในกลุ่มออกกำลังกายมีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของการทดสอบ digit span forward test (ก่อน = 10.73.2 ± 2.28 และหลัง = 12.27 ± 2.37; p-value = 0.01), digit span backward test (ก่อน = 7.63 ± 3.71 และหลัง = 10.20 ± 3.87; p-value = 0.00) และ stroop color and word test (ก่อน = 46.00 ± 10.82 และหลัง = 54.73 ± 10.85; p-value = 0.00) แต่ในกลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการทดสอบทั้ง 3 การทดสอบ (p-volue > 0.05) การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายแบบชี่กงมีผลเพิ่มความจำและการเลือกสนใจ ดังนั้นการออกกำลังกายแบบชี่กงจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความสามารถในการจำ
- Itemการศึกษารูปแบบการเรียนรู้ของนิสิตกายภาพบำบัด(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) กฤษณา สอนศิริ; คัลธียา จันอ้น; นงค์นุช ไชยดรุณการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบการเรียนรู้ของนิสิตกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยพะเยา ที่กำลังศึกษาในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2556 นิสิตชั้นปีที่ 1-4 (195 คน) ถูกขอให้ตอบแบบวัดรูปแบบการเรียนรู้ ซึ่งแบ่งรูปแบบการเรียนรู้ออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ 1) แบบพึ่งตนเอง 2) แบบแลกเปลี่ยน 3) แบบหลบหลีก 4) แบบผู้นำ 5) แบบกำหนดความคิด 6) แบบสร้างโอกาส และ 7) แบบเพิ่มพูนปัญญา ผลการศึกษา พบว่า นิสิตชั้นปีที่ 1, 3 และ 4 ส่วนใหญ่มีรูปแบบการเรียนรู้แบบแลกเปลี่ยนมากที่สุด (ร้อยละ 34.78, 35.42 และ 44.00 ตามลำดับ) และนิสิตชั้นปีที่ 2 ส่วนใหญ่มีรูปแบบการเรียนรู้แบบกำหนดความคิดมากที่สุด (ร้อยละ 28.57) แม้ว่ารูปแบบการเรียนรู้ของนิสิตกายภาพบำบัดมีความหลากหลาย แต่ผลการศึกษานี้มีประโยชน์สำหรับการเรียนการสอนตามแนวคิดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
- Itemผลเฉียบพลันของการออกกำลังกายแบบพิลาทิสต่อค่าแรงดันสูงสุดของการหายใจเข้าและหายใจออกในกลุ่มเด็กมัธยมศึกษาตอนปลาย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) เสาวลักษณ์ ทิพย์ชะ; พึงฤทัย ใจฟู; วรัญญา หาญเสนาการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลเฉียบพลันของการออกกำลังกายแบบพิลาทิสต่อค่าแรงดันสูงสุดของการหายใจเข้า (PImax) และหายใจออก (PEmax) และค่าระดับความมั่นคงของกระดูกสันหลังและเชิงกราน (Lumbo-pelvic stability) ในคนปกติไม่มีโรคประจำตัว กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุระหว่าง 15-18 ปี อาสาสมัคร จำนวน 15 คน เป็นผู้ชาย 8 คน ผู้หญิง 7 คน โดยให้ออกกำลังกายโปรแกรมออกกำลังกายแบบพิลาทิส เป็นเวลา 40 นาที ทำการประเมินค่าแรงดันสูงสุดของการหายใจเข้า (PImax) และหายใจออก (PEmax) ด้วยครื่องสไปโรมิเตอร์ (spirometer) และประเมินค่าระดับความมั่นคงของกระดูกสันหลังและเชิงกราน (Lumbo-pelvic stability) ด้วยเครื่องวัดระดับความมั่นคงของกระดูกสันหลังและเชิงกราน (Pressure biofeedback unit) ในอาสาสมัครทั้งก่อนและหลังการทดลองเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง นำผลที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05 จากผลการทดลองพบว่าหลังการออกกำลังกายแบบพิลาทิสไม่มีความแตกต่างกันของค่าแรงดันสูงสุดของการหายใจเข้า (PImax) และค่าระดับความมั่นคงของกระดูกสันหลังและเชิงกราน (Lumbo-pelvic stability) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) ส่วนค่าแรงดันสูงสุดในการหายใจออก (PEmax) พบว่ามีค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) การศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่าหลังจากการออกกำลังกายแบบพิลาทิสจะมีการตอบสนองของค่าแรงดันสูงสุดในการหายใจออกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
