คณะสหเวชศาสตร์
Permanent URI for this collection
Browse
Browsing คณะสหเวชศาสตร์ by Title
Now showing 1 - 20 of 191
Results Per Page
Sort Options
- Itemการคาดการณ์การล้มในผู้สูงอายุโดยใช้การทดสอบมาตรฐานและการทดสอบแบบใหม่(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2014) ขวัญฤทัย อิ่นคำ; ฐิตาพร เผ่าศรีไชย; ธิดารัตน์ สายเขียวที่มา: จำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทย มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาความเสื่อมถอยของร่างกาย และเสี่ยงต่อการล้มตามมาได้ ซึ่งพบว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการล้มคือ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัว และความสามารถในการเดิน วัตถุประสงค์: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการทำนายการล้มของการทดสอบ ในผู้สูงอายุในชุมชนโดยพิจารณาจากคำความไว ค่าความจำเพาะ และพื้นที่ใต้กราฟ วิธีการ : ผู้เข้าร่วมวิจัยมีทั้งหมด 70 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ตามประวัติของการล้มย้อนหลัง 6 เดือน อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มได้รับการทดสอบลุกยืน 3 ครั้ง แล้วเดินไปกลับ 6 เมตร และการทดสอบเดินไปกลับ 6 เมตร ผลการทดสอบถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติ Receiver-operating characteristic (ROC) curve และ: Independent t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p <0.05 ผลการศึกษา: ในกลุ่มที่ไม่ล้ม ใช้เวลาในการทดสอบลุกยืน 3 ครั้ง และเดินไปกลับ 6 เมตร และทดสอบเดินไปกลับ 6 เมตร น้อยกว่ากลุ่มที่ล้มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01 และ p < 0.05 ตามลำดับ) และพบว่า อาสาสมัครที่ใช้เวลาในการทดสอบ 12.22 วินาทีขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการล้ม (ค่าความไวและความจำเพาะของ TTSWT = ร้อยละ 80.00 และ 85.71 ตามลำดับ และค่าความจำเพาะของ TUGT = ร้อยละ 60.00 และ 74.29 ตามลำดับ) สรุปผลการศึกษา: ผลการศึกษาช่วยให้ได้ข้อมูลสำคัญที่สามารถใช้เป็นเกณฑ์ ในการพัฒนาความสามารถทางกายของผู้สูงอายุเพื่อป้องกันการล้มได้
- Itemการติดสมาร์ทโฟนในนิสิตกายภาพบำบัดชั้นปีที่ 1-2 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) จีรวรรณ กันทะทรง; เชษฐ์สุดา แสนศรี; ธาดารัตน์ สุธรรมแจ่มวัตถุประสงค์: เพื่อสำรวจการติดสมาร์ทโฟนในนิสิตกายภาพบำบัดชั้นปีที่ 1-2 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา วิธีการศึกษา: อาสาสมัครที่ผ่านเข้าเกณฑ์ ทำแบบประเมินพฤติกรรมการติดสมาร์ทโฟนฉบับสั้นฉบับภาษาไทย (Smartphone Addiction Scale: Thai Short Version (SAS-SV-TH)) ในรูปแบบออนไลน์ พฤติกรรมการติดสมาร์ทโฟนพิจารณาจาก THAI-SAS-SV score โดยเพศชาย THAI-SAS-SV score ≥ 31 คะแนน และเพศหญิง THAI-SAS-SV score ≥ 33 คะแนน จากคะแนนเต็ม 60 คะแนน แสดงถึงการติดสมาร์ทโฟน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับวิเคราะห์สถิติ SPSS version 17.0 เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา: ผู้ตอบแบบสอบถามแบบประเมินพฤติกรรมการติดสมาร์ทโฟนมีจำนวนทั้งหมด 72 คน เป็นเพศหญิง จำนวน 65 คน มีค่าเฉลี่ยของคะแนนเท่ากับ 32.46±8.31 คะแนน (ช่วงคะแนน 15-49 คะแนน) เพศชาย จำนวน 7 คน มีค่าเฉลี่ยของคะแนนเท่ากับ 27.57±11.72 คะแนน (ช่วงคะแนน 15-43 คะแนน) จำนวนผู้ที่มีพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเมื่อพิจารณาจาก THAI-SAS-SV score เพศชาย จำนวน 3 คน จาก 7 คน คิดเป็นร้อยละ 42.86 เพศหญิง จำนวน 32 คน จาก 65 คน คิดเป็นร้อยละ 49.23 และรวมทั้งเพศชายและหญิง จำนวน 35 คน จาก 72 คน คิดเป็นร้อยละ 48.61 สรุปผลการศึกษา: ความชุกของการเสพติดสมาร์ทโฟนในกลุ่มนิสิตกายภาพบำบัดชั้นปีที่ 1-2 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา อยู่ที่ร้อยละ 48.6 ซึ่งมีความชุกอยู่ในระดับสูง ดังนั้นอาจมีความจำเป็นที่จะต้องหาแนวทางจัดการเพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบทางสุขภาพกายและจิตที่อาจเกิดขึ้นตามมาตั้งแต่อายุยังน้อย
- Itemการติดสมาร์ทโฟนในนิสิตกายภาพบำบัดชั้นปีที่ 3-4 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) ณัฐณิชา หนูเอียด; วิภาดา พรมลารักษ์; ศุภรัสมิ์ บำรุงชูสมาร์ทโฟนได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตของมนุษย์ การระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อการดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันและรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ปัจจุบันพบว่า ยังไม่มีการศึกษาความชุกของการติดสมาร์ทโฟนในนิสิตในสถานการณ์การเรียนในรูปแบบออนไลน์ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาการติดสมาร์ทโฟนในนิสิตกายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา การศึกษานี้มีอาสาสมัครเป็นนิสิตกายภาพบำบัดชั้นปีที่ 3-4 จำนวน 111 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนฉบับภาษาไทย (Smartphone Addiction Scale-Thai Short Version; SAS-SV) ในรูปแบบออนไลน์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS Version 17.0 พบว่า มีอาสาสมัครตอบแบบสอบถามจำนวนทั้งหมด 80 คน เป็นเพศชาย 14 คน มีค่าเฉลี่ย THAI-SAS-SV score เท่ากับ 31.00±7.77 คะแนนจากคะแนนเต็ม 60 คะแนน (ช่วงคะแนน 14-43 คะแนน) และเพศหญิง 66 คน มีค่าเฉลี่ย THAI-SAS-SV score เท่ากับ 34.29±7.71 คะแนนจากคะแนนเต็ม 60 คะแนน (ช่วงคะแนน 20-52 คะแนน) เมื่อพิจารณาจากค่าจุดตัดของ THAI-SAS-SV score พบว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟน เป็นเพศชาย จำนวน 9 คน จาก 14 คน คิดเป็น 64.29% และเพศหญิง 37 คน จาก 66 คน คิดเป็น 56.06% เมื่อพิจารณาทั้งเพศชายและหญิง พบว่า จำนวนผู้ที่มีพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเท่ากับ 46 คน จาก 80 คน คิดเป็น 57.5% สรุปได้ว่า การติดสมาร์ทโฟนในนิสิตกายภาพบำบัด ชั้นปีที่ 3-4 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เท่ากับร้อยละ 57.5 ซึ่งมีความชุกอยู่ในระดับสูง
- Itemการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานเปรียบเทียบ ผลของการฝึกการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและการฝึกการออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้านต่อน้ำหนักตัวในผู้ที่เป็นโรคอ้วน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) กมลภัทร โกทา; วิศรุต บุญพรหมโรคอ้วนเป็นภาวะที่ร่างกายสะสมไขมันมากกว่าปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น อายุที่เพิ่มมากขึ้นอาจส่งผลต่อน้ำหนักตัว อาจเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งในประชากรกลุ่มนี้ มีรายงานที่ผ่านกล่าวถึงผลของการออกกำลังกายต่อน้ำหนักตัวในผู้ที่เป็นโรคอ้วน แต่ยังพบว่า มีการรวบรวมวิเคราะห์รายงานยังจำกัดอยู่ ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จังมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสรุปหลักฐานเกี่ยวกับผลของการฝึก aerobic exercise และ resistance exercise ต่อน้ำหนักตัวในผู้ที่มีเป็นโรคอ้วน การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมที่ตีพิมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 2011-2021 เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งถูกสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล PubMed และ Google scholar ผู้วิจัย 2 คนทำการคัดกรองและประเมินคุณภาพงานวิจัยแบบอิสระต่อกัน โดยมีงานวิจัยทั้งหมด 5 เรื่องผ่านเกณฑ์การคัดเข้าและถูกนำมาวิเคราะห์อภิมาน ผลการวิเคราะห์อภิมาน พบว่า ออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน ในระยะเวลาตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี จะมีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักตัวได้ดีกว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (WMD -0.40; 95%CI -0.63, -0.17 P = 0.11) ดังนั้น การศึกษานี้สรุปได้ว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน สามารถลดน้ำตัวหนักตัวในผู้ที่เป็นโรคอ้วนได้ เมื่อเทียบกับกลุ่มการออกกำลังกายแอโรบิกเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจนำผลการศึกษาไปปรับใช้ในการออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายให้เหมาะสมสำหรับทุกเพศทุกวัย อย่างไรก็ตามผลการศึกษาที่ได้ในครั้งนี้เกิดจากการทบทวนวรรณกรรมและวิเคราะห์อภิมานเพียง 5 การศึกษาเท่านั้น สำหรับการศึกษาครั้งต่อไปอาจต้องมีการทบทวนวรรณกรรมหรือทำการศึกษาทดลองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
- Itemการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานเปรียบเทียบระหว่างการขยับเคลื่อนลำกระดูกสันหลังด้วยการทำ Mobilization และ Manipulation(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) ญาณิศา พลเมฆ; ประวิณ สมดี; เปรมฤดี จันทร์นาหว่าอาการปวดคอพบได้บ่อยในทุกช่วงวัย โดยพบว่า มีสาเหตุเกิดหลายปัจจัย ทำให้เกิดอาการปวดที่บริเวณคอและศีรษะร่วมด้วย จากรายงานการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า มีหลายรายงานการศึกษาที่สนใจประสิทธิผลการรักษาด้วยเทคนิค Mobilization และ Manipulation ในผู้ที่มีอาการปวดคอและศีรษะ แต่ยังมีการรวบรวมและสังเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคดังกล่าวต่อการลดปวดที่จำกัด ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อสรุปหลักฐานเกี่ยวกับผลของการทำการขยับเคลื่อนข้อต่อด้วยวิธี Mobilization และ Manipulation ในผู้ที่มีอาการปวดคอและศีรษะเรื้อรัง โดยคัดเลือกการศึกษาที่เป็นการทดลองแบบสุ่มที่มีการควบคุมตีพิมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 2002-2020 ที่เป็นภาษาอังกฤษ ถูกสืบค้นข้อมูลมาจากฐานข้อมูล Pubmed และ Google Scholar พบว่า มีจำนวนทั้งหมด 4,424 เรื่อง ผู้วิจัยทั้ง 3 คน ทำการคัดกรองและประเมินคุณภาพงานวิจัยแบบอิสระต่อกัน พบว่า มีงานวิจัยทั้งหมด 5 เรื่องที่ผ่านเกณฑ์การคัดเข้า และถูกนำมาวิเคราะห์อภิมาน ผลการวิเคราะห์อภิมาน สรุปว่าการขยับเคลื่อนข้อต่อด้วยวิธี Manipulation สามารถลดอาการปวดคอและศีรษะได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่ม Mobilization ในผู้ที่มีอาการปวดคอเรื้อรัง อย่างไรก็ตามผลของการศึกษาที่ได้จากการรวบรวมข้อมูล 5 การศึกษาเท่านั้นควรมีการทำวิจัยซ้ำในอนาคตด้วยกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนมากขึ้น