- Itemผลของโปรแกรมการเต้นคัฟเวอร์ต่อสมรรถภาพทางกายในนิสิตหญิงระดับปริญญาตรี(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) ภาคภูมิ สิงห์แก้ว; วิภาดา สุตะวงค์; อัจจิมา แสนศิริการออกกำลังกายและการทำกิจกรรมทางกายเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์ซึ่งการออกกำลังกายและกิจกรรมทางกายมีหลากหลายประเภทและกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ได้รับความสนใจในกลุ่มวัยรุ่นปัจจุบัน คือ การเต้นคัฟเวอร์ (Cover dance) อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาใดที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลของการเต้นคัฟเวอร์ต่อสมรรถภาพทางกาย ดังนั้นทางคณะผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาผลของการเต้นคัฟเวอร์ที่มีผลต่อสมรรถภาพทางกายทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านองค์ประกอบของร่างกาย ความยึดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความทนทานของกล้ามเนื้อ และความทนทานของการหายใจและหัวใจ โดยการศึกษานี้ได้ทำการทดสอบในนิสิตหญิงสุขภาพดีที่เป็นสมาชิกชมรมเต้นคัฟเวอร์มหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 39 คน แบ่งอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม จำนวน 17 คน และกลุ่มทดลอง จำนวน 22 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเต้นคัฟเวอร์วันละ 1 ชั่วโมง 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ โดยอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มได้รับการวัดสมรรถภาพทางกายทั้ง 5 ด้านก่อนและหลังการฝึก ผลการศึกษาพบว่า หลังจาก 4 สัปดาห์กลุ่มทดลองมีการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย ความยึดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ความทนทานของกล้ามเนื้อและความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) จึงสรุปได้ว่าการเข้าร่วมโปรแกรมการเต้นคัฟเวอร์อย่างน้อย 4 สัปดาห์ สามารถเพิ่มสมรรถภาพทางกายในด้านองค์ประกอบของร่างกาย ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ความทนทานของกล้ามเนื้อ และความทนทานของการหายใจและหัวใจได้
- Itemความสัมพันธ์ของการประเมินความสามารถในการทรงตัวด้วยแบบทดสอบการทรงตัวของเบิร์กกับการทดสอบด้วยวิธีเอื้อมมือไปข้างหน้าในผู้สูงอายุ(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) กชกร ทองดี; วราภรณ์ จ๊ะโด; ศรายุทธ ชัยคำหล้าการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการประเมินความสามารถในการทรงตัวด้วยแบบทดสอบการทรงตัวของเบิร์ก (Berg Balance Scale, BBS) กับการทดสอบด้วยวิธีเอื้อมมือไปข้างหน้า (Functional Reach Test. FRT) ในผู้สูงอายุ โดยมีอาสาสมัครเป็นผู้สูงอายุสุขภาพดี อายุ 60 ปีขึ้นปี จำนวน 46 คน อาสาสมัครทุกคนจะถูกประเมินความสามารถในการทรงตัวด้วยวิธีเอื้อมมือไปข้างหน้า โดยจะทำ การทดสอบ 3 ครั้ง และทำการประเมินการทรงตัวด้วยแบบทดสอบการทรงตัวของเปิร์ก จำนวน 14 หัวข้อ โดยจะทำการทดสอบ 1 ครั้ง นำข้อมูลของการทดสอบมาหาความสัมพันธ์ของการประเมินความสามารถ ในการทรงตัวด้วยแบทดสอบ BBS กับ FRT โดยใช้สถิติสหสัมพันธ์ Person product-moment correlation coefficient กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ P<0.05 ผลการศึกษาพบความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถ ในการทรงตัวด้วยแบบทดสอบ BBS กับ FRT มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.56 (p=0.00) มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวกอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้น FRT จึงสามารถใช้ในการประเมินการทรงตัวได้เช่นเดียวกับ แบบทดสอบ BBS ในผู้สูงอายุสุขภาพดีและควรมีการทดสอบการทรงตัวด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เพื่อให้ได้การประเมินการทรงตัวที่มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
- Itemการเปรียบเทียบระยะทางในการเดินทดสอบ 6 นาทีระหว่างนิสิตที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนกับนิสิตที่น้ำหนักปกติ(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) กนกพร พงษ์ปราโมทย์; ธันยพร วงศ์กาดการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพของระบบหัวใจและการหายใจโดยอ้อมด้วยการเดินทดสอบ 6 นาที ระหว่างนิสิตที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนกับนิสิตที่มีน้ำหนักปกติ จำนวน 203 คน อายุ 18-24 ปี อาสาสมัครที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้าได้รับการจำแนกเข้ากลุ่มน้ำหนักปกติ (n=148) และกลุ่มภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน (n=55) โดยใช้ค่าดัชนีมวลกายเป็นเกณฑ์ อาสาสมัครจะได้ทำการเดินทดสอบ 6 นาที โดยมีการประเมินระยะทางที่เดินได้จาก 6 นาที (Six-Minute Walk Distance, 6MWD), ชีพจร (Heart Rate, HR) และความดันโลหิต (Systolic/Diastolic Blood Pressure, SBP/DBP) แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้ สถิติ Mann-Whitney U test ผลการวิจัยพบว่า ระยะทางที่เดินได้จากการทดสอบ 6 นาที ผลต่างของชีพจร (AHR) ผลต่างของความดันโลหิตสูงสุดขณะหัวใจบีบตัว (ASBP) และผลต่างของความดันโลหิตต่ำสุดขณะหัวใจคลายตัว (ADBP) ของทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) สรุปได้ว่าสมรรถภาพของระบบหัวใจและการหายใจของนิสิตที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนต่ำกว่านิสิตที่มีน้ำหนักปกติ อาจจะส่งผลให้การดำเนินการทำกิจวัตรประจำวันลดลง และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังในอนาคตได้
- Itemการเปรียบเทียบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาระหว่างนิสิตที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนกับนิสิตที่มีน้ำหนักปกติ(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) ดวงพร เดชผล; ปิยธิดา ดอนมูล; อมรรัตน์ นามวงศ์ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นสมรรถภาพร่างกาย ด้านหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาซึ่งมีความจำเป็นต่อการยืนและการเดิน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาระหว่างนิสิตที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนกับนิสิตที่มีน้ำหนักปกติ นิสิต จำนวน 203 คน คน อายุ 18-24 ปีได้รับเชิญเข้าร่วมการวิจัย อาสาสมัครที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้าได้รับการจำแนกเข้ากลุ่มน้ำหนักปกติ (n=148) และกลุ่มภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน (ก=55) โดยใช้ค่าดัชนีมวลกายเป็นเกณฑ์ โดยอาสาสมัครทุกคนจะได้รับการทดสอบสมรรถภาพด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาด้วยเครื่อง leg dynamometer แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้สถิติ Mann Whitney U test ผลการศึกษาพบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาระหว่างกลุ่มนิสิตที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนกับกลุ่มนิสิตที่มีน้ำหนักปกติ p-valve = 0.011 สรุปผลการศึกษา ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาในกลุ่มนิสิตที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนต่ำกว่ากลุ่มนิสิตที่มีน้ำหนักปกติ
- Itemการทำนายการล้มในผู้สูงอายุโดยใช้การทดสอบลุกนั่ง 5 ครั้ง(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) ธนิชา อินสอน; นวพล ประสิทธิเมตต์; พีระศักดิ์ มโนทาที่มา: จำนวนผู้สูงอายุไทย มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาความเสื่อมถอยของร่างกาย และเสี่ยงต่อการล้มตามมาได้ ซึ่งพบว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการล้ม คือ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา วัตถุประสงค์: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อทดสอบความสามารถของการทดสอบการลุกนั่ง 5 ครั้ง (five times sit to stand test; FTSST) ในการทำนายความเสี่ยงต่อการล้มในผู้สูงอายุโดยพิจารณาจากค่าตัดแบ่ง (cut off score) ค่าความไว (sensitivity) ค่าความจำเพาะ (specificity) วัตถุประสงค์รอง เพื่อเปรียบเทียบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาระหว่างผู้สูงอายุที่มีประวัติการล้ม และไม่ล้ม วิธีการ: ผู้เข้าร่วมวิจัยมีทั้งหมด 28 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มล้ม (Faller) 14 คน และกลุ่มไม่ล้ม (Non faller) 14 คน ซึ่งเป็นการถามจำนวนการล้มย้อนหลัง 6 เดือน