- Itemการทำนายการล้มในผู้สูงอายุโดยใช้การทดสอบลุกนั่ง 5 ครั้ง(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) ธนิชา อินสอน; นวพล ประสิทธิเมตต์; พีระศักดิ์ มโนทาที่มา: จำนวนผู้สูงอายุไทย มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาความเสื่อมถอยของร่างกาย และเสี่ยงต่อการล้มตามมาได้ ซึ่งพบว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการล้ม คือ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา วัตถุประสงค์: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อทดสอบความสามารถของการทดสอบการลุกนั่ง 5 ครั้ง (five times sit to stand test; FTSST) ในการทำนายความเสี่ยงต่อการล้มในผู้สูงอายุโดยพิจารณาจากค่าตัดแบ่ง (cut off score) ค่าความไว (sensitivity) ค่าความจำเพาะ (specificity) วัตถุประสงค์รอง เพื่อเปรียบเทียบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาระหว่างผู้สูงอายุที่มีประวัติการล้ม และไม่ล้ม วิธีการ: ผู้เข้าร่วมวิจัยมีทั้งหมด 28 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มล้ม (Faller) 14 คน และกลุ่มไม่ล้ม (Non faller) 14 คน ซึ่งเป็นการถามจำนวนการล้มย้อนหลัง 6 เดือน หลังจากนั้นอาสาสมัครทั้งสองกลุ่มจะได้รับการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา โดยใช้การลุกนั่ง 5 ครั้ง (five times sit to stand test: FTSST) ผลการทดสอบถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติ Receiver Operative Characteristic (ROC) curve และ independent sample t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05 ผลการศึกษา: ในกลุ่มที่ไม่ล้ม ใช้เวลาในการทดสอบ FTSST น้อยกว่ากลุ่มที่ล้มอย่างมีนัยนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.001) และพบว่า อาสาสมัครที่ใช้เวลาในการทดสอบ 11 วินาทีขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการล้ม (ค่าความไวและความจำเพาะ = 85.71) สรุปผลการศึกษา: ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาส่งผลต่อความเสี่ยงต่อการล้มได้ ผลการศึกษาช่วยให้ได้ข้อมูลสำคัญที่สามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการพัฒนาความสามารถทางกายของผู้สูงอายุเพื่อป้องกันการล้มได้
- Itemการทำนายการล้มในผู้สูงอายุโดยใช้การทดสอบลุกนั่ง 5 ครั้งและการทดสอบแบบใหม่(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2014) กานดาภรณ์ เจริญเรือง; จุฬารัตน์ รวมจิต; สุนิสา มงคลดีที่มา: จำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทย มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาความเสื่อมถอยของร่างกาย และเสี่ยงต่อการล้มตามมาได้ ซึ่งพบว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการล้ม คือ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัว และคุณภาพการเดิน วัตถุประสงค์: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทดสอบความสามารถของการทดสอบ TTSWT เปรียบเทียบกับการทดสอบมาตรฐาน คือ การทดสอบ FTSST ในการทำนายความเสี่ยงต่อการล้มในผู้สูงอายุ โดยใช้คำตัดแบ่งค่าความไว ค่าความจำเพาะ และพื้นที่ใต้กราฟ (AUC) วิธีการ: ผู้เข้าร่วมวิจัยมีทั้งหมด 70 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มล้ม 35 คน และกลุ่มไม่ล้ม 35 คน จากวิธีการสัมภาษณ์ประวัติการล้มย้อนหลัง 6 เดือน หลังจากนั้นอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม จะได้รับการทดสอบ TTSWT และ FTSST ผลการทดสอบถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติ Receiver-operating characteristic (ROC) curve โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05 ผลการศึกษา: อาสาสมัครที่ใช้เวลาในการทดสอบ TTSWT ตั้งแต่ 12.22 วินาทีขึ้นไป (ความไวและความจำเพาะ = 80.00% และ 85.71% ตามลำดับ) และ FTSST ตั้งแต่ 9.01 วินาทีขึ้นไป (ความไวและความจำเพาะ = 71.43% และ 77.14% ตามลำดับ) มีความเสี่ยงต่อการล้ม และพบว่า การทดสอบ TTSWT มีความสามารถในการทำนายการล้มได้ดีกว่า FTSST สรุปผลการศึกษา: ในกลุ่มที่ล้มมีความสามารถทางกายที่ต่ำกว่ากลุ่มไม่ล้ม (p<0.01) และผู้สูงอายุที่ใช้เวลาในการทดสอบ TTSWT ตั้งแต่ 12.22 วินาทีขึ้นไป บ่งชี้ถึง การมีความเสี่ยงต่อการล้ม
- Itemการประเมินการยศาสตร์และความเจ็บปวดของวัยรุ่นที่เสี่ยงต่อการติดสมาร์ทโฟน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2017) ฐาปนี สุวรรณรังษี; วีรภา กระเทศการใช้สมาร์ทโฟนพบมากในกลุ่มวัยรุ่น ความต่อเนื่องของการใช้งานสมาร์ทโฟน และระยะเวลาที่ใช้อย่างยาวนานอาจทำให้เกิดท่าทางที่ไม่เหมาะสม และส่งผลเสียต่อกล้ามเนื้อได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการยศาสตร์ของการใช้สมาร์ทโฟนและขีดกลั้นระดับความรู้สึกเจ็บปวด (Pressure Pain Thresholds , PPT) ในกลุ่มวัยรุ่น อาสาสมัคร จำนวน 39 ราย อายุระหว่าง 12-18 ปี แบ่งอาสาสมัครเป็นสองกลุ่ม โดยใช้แบบประเมินพฤติกรรมการติดสมาร์ทโฟน แบ่งเข้ากลุ่มเสี่ยง (n=18) และกลุ่มที่ไม่เสี่ยงต่อการติดการใช้สมาร์ทโฟน (n=21) อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มได้รับคำแนะนำให้นั่งเล่นสมาร์ทโฟนนาน 30 นาที อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มได้รับการประเมิน RULA และ PPT ทั้งก่อนและหลังการใช้สมาร์ทโฟน ใช้สถิติ Independent t-test และ Mann-whitney and u-test ในการวิเคราะห์สถิติของ RULA และ PPT ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่า ก่อนและหลังนั่งเล่นสมาร์ทโฟน 30 นาที กลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดสมาร์ทโฟนมี PPT ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.009) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้ง PPT และ RULA (p=0.54,0.238) สรุปผลการศึกษา การใช้สมาร์ทโฟนในท่านั่งอย่างต่อเนื่องนาน 30 นาที ส่งผลให้เกิดอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อมากขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นตอนต้นที่เสี่ยงต่อการติดสมาร์ทโฟน และเมื่อพิจารณาท่าทางการใช้สมาร์ทโฟนของกลุ่มวัยรุ่นตอนต้น พบว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการยศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ท่าทางการใช้สมาร์ทโฟนของวัยรุ่นอยู่ในระดับ 2 ดังนั้นกลุ่มวัยรุ่นตอนต้นจึงควรได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับท่าทางการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการยศาสตร์และความเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้อตามมา
- Itemการประเมินความสามารถของการทรงตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาในผู้สูงอายุ(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2014) ณัฐรินทร์ แก้วคำแดง; วทัญญู เครืออยู่; เหมือนแข พละสุขวัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ คือ เพื่อประเมินระดับความสามารถในการทรงตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาในผู้สูงอายุ โดยอาสาสมัครเป็นผู้สูงอายุสุขภาพดี อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 84 คน และถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีประวัติการล้ม (n=35) และกลุ่มที่ไม่มีประวัติการล้ม (n=49) โดยการสัมภาษณ์ประวัติการหกล้มย้อนหลัง 6 เดือน จากนั้นอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มจะได้รับการทดสอบ Single Leg Stand with Eyes Open (Eyes Open SLS) เพื่อประเมินการทรงตัวขณะอยู่นิ่ง การทดสอบ Functional Reach Test (FRT) เพื่อประเมินความสามารถในการเคลื่อนไหว การทดสอบ Time Up and Go test (TUGT) เพื่อประเมินความสามารถในการทรงตัวขณะเคลื่อนย้ายตัว และการทดสอบ Five Time Sit to Stand Test (FTSST) เพื่อประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ผลการทดสอบถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติ independent t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสองกลุ่ม โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05 ผลการศึกษาพบว่า ในการทดสอบ TUGT กลุ่มที่มีประวัติการล้มใช้เวลาเฉลี่ยในการทดสอบมากกว่ากลุ่มที่ไม่มีประวัติการล้มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p =0.03) แสดงให้เห็นว่า กลุ่มที่มีประวัติการล้มมีความสามารถในการทรงตัวขณะเคลื่อนย้ายตัวต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่มีประวัติการล้ม ซึ่งอาจทำให้มีภาวะเสี่ยงต่อการหกล้มในอนาคตได้
- Itemการประเมินความสามารถในการทรงตัวในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2015) จารึก ปีติ; ณัฐพงศ์ กาศเมฆ; ยุทธศักดิ์ มุ่งมาตรที่มา: ภาวะแทรกซ้อน เช่น ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างที่ลดลง การเสื่อมของระบบประสาทส่วนปลาย และโรคจอประสาทตา ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการล้มในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินและเปรียบเทียบความสามารถในการทรงตัวของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เทียบกับกลุ่มคนปกติ วิธีการศึกษา: อาสาสมัครที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 30 คน และกลุ่มคนปกติ จำนวน 30 คน มีอายุระหว่าง 50-70 ปี อาสาสมัครทั้งหมดได้ทำการทดสอบความสามารถในการทรงตัวโดยใช้ Time up and Go test ผลการศึกษา: กลุ่มที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีความสามารถในการทรงตัวน้อยกว่ากลุ่มคนปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.00) สรุปผลการศึกษา: กลุ่มที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีอัตราเสี่ยงต่อการล้มในขณะที่คนปกติไม่มีความเสี่ยงต่อการล้ม
- Itemการประเมินความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อขาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2014) ชไมพร สงวนชื่อ; นิตยา สุทธเขตต์; ภานุวัฒน์ สุขมีที่มา ภาวะตื้ออินซูลิน ความบกพร่องของการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ลดลง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่าง วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อขาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 วิธีการ อาสาสมัครทั้งหมด จำนวน 60 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 30 คน และกลุ่มคนปกติ จำนวน 30 คน อาสาสมัครทั้งหมดได้รับการทดสอบโดยใช้การจับเวลาในการลุกยืน 10 ครั้ง (sit-to-stand-to-sit test for 10 repetitions; STS10) เพื่อประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทดสอบจำนวนครั้งในการลุกขึ้นยืนภายในเวลา 60 วินาที (sit-to-stand-to-sit test for 60 seconds; STS60) เพื่อประเมินความทนทานของกล้ามเนื้อขา ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาน้อยกว่ากลุ่มคนปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.04) นอกจากนี้ยัง พบว่า ความทนทานของกล้ามเนื้อขาของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 น้อยกว่ากลุ่มคนปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.02) สรุปผลการศึกษา ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อขาน้อยกว่ากลุ่มคนปกติ ดังนั้น ควรแนะนำโปรแกรมการออกกำลังกายที่เพิ่มความแข็งแรงและความทนทานให้กับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
- Itemการประเมินความแปรปรวนของการเต้นของหัวใจและการทำงานของเซลล์เอนโดทีเลียมในวัยรุ่นหญิงที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกินและอ้วน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) รัชนีกร มอญกุดเลาะ; วัลภา เทพพิทักษ์; สาคร แก้วมาที่มาและความสำคัญ: ความชุกของภาวะน้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วนในวัยรุ่นไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โรคอ้วนเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ และการทำงานของเซลล์เอนโดทีเลียมที่ผิดปกติ วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ และการทำงานของเซลล์เอนโดทีเลียมในวัยรุ่นหญิงที่มีน้ำหนักเกิน/อ้วน วิธีการศึกษา: ทำการศึกษาในวัยรุ่นหญิง อายุระหว่าง 18-24 ปี จำนวน 42 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มน้ำหนักตัวปกติ (21 คน) และกลุ่มที่มีน้ำหนักเกิน/อ้วน (21 คน) อาสาสมัครได้รับประเมินความแปรปรวนของหัวใจ (Heart rate variobility; HRV) ซึ่งสะท้อนการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ เป็นเวลา 5 นาที และประเมินทำงานของเซลล์เอนโดทีเลียม โดย Dundee step test เป็นเวลา 5 นาที ซึ่งทำการประเมินระดับความดันโลหิต และ HRV ก่อนและหลังการทดสอบทันที ผลการศึกษา: อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มมีค่าความดันสูงสุดขณะหัวใจบีบตัว (Systolic blood pressure; SBP) และความดันสูงสุดขณะหัวใจคลายตัว (Diostolic blood pressure; DBP) และอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นหลังทดสอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า ก่อนการทดสอบกลุ่มที่มีน้ำหนักเกิน/อ้วนมีค่า SBP และ DBP มากกว่ากลุ่มน้ำหนักตัวปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (D<0.05) ขณะที่หลังการทดสอบทั้งสองกลุ่มมีความดันโลหิต และ HRV ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) และไม่พบภาวะ การทำงานของเซลล์เอนโดทีเลียมผิดปกติในอาสาสมัครทั้งสองกลุ่ม สรุปผล วัยรุ่นที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน มีความดันโลหิตขณะพักมากกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติ ซึ่งอาจไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ และความผิดปกติของการทำงานของเซลล์เอนโดทีเลียม
- Itemการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายในกลุ่มนักกีฬาและกลุ่มคนปกติ โดยใช้ระยะทางในการเดินทดสอบ 6 นาที(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2014) กรรณิการ์ สมทราย; ณัฐสินี สิโรจน์สกุล; ธวัชชัย มาสุขการเดินทดสอบ 6 นาที (Six-Minute Walk Test , 6MWWT) เป็นวิธีที่นิยมนำมาใช้ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย ซึ่งเป็นการทดสอบที่มีความหนักระดับเดียวกับการทำกิจวัตรประจำวัน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายระหว่างกลุ่มนักกีฬาและกลุ่มคนปกติ ในมหาวิทยาลัยพะเยา โดยใช้ระยะทางในการเดินทดสอบ 6 นาที จำนวน 60 คน เพศชาย อายุ 18-24 ปี อาสาสมัครที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้าจะได้รับการจำแนกเข้ากลุ่ม แบ่งออกเป็นกลุ่มนักกีฬา (n=30) และกลุ่มคนปกติ (n=30) อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มจะได้รับการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายโดยการเดินทดสอบ 6 นาที โดยประเมินชีพจร และความดันโลหิตทั้งก่อนและหลังการทดสอบ ระยะทางในการเดิน 6 นาที ค่าการใช้พลังงาน และค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุด แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้ สถิติ Independent sample t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มนักกีฬาและกลุ่มคนปกติไม่มีความแตกต่างกันของชีพจร ความดันโลหิตสูงสุดขณะหัวใจบีบตัวและคลายตัวทั้งก่อนและหลังการทดสอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่กลุ่มนักกีฬามีระยะทางในการเดิน 6 นาที ค่าการใช้พลังงาน และค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุดมากกว่ากลุ่มคนปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-0.05) สรุปได้ว่านักกีฬามีประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายที่ดีกว่ากลุ่มคนปกติเมื่อทำการประเมินโดยใช้ระยะทางในการเดินทดสอบ 6 นาที
- Itemการประเมินประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายในผู้ป่วยเบาหวาน โดยการใช้ระยะทางในการเดินทดสอบ 6 นาที(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2014) อริสรา ไชยคำภา; อสมา พัฒนคูหะ; อุษา สาริมาการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายในกลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 เทียบกับกลุ่มคนที่มีสุขภาพดี โดยการใช้ระยะทางในการเดินทดสอบ 6 นาที (Six-Minute Walk Test; 6MWT) ในอาสาสมัครตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา จำนวน 60 คน ซึ่งมีช่วงอายุระหว่าง 50-70 ปี อาสาสมัครที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้าจะได้รับการจำแนกเข้ากลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวาน (n=30) และกลุ่มคนที่มีสุขภาพดี (n=30) อาสาสมัครจะได้ทำการเดินทดสอบ 6 นาที โดยมีการประเมินชีพจรและความดันโลหิตทั้งก่อนและหลังการทดสอบ ระยะทางในการเดิน 6 นาที ค่าการใช้พลังงาน และค่าการใช้ออกซิเจนสุด แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้สถิติ Mann-Whitney U Test ผลการวิจัยพบว่า ในการเดินทดสอบ 6 นาที กลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวาน มีการเปลี่ยนแปลงของชีพจรน้อยกว่ากลุ่มคนที่มีสุขภาพดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และมีความดันโลหิตสูงสุดขณะหัวใจบีบตัวก่อนการทดสอบมากกว่ากลุ่มคนที่มีสุขภาพดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ในขณะที่ค่าความดันโลหิตสูงสุดขณะหัวใจคลายตัว ทั้งก่อนและหลังการทดสอบของทั้ง 2 กลุ่มไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้กลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวาน มีระยะทางในการเดิน 6 นาที ค่าการใช้พลังงาน และค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุดน้อยกว่ากลุ่มคนที่มีสุขภาพดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) สรุปได้ว่าประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายของกลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 น้อยกว่ากลุ่มคนที่มีสุขภาพดีเมื่อทำการประเมินโดยการใช้ระยะทางในการเดินทดสอบ 6 นาที
- Itemการประเมินประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายในผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายและไม่ออกกำลังกายโดยการใช้การเดินทดสอบ 6 นาที(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2015) เบญจลักษณ์ สตอง; วรรณิศา ญานะศรี; อัจฉราพร อุดมสุขการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายในผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายเทียบกับผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกกำลังกาย โดยการใช้ Six-Minute Wolk Test ในอาสมัครผู้สูงอายุ จังหวัดพะเยา จำนวน 60 คน ซึ่งมีช่วงอายุระหว่าง 60-75 ปี อาสาสมัครที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การตัดเข้าจะได้รับการจำแนกเข้ากลุ่ม แบ่งออกเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ออกกำลังกาย (n=30) และกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกกำลังกาย (n=30) อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มจะได้รับการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายโดยการเดินทดสอบ 6 นาที โดยมีการประเมินอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตทั้งก่อนและหลังการทดสอบ ระยะทางในการเดิน 6 นาที ค่าการใช้พลังงาน และค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุด แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายและกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกกำลังกายไม่มีความแตกต่างกันของอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตสูงสุดขณะหัวใจบีบตัว และคลายตัวทั้งก่อนและหลังการทดสอบ ภายหลังการเดินทดสอบ 6 นาที พบว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายมีระยะทางในการเดิน 6 นาที และค่าการใช้พลังงานมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ในขณะที่ค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุดทั้ง 2 กลุ่ม ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p> 0.05) การศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายมีประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกกำลังกายเมื่อทำการประเมินโดยการใช้การเดินทดสอบ 6 นาที
- Itemการประเมินภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยโดยแบบสอบถาม A Simple Questionnaire to Rapidly Diagnose Sarcopenia (SARC-F scores) และสมรรถภาพทางกายภาพในผู้สูงอายุในชุมชน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) กิตติวรา ศิริมาตย์; ฐิติมา สุวรรณรัฐภูมิ; ธนานันท์ วงค์ธิมาความเป็นมาหรือภูมิหลัง: ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย เป็นกลุ่มอาการของโรคผู้สูงอายุที่เกิดขึ้น โดยมีการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงและสมรรถภาพทางร่างกายลดลง วัตถุประสงค์: เพื่อนำแบบสอบถาม A Simple Questionnaire to Rapidly Diagnose Sarcopenia (SARC-F scores) คัดกรองผู้สูงอายุในชุมชนที่มีความเสี่ยงต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย และเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายและสมรรถภาพปอดระหว่างผู้ที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยและผู้ที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อปกติ วิธีการ: คัดกรองภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยโดยใช้แบบสอบถาม SARC-F scores จากนั้นประเมินมวลกล้ามเนื้อด้วยวิธี Mid-arm muscles circumference (MAMC) ประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยการทดสอบ Handgrip strength (HGS) และ Leg dynamometer ประเมินสมรรถภาพทางกายเพื่อบ่งบอกถึงการทรงตัวและการเคลื่อนไหว โดยการทดสอบ Short physical performance battery (SPPB), Time up and go test (TUG), 4-meter gait speed (4MGS) และ Five time sit to stand (5TSTS) การทดสอบสมรรถภาพปอด โดยการทดสอบ Peak Expiratory Flow Rate (PEFR) ผลการศึกษา: ผู้สูงอายุทั้งหมด จำนวน 100 คน มีอายุเฉลี่ยระหว่าง 70.22 ± 6.23 ปี พบความชุกของผู้ที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยร้อยละ 38 (38 คน) และผู้สูงอายุที่มีมวลกล้ามเนื้อปกติร้อยละ 62 (62 คน) ผู้ที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย มีอายุที่เพิ่มมากขึ้น มีประวัติโรคความดันโลหิตสูง ดัชนีมวลกายและมวลกล้ามเนื้อลดลง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สมรรถภาพทางกายและสมรรถภาพปอดต่ำกว่าผู้ที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อปกติ สรุปผลการศึกษา: แบบสอบถามคัดกรองภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยชนิด SARC-F scores มีความสัมพันธ์กับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ มวลกล้ามเนื้อ สมรรถภาพทางกาย และสมรรถภาพปอด ดังนั้นแบบสอบถาม SARC-F scores จึงเป็นแนวทางในการประเมินผู้สูงอายุในชุมชนที่มีความเสี่ยงต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยและมีความบกพร่องในการทำกิจวัตรประจำวัน
- Itemการพัฒนาการทดสอบความทนทานของหัวใจและระบบหายใจโดยใช้การทดสอบการลุกขึ้นยืนและเดินในผู้สูงอายุในชุมชน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2018) สุทธิดา ต่อมสอน; สุพรรณี กองชัยการประเมินความทนทานของระบบหัวใจและหายใจ ช่วยสะท้อนถึงความสามารถในการทำกิจกรรมทางกายหรือการทำหน้าที่ในผู้สูงอายุได้ ปัจจุบันการทดสอบเดิน 6 นาที (six minute walk test; 6MWT) เป็นการทดสอบมาตรฐานและนิยมนำมาใช้ประเมินสมรรถภาพผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้สูงอายุสามารถเดินได้ระยะทางเฉลี่ยประมาณ 400 เมตร แม้ว่าการทดสอบ 6MWT จะได้รับความนิยมใช้ในทางคลินิกอย่างแพร่หลาย แต่ก็มีข้อจำกัดด้านแรงจูงใจของผู้ถูกทดสอบ เกิดการเรียนรู้ และอาจยังไม่สะท้อนการทำงานของกล้ามเนื้อขามากนัก การศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่การทดสอบลุกขึ้นยืน 5 ครั้ง เนื่องจากเป็นงานที่ใช้บ่อยที่สุด และมีโอกาสน้อยที่จะส่งผลให้เกิดความอ่อนล้าของขา มีความสัมพันธ์กับการเดิน balance และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา จึงได้พัฒนาการทดสอบการลุกขึ้นยืน 5 ครั้งแล้วเดิน 400 เมตร (5 Time stand and walk distance test; 5TSWDT) ที่ครอบคลุมการทำงานประสานสัมพันธ์ของระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด และระบบกล้ามเนื้อมากขึ้น ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาการทดสอบ 5TSWDT ในการประเมินความทนทานของระบบหัวใจและหายใจ การศึกษานี้ได้ทำการศึกษาในผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง จำนวน 65 ราย อาสาสมัครได้รับการทดสอบเดิน 6 นาที จากนั้นให้พัก 1 ชั่วโมง เข้ารับการทดสอบ 5TSWDT แล้วนำข้อมูลจากการทดสอบทั้งสองไปหาความสัมพันธ์กัน ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุมีค่าอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ความอิ่มตัวของออกซิเจนในหลอดเลือดระดับความเหนื่อยและระดับการล้าของขาระหว่าง 6MWT และ 5TSWDT หลังการทดสอบทั้งสองมีค่าเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระหว่างกลุ่ม (0>0.05) และพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการทดสอบ 6MWT และการทดสอบ 5TSWDT มีความสัมพัมพันธ์ กันระดับปานกลาง (r= -0.567, p<0.001) การทดสอบทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ไปในทิศทางเดียวกัน สรุปผลการศึกษาการทดสอบ 5TSTWDT สามารถนำไปประเมินความทนทานของหัวใจและระบบหายใจ และสามารถนำไปใช้วัดสมรรถภาพทางกายผู้สูงอายุในชุมชนได้ใกล้เคียงกับ 6MWT
- Itemการพัฒนานวัตกรรมจากผ้าไทยพื้นเมืองเพื่อลดอาการปวดคอ บ่า และหลังส่วนบนในกลุ่มวัยกลางคน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ฐิติรัตน์ กลิ่นหอม; สิริกานต์ บัวลอยลม; อนุวัฒ เยียดยัดที่มาและความสำคัญ: พยาธิสภาพที่พบได้บ่อยในวัยกลางคนซึ่งเป็นวัยทำงาน คือ กลุ่มอาการกล้ามเนื้อคอ บ่า และหลังส่วนบนไม่สมดุล นำมาซึ่งอาการปวดคอ บ่า และไหล่ ซึ่งภาวะดังกล่าวเกิดจากการหดตึงของกล้ามเนื้อกลุ่มลึกของคอทางด้านหลังซึ่งเมื่อถูกดึงเป็นเวลานานจะทำให้ดึงศรีษะมาทางด้านหลังและคางยื่นไปด้านหน้าและทำให้เกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อคอชั้นลึกทางด้านหน้า รวมทั้งมีไหล่งุ้มและหลังค่อม ในปัจจุบันพบว่าการออกกำลังกายกล้ามเนื้อเจาะจงเฉพาะมัด ร่วมกับการปรับท่าทาง เป็นการรักษาที่ให้ผลดี แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาใดที่พัฒนานวัตกรรมเพื่อสวมใส่ปรับท่าทางขณะทำงาน และลดการปวดในภาวะดังกล่าว วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนานวัตกรรมจากผ้าไทยพื้นเมืองที่มีผลต่อระดับความเจ็บปวด ขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกด คุณภาพการนอน มุมองศาของคอ และปรับความยาวของกล้ามเนื้อ pectoralis major วิธีการศึกษา: อาสาสมัครที่มีภาวะกล้ามเนื้อคอ บ่า และหลังส่วนบน ไม่สมดุล ที่มีช่วงอายุ 35 - 59 ปี จำนวน 30 คน ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ด้วยวิธีการสุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม ซึ่งจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการปรับท่าทาง กลุ่มที่ 2 กลุ่มสวมใส่นวัตกรรมซึ่งจะใส่เป็น 2 ชั่วโมงต่อเซต ใส่ 2 เซตต่อวัน ในระหว่างพัก 2 ชั่วโมง กลุ่มที่ 3 กลุ่มออกกำลังกาย ซึ่งออกกำลังกาย 3 วันต่อสัปดาห์ ทั้งสามกลุ่มจะต้องเข้าร่วมโปรแกรมตลอด 4 สัปดาห์ ก่อนการทดลองจะทำการประเมินระดับความเจ็บปวด ขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกดคุณภาพการนอน มุมองศาของคอ แบบสอบถามเพื่อประเมินอาการปวดต้นคอ และความยาวของกล้ามเนื้อ Pectoralis major และทำการประเมินซ้ำ หลังปฏิบัติตามโปรแกรมที่ 2 และ 4 สัปดาห์ ผลการศึกษา: พบว่า หลังจากเข้าร่วมโปรแกรมเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ อาสาสมัครกลุ่มสวมใส่นวัตกรรม มีค่าเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวดลดลง ขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกดเพิ่มขึ้นคุณภาพการนอนดีขึ้น มุมองศาของคอมากขึ้น และความยาวของกล้ามเนื้อ pectordis major มากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) สรุปผลการศึกษา: นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อสวมใส่ขณะทำงานและปรับท่าทาง สามารถลดภาวะศีรษะยื่น ไหลงุ้ม และลดอาการปวด ในอาสาสมัครที่มีภาวะกล้ามเนื้อคอ บ่า และหลังส่วนบน ไม่สมดุลได้
- Itemการพัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์การทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองอย่างง่ายเพื่อบ่งชี้ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยในผู้สูงอายุในชุมชน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) ธัญญลักษณ์ กงไกรราช; มนัสชนก คำลือ; พัทธิราพร อรชรบทนำ: ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment; MCI) เป็นภาวะที่มักพบในผู้สูงอายุเนื่องจากการเสื่อมของระบบต่างๆ ในร่างกาย และสามารถพัฒนาไปเป็นภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ได้ การทดสอบเวลาปฏิกิริยาอย่างง่าย (Simple Reaction Time; SRT) ถูกนำมาใช้เป็นวิธีการวัดกระบวนการประมวลผลข้อมูล ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อม ภาคนิพนธ์นี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและศึกษาความสามารถของการทดสอบ SRT ในการบ่งชี้ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุในชุมชน วิธีการศึกษา: อาสาสมัครอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 65 ราย ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนของจังหวัดพะเยา ได้รับการประเมินภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อม โดยใช้แบบคัดกรอง MMSE – Thai 2002 และ MoCA จากนั้นได้รับการทดสอบเวลาปฏิกิริยาอย่างง่าย โดยใช้แอพพลิเคชันที่ได้พัฒนาขึ้น เวลาจากการทดสอบถูกนำมาวิเคราะห์ เพื่อหาความสัมพันธ์กับการทดสอบมาตรฐาน และหาค่าตัดแบ่งที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากค่าความไว ความจำเพาะ และพื้นที่ใต้กราฟ ผลการศึกษา: กลุ่มที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อม ใช้เวลาในการทดสอบปฏิกิริยาอย่างง่าย นานกว่ากลุ่มที่ไม่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.001) และพบระดับความสัมพันธ์ของผลการทดสอบ SRT และผลการทดสอบจากแบบทดสอบสมองเสื่อมเบื้องต้นฉบับภาษาไทย (MMSE-Thai 2002) แบบทดสอบ MoCA และอายุ มีความสัมพันธ์กันอยู่ในระดับกลางถึงสูง (r = -0.615, r = -0.637, r = 0.708 ตามลำดับ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) และสำหรับ ค่าตัดแบ่งที่เหมาะสมของการทดสอบพบว่า หากใช้เวลาตั้งแต่ 57 วินาทีขึ้นไป จะบ่งชี้ว่ามีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อม (ความไว 71.05%, ความจำเพาะ 66.67%, พื้นที่ใต้กราฟ = 0.79, 95% CI = 0.69 - 0.90) สรุปและอภิปรายผลการศึกษา: การศึกษานี้บ่งชี้ได้ว่า เวลาที่ใช้ในการทดสอบ SRT สามารถบ่งชี้ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุในชุมชนได้ โดยมีค่าตัดแบ่งอยู่ที่ 57 วินาที ผลการศึกษาดังกล่าว อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับตัวผู้สูงอายุเอง และบุคลากรทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานอย่างอาสาสมัครสาธารณสุข สามารถนำค่าตัดแบ่งเวลาปฏิกิริยาอย่างง่าย ไปใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดกรองภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้นได้
- Itemการพัฒนาสมการทำนายความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้าจากการทดสอบยืนเขย่งปลายเท้าในผู้สูงอายุ(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2017) ฟาโรอัล สิทธิมนต์; ศิณัฐตรา จันทร์ซาการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Analytical Research) ในรูปแบบสหสัมพันธ์ (Correlational Research) เพื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้ากับความสามารถในการยืนเขย่งปลายเท้า ความสามารถในการทรงตัวและตัวแปรข้อมูลพื้นฐานทางกายภาพในผู้สูงอายุ โดยอาสาสมัครเป็นผู้สูงอายุสุขภาพดี อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 56 คน (เพศชาย 19 คน และเพศหญิง 37 คน) อาสาสมัครทั้งหมดได้รับการบันทึกค่าตัวแปรพื้นฐานทางกายภาพ ประเมินการทรงตัวขณะอยู่นิ่งด้วยการทดสอบ Single leg stand ขณะหลับตาและลืมตา การทรงตัวขณะเคลื่อนไหวด้วย Functional reach test ทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้าด้วย Push-pull dynamometer และทำการทดสอบการยืนเขย่งปลายเท้า (Standing heel-rise test) ผลการทดสอบถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติ Pearson product moment correlation coefficient เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรการทดสอบ ใช้สถิติ Multiple regression analysis เพื่อหาสมการพยากรณ์ค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้า โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้า (Ankle plantarflexor muscle strength) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับ 1) ข้อมูลพื้นฐานทางกายภาพของอาสามัคร ได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนัก และส่วนสูง (r = 0.458, -0.235, 0.390 และ 0.469 ตามลำดับ) 2) ความสามารถในการทรงตัวขณะเคลื่อนไหว (Dynamic balance) และการทรงตัวขณะอยู่นิ่ง (Static balance) (r = 0.387 และ 0.466 ตามลำดับ) และ 3) กำลังในการทดสอบยืนเขย่งปลายเท้า (Standing heel-rise test) จำนวน 5 ครั้ง (r = 0.563) สามารถสร้างสมการที่สามารถทำนายความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้าจากตัวแปรเพศ เวลาในการทดสอบ Single leg stand ขณะลืมตา และกำลังที่ทำการยืนเขย่งปลายเท้า จำนวน 5 ครั้ง (power of standing heel rise test) ซึ่งมีความสัมพันธ์ในระดับสูง (r = 0.723) โดยมีอำนาจในการทำนาย 52.2 เปอร์เซนต์ และมีค่าความคลาดเคลื่อนในการทำนายเท่ากับ 6.156 กิโลกรัม ผลการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าตัวแปรเพศ การทดสอบ Single leg stand และการทดสอบยืนเขย่งปลายเท้า มีอิทธิพลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้า และนำมาใช้สร้างสมการในการทำนายความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้าในผู้สูงอายุได้