หลังจากนั้นอาสาสมัครทั้งสองกลุ่มจะได้รับการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา โดยใช้การลุกนั่ง 5 ครั้ง (five times sit to stand test: FTSST) ผลการทดสอบถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติ Receiver Operative Characteristic (ROC) curve และ independent sample t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05 ผลการศึกษา: ในกลุ่มที่ไม่ล้ม ใช้เวลาในการทดสอบ FTSST น้อยกว่ากลุ่มที่ล้มอย่างมีนัยนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.001) และพบว่า อาสาสมัครที่ใช้เวลาในการทดสอบ 11 วินาทีขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการล้ม (ค่าความไวและความจำเพาะ = 85.71) สรุปผลการศึกษา: ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาส่งผลต่อความเสี่ยงต่อการล้มได้ ผลการศึกษาช่วยให้ได้ข้อมูลสำคัญที่สามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการพัฒนาความสามารถทางกายของผู้สูงอายุเพื่อป้องกันการล้มได้
- Itemผลของหมอกควันไฟป่าต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจในคนสุขภาพดี(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) วิเชียร วงค์ยัง; ฉัตรนัยน์ พุฒฟัก; ศศิธร สมจิตต์หมอกควันไฟป่า (wildfire smog) เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย สาเหตุของหมอกควันไฟป่าเกิดจากการเผาวัสดุทางการเกษตรหรือเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ทำให้เกิดเขม่าควันก๊าซต่างๆ และฝุ่นขนาดเล็กว่า 10 ไมโครกรัม (PMrm) แพร่กระจายในอากาศ เมื่อหายใจเอา PM10 จะเข้าไปในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง (lower respiratory tract) ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบในทุกระบบของร่างกาย (systemic inflammation) โดยจะทำให้อาการของโรคแย่หรือกำเริบขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยโรคต่างๆ ส่วนในคนสุขภาพดีจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ลดสมรรถภาพปอด ลดความทนทานการออกกำลังกาย ลดคุณภาพชีวิต และเพิ่มความชุกของภาวะการจำกัดการขยายตัวของทรวงอก แต่พบว่ายังไม่มีการศึกษาใดที่ศึกษาสาเหตุของการจำกัดการขยายตัวของทรวงอกที่เกิดจากการสัมผัสหมอกควันไฟป่าเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาความชุกของผู้ที่มีการจำกัดการขยายตัวของปอด (restrictive lung abnormality) ที่เกิดจากการสัมผัสหมอกควันเป็นระยะเวลานาน และ 2) เพื่อศึกษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้า (PImax) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจออก (PEmax) ในผู้ที่มีการจำกัดการขยายตัวของปอดที่เกิดจากการสัมผัสหมอกควัน โดยรูปแบบการวิจัยเป็นการศึกษาสำรวจย้อนหลัง (retrospective survey study) ในกลุ่มอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี จำนวน 120 คน (ชาย 50 คน หญิง 70 คน อายุเฉลี่ย 25-60 ปี) อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ 20 กิโลเมตรรอบสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศจังหวัดพะเยา ไม่ต่ำกว่า 4 ปี โดยวัดสมรรถภาพปอดด้วยเครื่อง Spirometer (MicroLabTM, CA, USA) และวัด Plmax PEmax ด้วยเครื่อง Respiratory Pressure Meter (MicroLabTM, CA, USA) เลือกค่าที่ดีที่สุดเปรียบเทียบกับค่าปกติ พบว่า ความชุกของผู้ที่มีการจำกัดการขยายตัวของปอดเท่ากับร้อยละ 59.17 และเฉพาะในผู้ที่มีจำกัดการขยายตัวของปอดที่เกิดจากการสัมผัสหมอกควันนี้มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้า (PImax) ลดลง 29.26 + 24.19 เซนติเมตรน้ำ (p=0.000) และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจออก (PEmax) ลดลง 76.25 ± 59.96 เชนติเมตรน้ำ (p=0.000) เมื่อเปรียบเทียบกับค่าปกติ จึงสรุปได้ว่าคนสุขภาพดีที่สัมผัสหมอกควันไฟป่าเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้ากล้ามเนื้อหายใจออกน้อยกว่าปกติ แสดงว่าหมอกควันไฟป่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจลดลงและเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการจำกัดการขยายตัวของปอด