คณะสหเวชศาสตร์
Permanent URI for this collection
Browse
Browsing คณะสหเวชศาสตร์ by Title
Now showing 1 - 20 of 101
Results Per Page
Sort Options
- Itemการคาดการณ์การล้มในผู้สูงอายุโดยใช้การทดสอบมาตรฐานและการทดสอบแบบใหม่(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2014) ขวัญฤทัย อิ่นคำ; ฐิตาพร เผ่าศรีไชย; ธิดารัตน์ สายเขียวที่มา: จำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทย มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาความเสื่อมถอยของร่างกาย และเสี่ยงต่อการล้มตามมาได้ ซึ่งพบว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการล้มคือ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัว และความสามารถในการเดิน วัตถุประสงค์: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการทำนายการล้มของการทดสอบ ในผู้สูงอายุในชุมชนโดยพิจารณาจากคำความไว ค่าความจำเพาะ และพื้นที่ใต้กราฟ วิธีการ : ผู้เข้าร่วมวิจัยมีทั้งหมด 70 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ตามประวัติของการล้มย้อนหลัง 6 เดือน อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มได้รับการทดสอบลุกยืน 3 ครั้ง แล้วเดินไปกลับ 6 เมตร และการทดสอบเดินไปกลับ 6 เมตร ผลการทดสอบถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติ Receiver-operating characteristic (ROC) curve และ: Independent t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p <0.05 ผลการศึกษา: ในกลุ่มที่ไม่ล้ม ใช้เวลาในการทดสอบลุกยืน 3 ครั้ง และเดินไปกลับ 6 เมตร และทดสอบเดินไปกลับ 6 เมตร น้อยกว่ากลุ่มที่ล้มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01 และ p < 0.05 ตามลำดับ) และพบว่า อาสาสมัครที่ใช้เวลาในการทดสอบ 12.22 วินาทีขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการล้ม (ค่าความไวและความจำเพาะของ TTSWT = ร้อยละ 80.00 และ 85.71 ตามลำดับ และค่าความจำเพาะของ TUGT = ร้อยละ 60.00 และ 74.29 ตามลำดับ) สรุปผลการศึกษา: ผลการศึกษาช่วยให้ได้ข้อมูลสำคัญที่สามารถใช้เป็นเกณฑ์ ในการพัฒนาความสามารถทางกายของผู้สูงอายุเพื่อป้องกันการล้มได้
- Itemการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานเปรียบเทียบ ผลของการฝึกการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและการฝึกการออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้านต่อน้ำหนักตัวในผู้ที่เป็นโรคอ้วน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) กมลภัทร โกทา; วิศรุต บุญพรหมโรคอ้วนเป็นภาวะที่ร่างกายสะสมไขมันมากกว่าปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น อายุที่เพิ่มมากขึ้นอาจส่งผลต่อน้ำหนักตัว อาจเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งในประชากรกลุ่มนี้ มีรายงานที่ผ่านกล่าวถึงผลของการออกกำลังกายต่อน้ำหนักตัวในผู้ที่เป็นโรคอ้วน แต่ยังพบว่า มีการรวบรวมวิเคราะห์รายงานยังจำกัดอยู่ ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จังมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสรุปหลักฐานเกี่ยวกับผลของการฝึก aerobic exercise และ resistance exercise ต่อน้ำหนักตัวในผู้ที่มีเป็นโรคอ้วน การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมที่ตีพิมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 2011-2021 เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งถูกสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล PubMed และ Google scholar ผู้วิจัย 2 คนทำการคัดกรองและประเมินคุณภาพงานวิจัยแบบอิสระต่อกัน โดยมีงานวิจัยทั้งหมด 5 เรื่องผ่านเกณฑ์การคัดเข้าและถูกนำมาวิเคราะห์อภิมาน ผลการวิเคราะห์อภิมาน พบว่า ออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน ในระยะเวลาตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี จะมีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักตัวได้ดีกว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (WMD -0.40; 95%CI -0.63, -0.17 P = 0.11) ดังนั้น การศึกษานี้สรุปได้ว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน สามารถลดน้ำตัวหนักตัวในผู้ที่เป็นโรคอ้วนได้ เมื่อเทียบกับกลุ่มการออกกำลังกายแอโรบิกเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจนำผลการศึกษาไปปรับใช้ในการออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายให้เหมาะสมสำหรับทุกเพศทุกวัย อย่างไรก็ตามผลการศึกษาที่ได้ในครั้งนี้เกิดจากการทบทวนวรรณกรรมและวิเคราะห์อภิมานเพียง 5 การศึกษาเท่านั้น สำหรับการศึกษาครั้งต่อไปอาจต้องมีการทบทวนวรรณกรรมหรือทำการศึกษาทดลองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
- Itemการทำนายการล้มในผู้สูงอายุโดยใช้การทดสอบลุกนั่ง 5 ครั้งและการทดสอบแบบใหม่(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2014) กานดาภรณ์ เจริญเรือง; จุฬารัตน์ รวมจิต; สุนิสา มงคลดีที่มา: จำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทย มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาความเสื่อมถอยของร่างกาย และเสี่ยงต่อการล้มตามมาได้ ซึ่งพบว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการล้ม คือ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัว และคุณภาพการเดิน วัตถุประสงค์: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทดสอบความสามารถของการทดสอบ TTSWT เปรียบเทียบกับการทดสอบมาตรฐาน คือ การทดสอบ FTSST ในการทำนายความเสี่ยงต่อการล้มในผู้สูงอายุ โดยใช้คำตัดแบ่งค่าความไว ค่าความจำเพาะ และพื้นที่ใต้กราฟ (AUC) วิธีการ: ผู้เข้าร่วมวิจัยมีทั้งหมด 70 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มล้ม 35 คน และกลุ่มไม่ล้ม 35 คน จากวิธีการสัมภาษณ์ประวัติการล้มย้อนหลัง 6 เดือน หลังจากนั้นอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม จะได้รับการทดสอบ TTSWT และ FTSST ผลการทดสอบถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติ Receiver-operating characteristic (ROC) curve โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05 ผลการศึกษา: อาสาสมัครที่ใช้เวลาในการทดสอบ TTSWT ตั้งแต่ 12.22 วินาทีขึ้นไป (ความไวและความจำเพาะ = 80.00% และ 85.71% ตามลำดับ) และ FTSST ตั้งแต่ 9.01 วินาทีขึ้นไป (ความไวและความจำเพาะ = 71.43% และ 77.14% ตามลำดับ) มีความเสี่ยงต่อการล้ม และพบว่า การทดสอบ TTSWT มีความสามารถในการทำนายการล้มได้ดีกว่า FTSST สรุปผลการศึกษา: ในกลุ่มที่ล้มมีความสามารถทางกายที่ต่ำกว่ากลุ่มไม่ล้ม (p<0.01) และผู้สูงอายุที่ใช้เวลาในการทดสอบ TTSWT ตั้งแต่ 12.22 วินาทีขึ้นไป บ่งชี้ถึง การมีความเสี่ยงต่อการล้ม
- Itemการประเมินการยศาสตร์และความเจ็บปวดของวัยรุ่นที่เสี่ยงต่อการติดสมาร์ทโฟน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2017) ฐาปนี สุวรรณรังษี; วีรภา กระเทศการใช้สมาร์ทโฟนพบมากในกลุ่มวัยรุ่น ความต่อเนื่องของการใช้งานสมาร์ทโฟน และระยะเวลาที่ใช้อย่างยาวนานอาจทำให้เกิดท่าทางที่ไม่เหมาะสม และส่งผลเสียต่อกล้ามเนื้อได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการยศาสตร์ของการใช้สมาร์ทโฟนและขีดกลั้นระดับความรู้สึกเจ็บปวด (Pressure Pain Thresholds , PPT) ในกลุ่มวัยรุ่น อาสาสมัคร จำนวน 39 ราย อายุระหว่าง 12-18 ปี แบ่งอาสาสมัครเป็นสองกลุ่ม โดยใช้แบบประเมินพฤติกรรมการติดสมาร์ทโฟน แบ่งเข้ากลุ่มเสี่ยง (n=18) และกลุ่มที่ไม่เสี่ยงต่อการติดการใช้สมาร์ทโฟน (n=21) อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มได้รับคำแนะนำให้นั่งเล่นสมาร์ทโฟนนาน 30 นาที อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มได้รับการประเมิน RULA และ PPT ทั้งก่อนและหลังการใช้สมาร์ทโฟน ใช้สถิติ Independent t-test และ Mann-whitney and u-test ในการวิเคราะห์สถิติของ RULA และ PPT ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่า ก่อนและหลังนั่งเล่นสมาร์ทโฟน 30 นาที กลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดสมาร์ทโฟนมี PPT ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.009) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้ง PPT และ RULA (p=0.54,0.238) สรุปผลการศึกษา การใช้สมาร์ทโฟนในท่านั่งอย่างต่อเนื่องนาน 30 นาที ส่งผลให้เกิดอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อมากขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นตอนต้นที่เสี่ยงต่อการติดสมาร์ทโฟน และเมื่อพิจารณาท่าทางการใช้สมาร์ทโฟนของกลุ่มวัยรุ่นตอนต้น พบว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการยศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ท่าทางการใช้สมาร์ทโฟนของวัยรุ่นอยู่ในระดับ 2 ดังนั้นกลุ่มวัยรุ่นตอนต้นจึงควรได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับท่าทางการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการยศาสตร์และความเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้อตามมา
- Itemการประเมินความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อขาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2014) ชไมพร สงวนชื่อ; นิตยา สุทธเขตต์; ภานุวัฒน์ สุขมีที่มา ภาวะตื้ออินซูลิน ความบกพร่องของการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ลดลง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่าง วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อขาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 วิธีการ อาสาสมัครทั้งหมด จำนวน 60 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 30 คน และกลุ่มคนปกติ จำนวน 30 คน อาสาสมัครทั้งหมดได้รับการทดสอบโดยใช้การจับเวลาในการลุกยืน 10 ครั้ง (sit-to-stand-to-sit test for 10 repetitions; STS10) เพื่อประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทดสอบจำนวนครั้งในการลุกขึ้นยืนภายในเวลา 60 วินาที (sit-to-stand-to-sit test for 60 seconds; STS60) เพื่อประเมินความทนทานของกล้ามเนื้อขา ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาน้อยกว่ากลุ่มคนปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.04) นอกจากนี้ยัง พบว่า ความทนทานของกล้ามเนื้อขาของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 น้อยกว่ากลุ่มคนปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.02) สรุปผลการศึกษา ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อขาน้อยกว่ากลุ่มคนปกติ ดังนั้น ควรแนะนำโปรแกรมการออกกำลังกายที่เพิ่มความแข็งแรงและความทนทานให้กับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
- Itemการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายในกลุ่มนักกีฬาและกลุ่มคนปกติ โดยใช้ระยะทางในการเดินทดสอบ 6 นาที(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2014) กรรณิการ์ สมทราย; ณัฐสินี สิโรจน์สกุล; ธวัชชัย มาสุขการเดินทดสอบ 6 นาที (Six-Minute Walk Test , 6MWWT) เป็นวิธีที่นิยมนำมาใช้ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย ซึ่งเป็นการทดสอบที่มีความหนักระดับเดียวกับการทำกิจวัตรประจำวัน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายระหว่างกลุ่มนักกีฬาและกลุ่มคนปกติ ในมหาวิทยาลัยพะเยา โดยใช้ระยะทางในการเดินทดสอบ 6 นาที จำนวน 60 คน เพศชาย อายุ 18-24 ปี อาสาสมัครที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้าจะได้รับการจำแนกเข้ากลุ่ม แบ่งออกเป็นกลุ่มนักกีฬา (n=30) และกลุ่มคนปกติ (n=30) อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มจะได้รับการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายโดยการเดินทดสอบ 6 นาที โดยประเมินชีพจร และความดันโลหิตทั้งก่อนและหลังการทดสอบ ระยะทางในการเดิน 6 นาที ค่าการใช้พลังงาน และค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุด แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้ สถิติ Independent sample t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มนักกีฬาและกลุ่มคนปกติไม่มีความแตกต่างกันของชีพจร ความดันโลหิตสูงสุดขณะหัวใจบีบตัวและคลายตัวทั้งก่อนและหลังการทดสอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่กลุ่มนักกีฬามีระยะทางในการเดิน 6 นาที ค่าการใช้พลังงาน และค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุดมากกว่ากลุ่มคนปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-0.05) สรุปได้ว่านักกีฬามีประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายที่ดีกว่ากลุ่มคนปกติเมื่อทำการประเมินโดยใช้ระยะทางในการเดินทดสอบ 6 นาที
- Itemการประเมินประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายในผู้ป่วยเบาหวาน โดยการใช้ระยะทางในการเดินทดสอบ 6 นาที(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2014) อริสรา ไชยคำภา; อสมา พัฒนคูหะ; อุษา สาริมาการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายในกลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 เทียบกับกลุ่มคนที่มีสุขภาพดี โดยการใช้ระยะทางในการเดินทดสอบ 6 นาที (Six-Minute Walk Test; 6MWT) ในอาสาสมัครตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา จำนวน 60 คน ซึ่งมีช่วงอายุระหว่าง 50-70 ปี อาสาสมัครที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้าจะได้รับการจำแนกเข้ากลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวาน (n=30) และกลุ่มคนที่มีสุขภาพดี (n=30) อาสาสมัครจะได้ทำการเดินทดสอบ 6 นาที โดยมีการประเมินชีพจรและความดันโลหิตทั้งก่อนและหลังการทดสอบ ระยะทางในการเดิน 6 นาที ค่าการใช้พลังงาน และค่าการใช้ออกซิเจนสุด แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้สถิติ Mann-Whitney U Test ผลการวิจัยพบว่า ในการเดินทดสอบ 6 นาที กลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวาน มีการเปลี่ยนแปลงของชีพจรน้อยกว่ากลุ่มคนที่มีสุขภาพดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และมีความดันโลหิตสูงสุดขณะหัวใจบีบตัวก่อนการทดสอบมากกว่ากลุ่มคนที่มีสุขภาพดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ในขณะที่ค่าความดันโลหิตสูงสุดขณะหัวใจคลายตัว ทั้งก่อนและหลังการทดสอบของทั้ง 2 กลุ่มไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้กลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวาน มีระยะทางในการเดิน 6 นาที ค่าการใช้พลังงาน และค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุดน้อยกว่ากลุ่มคนที่มีสุขภาพดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) สรุปได้ว่าประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายของกลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 น้อยกว่ากลุ่มคนที่มีสุขภาพดีเมื่อทำการประเมินโดยการใช้ระยะทางในการเดินทดสอบ 6 นาที
- Itemการประเมินภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยโดยแบบสอบถาม A Simple Questionnaire to Rapidly Diagnose Sarcopenia (SARC-F scores) และสมรรถภาพทางกายภาพในผู้สูงอายุในชุมชน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) กิตติวรา ศิริมาตย์; ฐิติมา สุวรรณรัฐภูมิ; ธนานันท์ วงค์ธิมาความเป็นมาหรือภูมิหลัง: ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย เป็นกลุ่มอาการของโรคผู้สูงอายุที่เกิดขึ้น โดยมีการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงและสมรรถภาพทางร่างกายลดลง วัตถุประสงค์: เพื่อนำแบบสอบถาม A Simple Questionnaire to Rapidly Diagnose Sarcopenia (SARC-F scores) คัดกรองผู้สูงอายุในชุมชนที่มีความเสี่ยงต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย และเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายและสมรรถภาพปอดระหว่างผู้ที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยและผู้ที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อปกติ วิธีการ: คัดกรองภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยโดยใช้แบบสอบถาม SARC-F scores จากนั้นประเมินมวลกล้ามเนื้อด้วยวิธี Mid-arm muscles circumference (MAMC) ประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยการทดสอบ Handgrip strength (HGS) และ Leg dynamometer ประเมินสมรรถภาพทางกายเพื่อบ่งบอกถึงการทรงตัวและการเคลื่อนไหว โดยการทดสอบ Short physical performance battery (SPPB), Time up and go test (TUG), 4-meter gait speed (4MGS) และ Five time sit to stand (5TSTS) การทดสอบสมรรถภาพปอด โดยการทดสอบ Peak Expiratory Flow Rate (PEFR) ผลการศึกษา: ผู้สูงอายุทั้งหมด จำนวน 100 คน มีอายุเฉลี่ยระหว่าง 70.22 ± 6.23 ปี พบความชุกของผู้ที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยร้อยละ 38 (38 คน) และผู้สูงอายุที่มีมวลกล้ามเนื้อปกติร้อยละ 62 (62 คน) ผู้ที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย มีอายุที่เพิ่มมากขึ้น มีประวัติโรคความดันโลหิตสูง ดัชนีมวลกายและมวลกล้ามเนื้อลดลง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สมรรถภาพทางกายและสมรรถภาพปอดต่ำกว่าผู้ที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อปกติ สรุปผลการศึกษา: แบบสอบถามคัดกรองภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยชนิด SARC-F scores มีความสัมพันธ์กับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ มวลกล้ามเนื้อ สมรรถภาพทางกาย และสมรรถภาพปอด ดังนั้นแบบสอบถาม SARC-F scores จึงเป็นแนวทางในการประเมินผู้สูงอายุในชุมชนที่มีความเสี่ยงต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยและมีความบกพร่องในการทำกิจวัตรประจำวัน
- Itemการพัฒนาการทดสอบความทนทานของหัวใจและระบบหายใจโดยใช้การทดสอบการลุกขึ้นยืนและเดินในผู้สูงอายุในชุมชน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2018) สุทธิดา ต่อมสอน; สุพรรณี กองชัยการประเมินความทนทานของระบบหัวใจและหายใจ ช่วยสะท้อนถึงความสามารถในการทำกิจกรรมทางกายหรือการทำหน้าที่ในผู้สูงอายุได้ ปัจจุบันการทดสอบเดิน 6 นาที (six minute walk test; 6MWT) เป็นการทดสอบมาตรฐานและนิยมนำมาใช้ประเมินสมรรถภาพผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้สูงอายุสามารถเดินได้ระยะทางเฉลี่ยประมาณ 400 เมตร แม้ว่าการทดสอบ 6MWT จะได้รับความนิยมใช้ในทางคลินิกอย่างแพร่หลาย แต่ก็มีข้อจำกัดด้านแรงจูงใจของผู้ถูกทดสอบ เกิดการเรียนรู้ และอาจยังไม่สะท้อนการทำงานของกล้ามเนื้อขามากนัก การศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่การทดสอบลุกขึ้นยืน 5 ครั้ง เนื่องจากเป็นงานที่ใช้บ่อยที่สุด และมีโอกาสน้อยที่จะส่งผลให้เกิดความอ่อนล้าของขา มีความสัมพันธ์กับการเดิน balance และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา จึงได้พัฒนาการทดสอบการลุกขึ้นยืน 5 ครั้งแล้วเดิน 400 เมตร (5 Time stand and walk distance test; 5TSWDT) ที่ครอบคลุมการทำงานประสานสัมพันธ์ของระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด และระบบกล้ามเนื้อมากขึ้น ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาการทดสอบ 5TSWDT ในการประเมินความทนทานของระบบหัวใจและหายใจ การศึกษานี้ได้ทำการศึกษาในผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง จำนวน 65 ราย อาสาสมัครได้รับการทดสอบเดิน 6 นาที จากนั้นให้พัก 1 ชั่วโมง เข้ารับการทดสอบ 5TSWDT แล้วนำข้อมูลจากการทดสอบทั้งสองไปหาความสัมพันธ์กัน ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุมีค่าอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ความอิ่มตัวของออกซิเจนในหลอดเลือดระดับความเหนื่อยและระดับการล้าของขาระหว่าง 6MWT และ 5TSWDT หลังการทดสอบทั้งสองมีค่าเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระหว่างกลุ่ม (0>0.05) และพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการทดสอบ 6MWT และการทดสอบ 5TSWDT มีความสัมพัมพันธ์ กันระดับปานกลาง (r= -0.567, p<0.001) การทดสอบทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ไปในทิศทางเดียวกัน สรุปผลการศึกษาการทดสอบ 5TSTWDT สามารถนำไปประเมินความทนทานของหัวใจและระบบหายใจ และสามารถนำไปใช้วัดสมรรถภาพทางกายผู้สูงอายุในชุมชนได้ใกล้เคียงกับ 6MWT
- Itemการพัฒนานวัตกรรมจากผ้าไทยพื้นเมืองเพื่อลดอาการปวดคอ บ่า และหลังส่วนบนในกลุ่มวัยกลางคน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ฐิติรัตน์ กลิ่นหอม; สิริกานต์ บัวลอยลม; อนุวัฒ เยียดยัดที่มาและความสำคัญ: พยาธิสภาพที่พบได้บ่อยในวัยกลางคนซึ่งเป็นวัยทำงาน คือ กลุ่มอาการกล้ามเนื้อคอ บ่า และหลังส่วนบนไม่สมดุล นำมาซึ่งอาการปวดคอ บ่า และไหล่ ซึ่งภาวะดังกล่าวเกิดจากการหดตึงของกล้ามเนื้อกลุ่มลึกของคอทางด้านหลังซึ่งเมื่อถูกดึงเป็นเวลานานจะทำให้ดึงศรีษะมาทางด้านหลังและคางยื่นไปด้านหน้าและทำให้เกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อคอชั้นลึกทางด้านหน้า รวมทั้งมีไหล่งุ้มและหลังค่อม ในปัจจุบันพบว่าการออกกำลังกายกล้ามเนื้อเจาะจงเฉพาะมัด ร่วมกับการปรับท่าทาง เป็นการรักษาที่ให้ผลดี แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาใดที่พัฒนานวัตกรรมเพื่อสวมใส่ปรับท่าทางขณะทำงาน และลดการปวดในภาวะดังกล่าว วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนานวัตกรรมจากผ้าไทยพื้นเมืองที่มีผลต่อระดับความเจ็บปวด ขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกด คุณภาพการนอน มุมองศาของคอ และปรับความยาวของกล้ามเนื้อ pectoralis major วิธีการศึกษา: อาสาสมัครที่มีภาวะกล้ามเนื้อคอ บ่า และหลังส่วนบน ไม่สมดุล ที่มีช่วงอายุ 35 - 59 ปี จำนวน 30 คน ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ด้วยวิธีการสุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม ซึ่งจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการปรับท่าทาง กลุ่มที่ 2 กลุ่มสวมใส่นวัตกรรมซึ่งจะใส่เป็น 2 ชั่วโมงต่อเซต ใส่ 2 เซตต่อวัน ในระหว่างพัก 2 ชั่วโมง กลุ่มที่ 3 กลุ่มออกกำลังกาย ซึ่งออกกำลังกาย 3 วันต่อสัปดาห์ ทั้งสามกลุ่มจะต้องเข้าร่วมโปรแกรมตลอด 4 สัปดาห์ ก่อนการทดลองจะทำการประเมินระดับความเจ็บปวด ขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกดคุณภาพการนอน มุมองศาของคอ แบบสอบถามเพื่อประเมินอาการปวดต้นคอ และความยาวของกล้ามเนื้อ Pectoralis major และทำการประเมินซ้ำ หลังปฏิบัติตามโปรแกรมที่ 2 และ 4 สัปดาห์ ผลการศึกษา: พบว่า หลังจากเข้าร่วมโปรแกรมเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ อาสาสมัครกลุ่มสวมใส่นวัตกรรม มีค่าเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวดลดลง ขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกดเพิ่มขึ้นคุณภาพการนอนดีขึ้น มุมองศาของคอมากขึ้น และความยาวของกล้ามเนื้อ pectordis major มากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) สรุปผลการศึกษา: นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อสวมใส่ขณะทำงานและปรับท่าทาง สามารถลดภาวะศีรษะยื่น ไหลงุ้ม และลดอาการปวด ในอาสาสมัครที่มีภาวะกล้ามเนื้อคอ บ่า และหลังส่วนบน ไม่สมดุลได้
- Itemการพัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์การทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองอย่างง่ายเพื่อบ่งชี้ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยในผู้สูงอายุในชุมชน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) ธัญญลักษณ์ กงไกรราช; มนัสชนก คำลือ; พัทธิราพร อรชรบทนำ: ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment; MCI) เป็นภาวะที่มักพบในผู้สูงอายุเนื่องจากการเสื่อมของระบบต่างๆ ในร่างกาย และสามารถพัฒนาไปเป็นภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ได้ การทดสอบเวลาปฏิกิริยาอย่างง่าย (Simple Reaction Time; SRT) ถูกนำมาใช้เป็นวิธีการวัดกระบวนการประมวลผลข้อมูล ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อม ภาคนิพนธ์นี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและศึกษาความสามารถของการทดสอบ SRT ในการบ่งชี้ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุในชุมชน วิธีการศึกษา: อาสาสมัครอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 65 ราย ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนของจังหวัดพะเยา ได้รับการประเมินภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อม โดยใช้แบบคัดกรอง MMSE – Thai 2002 และ MoCA จากนั้นได้รับการทดสอบเวลาปฏิกิริยาอย่างง่าย โดยใช้แอพพลิเคชันที่ได้พัฒนาขึ้น เวลาจากการทดสอบถูกนำมาวิเคราะห์ เพื่อหาความสัมพันธ์กับการทดสอบมาตรฐาน และหาค่าตัดแบ่งที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากค่าความไว ความจำเพาะ และพื้นที่ใต้กราฟ ผลการศึกษา: กลุ่มที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อม ใช้เวลาในการทดสอบปฏิกิริยาอย่างง่าย นานกว่ากลุ่มที่ไม่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.001) และพบระดับความสัมพันธ์ของผลการทดสอบ SRT และผลการทดสอบจากแบบทดสอบสมองเสื่อมเบื้องต้นฉบับภาษาไทย (MMSE-Thai 2002) แบบทดสอบ MoCA และอายุ มีความสัมพันธ์กันอยู่ในระดับกลางถึงสูง (r = -0.615, r = -0.637, r = 0.708 ตามลำดับ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) และสำหรับ ค่าตัดแบ่งที่เหมาะสมของการทดสอบพบว่า หากใช้เวลาตั้งแต่ 57 วินาทีขึ้นไป จะบ่งชี้ว่ามีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อม (ความไว 71.05%, ความจำเพาะ 66.67%, พื้นที่ใต้กราฟ = 0.79, 95% CI = 0.69 - 0.90) สรุปและอภิปรายผลการศึกษา: การศึกษานี้บ่งชี้ได้ว่า เวลาที่ใช้ในการทดสอบ SRT สามารถบ่งชี้ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุในชุมชนได้ โดยมีค่าตัดแบ่งอยู่ที่ 57 วินาที ผลการศึกษาดังกล่าว อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับตัวผู้สูงอายุเอง และบุคลากรทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานอย่างอาสาสมัครสาธารณสุข สามารถนำค่าตัดแบ่งเวลาปฏิกิริยาอย่างง่าย ไปใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดกรองภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยหรือภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้นได้
- Itemการพัฒนาสมการทำนายความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้าจากการทดสอบยืนเขย่งปลายเท้าในผู้สูงอายุ(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2017) ฟาโรอัล สิทธิมนต์; ศิณัฐตรา จันทร์ซาการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Analytical Research) ในรูปแบบสหสัมพันธ์ (Correlational Research) เพื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้ากับความสามารถในการยืนเขย่งปลายเท้า ความสามารถในการทรงตัวและตัวแปรข้อมูลพื้นฐานทางกายภาพในผู้สูงอายุ โดยอาสาสมัครเป็นผู้สูงอายุสุขภาพดี อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 56 คน (เพศชาย 19 คน และเพศหญิง 37 คน) อาสาสมัครทั้งหมดได้รับการบันทึกค่าตัวแปรพื้นฐานทางกายภาพ ประเมินการทรงตัวขณะอยู่นิ่งด้วยการทดสอบ Single leg stand ขณะหลับตาและลืมตา การทรงตัวขณะเคลื่อนไหวด้วย Functional reach test ทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้าด้วย Push-pull dynamometer และทำการทดสอบการยืนเขย่งปลายเท้า (Standing heel-rise test) ผลการทดสอบถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติ Pearson product moment correlation coefficient เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรการทดสอบ ใช้สถิติ Multiple regression analysis เพื่อหาสมการพยากรณ์ค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้า โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้า (Ankle plantarflexor muscle strength) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับ 1) ข้อมูลพื้นฐานทางกายภาพของอาสามัคร ได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนัก และส่วนสูง (r = 0.458, -0.235, 0.390 และ 0.469 ตามลำดับ) 2) ความสามารถในการทรงตัวขณะเคลื่อนไหว (Dynamic balance) และการทรงตัวขณะอยู่นิ่ง (Static balance) (r = 0.387 และ 0.466 ตามลำดับ) และ 3) กำลังในการทดสอบยืนเขย่งปลายเท้า (Standing heel-rise test) จำนวน 5 ครั้ง (r = 0.563) สามารถสร้างสมการที่สามารถทำนายความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้าจากตัวแปรเพศ เวลาในการทดสอบ Single leg stand ขณะลืมตา และกำลังที่ทำการยืนเขย่งปลายเท้า จำนวน 5 ครั้ง (power of standing heel rise test) ซึ่งมีความสัมพันธ์ในระดับสูง (r = 0.723) โดยมีอำนาจในการทำนาย 52.2 เปอร์เซนต์ และมีค่าความคลาดเคลื่อนในการทำนายเท่ากับ 6.156 กิโลกรัม ผลการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าตัวแปรเพศ การทดสอบ Single leg stand และการทดสอบยืนเขย่งปลายเท้า มีอิทธิพลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้า และนำมาใช้สร้างสมการในการทำนายความแข็งแรงของกล้ามเนื้อถีบปลายเท้าในผู้สูงอายุได้
- Itemการพัฒนาสมการทำนายความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าจากการทดสอบการยืนย่อเข่าในผู้สูงอายุ(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2017) พงศ์พนัส เพิ่มการ; กนกวรรณ กันติ๊บการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Analytical research) ในรูปแบบสหสัมพันธ์ (Correlational Research) เพื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่ากับความสามารถในการยืน - ย่อเข่า ความสามารถในการทรงตัว และตัวแปรข้อมูลพื้นฐานทางกายภาพในผู้สูงอายุ โดยอาสาสมัครเป็นผู้สูงอายุสุขภาพดี อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 55 คน (เพศชาย 19 คน และเพศหญิง 36 คน) อาสาสมัครทั้งหมดได้รับการบันทึกค่าตัวแปรพื้นฐานทางกายภาพ ประเมินการทรงตัวขณะอยู่นิ่งด้วยการทดสอบ Single Leg Stand ขณะหลับตาและลืมตา การทรงตัวขณะเคลื่อนไหวด้วย Functional Reach Test ทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าด้วย Hand Held Dynamometer และทำการทดสอบการยืน - ย่อเข่า (Squat Test) ผลการทดสอบถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติ Pearson product moment correlation coefficient เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรการทดสอบ ใช้สถิติ Multiple regression analysis เพื่อหาสมการพยากรณ์ค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่า โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่า (Knee extensor muscle strength) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับ 1. ข้อมูลพื้นฐานทางกายภาพของอาสมัคร ได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนัก และส่วนสูง (r = 0.581, -0.229, 0.338 และ 0.424 ตามลำดับ) 2. ความสามารถในการทรงตัวขณะเคลื่อนไหว (Dynamic balance) และการทรงตัวขณะอยู่นิ่ง (Static balance) (r = 0.277 และ 0.268 ตามลำดับ) และ 3. ความสามารถในการทดสอบยืน - ย่อเข่า (Squat test) จำนวน 10 ครั้ง (r = -0.664) สามารถสร้างสมการที่สามารถทำนายความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าจากตัวแปรเพศ และเวลาที่ทำการยืน - ย่อเข่า 10 ครั้ง (time to complete 10-squat test) ซึ่งมีความสัมพันธ์ในระดับสูง (r = 0.808) โดยมีอำนาจในการทำนาย 65.3 เปอร์เซ็นต์ และมีค่าความคาดเคลื่อนในการทำนายเท่ากับ 6.082 กิโลกรัม ผลการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าตัวแปรเพศ และการทดสอบยืน - ย่อเข่า มีอิทธิพลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดข้อเข่า และนำมาใช้สร้างสมการในการทำนายความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าในผู้สูงอายุได้
- Itemการพัฒนาอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเท้า(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ธิดารัตน์ เจือจาน; พรพิมล วรรณภักดี; สุพรรษา เทพปณะที่มาและความสำคัญ : เท้าและข้อเท้า (Foot and ankle) ทำหน้าที่รับน้ำหนักของร่างกายและส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนที่ หากเท้าและข้อเท้าเกิดปัญหาอาจส่งผลต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ซึ่งการรักษาต้องอาศัยการออกกำลังกาย โดยนักกายภาพบำบัดหรือการออกกำลังกายตามโปรแกรมที่นักกายภาพบำบัดแนะนำด้วยตนเองที่บ้าน ซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อประสิทธิภาพของการรักษา แต่เนื่องด้วยปัจจัยหลายด้านส่งผลให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นการเลือกใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์เพื่อช่วยในการออกกำลังกายข้อเท้าจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ออกกำลังกายต้นแบบสำหรับข้อเท้าได้ตามคุณลักษณะของอุปกรณ์ที่กำหนด (Term of reference) และเพื่อทดสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ (Concurrent Validity) ของอุปกรณ์ในการแสดงผลการวัดมุมการเคลื่อนไหวของข้อเท้า ขั้นตอนการศึกษา : กำหนดผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาตามคุณลักษณะที่กำหนด และทดสอบความเที่ยงตรงเชิงสภาพการพัฒนาทดลอง ทดสอบซ้ำ 130 ครั้ง โดยการสุ่มแบบจับสลาก โดยไม่มีช่วงพักและบันทึกค่าที่ได้ ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์ความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence. IOC) เพื่อวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของอุปกรณ์ และใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's correlation coefficient) เพื่อวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงสภาพของอุปกรณ์โดย กำหนดระดับนัยสำคัญที่ p ≤ 0.05 ผลการศึกษา : อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ได้แก่ พกพาสะดวก มีการแสดงผลช่วงการเคลื่อนไหวของข้อเท้าโดยมีมุมกระดกข้อเท้าขึ้น 20 องศา และมุมถีบปลายเท้าลง 45 องศา สะดวกต่อการใช้งาน ใช้งบประมาณในการผลิตน้อย อุปกรณ์มีความมั่นคง รูปลักษณ์สวยงาม มีปุ่มกดหยุดเพื่อคงค้างในช่วงการเคลื่อนไหวองศานั้น ๆ ที่ต้องการ และมีปุ่มกดหยุดฉุกเฉินเพื่อป้องกันอันตราย ในระดับสูง (I0C=1) ยกเว้น น้ำหนักของอุปกรณ์ (I0C=-1) ในขณะที่อุปกรณ์มีความเที่ยงตรงเชิงสภาพสูง มีค่า ICC ของการกระดกข้อเท้าขึ้น เท่ากับ 0.922 และ ICC ของการกระดกข้อเท้าลง เท่ากับ 0.972 สรุปผลการศึกษา : อุปกรณ์ดันแบบสำหรับออกกำลังกายข้อเท้ามีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของอุปกรณ์และความเที่ยงตรงเชิงสภาพในระดับสูง ทั้งนี้ควรศึกษาในผู้ป่วยต่อไป
- Itemการพัฒนาแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (UP Gel Pack)(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ธนวัฒน์ ยอดถี; เพชรนภา ตันแก้ว; อัญชิสา พูลภักดีที่มาและความสำคัญ: แผ่นเจลประคบร้อนและเย็นเป็นเครื่องมือการรักษาทางกายภาพบำบัดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทางคลินิก ราคาตามท้องตลาดนั้นแตกต่างกันตามยี่ห้อส่วนประกอบส่วนใหญ่นั้นเป็นสารเคมี ไม่มีส่วนผสมของผลิตผลทางธรรมชาติ ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็นที่มีส่วนผสมของแป้งธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการรักษาทางคลินิก วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (ยูพีเจลแพค) ที่มีคุณสมบัติเนื้อเจลและอุณหภูมิที่เหมาะสม สำหรับการรักษาทางคลินิก วิธีการ: พัฒนาแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (ยูพีเจลแพค) โดยนำสารก่อเจลผสมกับแป้งมันสำปะหลัง แป้งข้าวโพด และแป้งข้าวเหนียว หลังจากนั้นนำไปทดสอบลักษณะเนื้อเจลเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ทดสอบการระคายเคือง และทดสอบอุณหภูมิผิวหนัง ตามลำดับ ผลการศึกษา: แผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (ยูพีเจลแพค) มีคุณสมบัติทางกายภาพที่เหมาะสม สามารถกักเก็บอุณหภูมิได้ดี ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง มีผลอุณหภูมิผิวหนังและมีคุณสมบัติไม่แตกต่างจากแผ่นเจลประคบร้อนและเย็นมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) สรุปผลการศึกษา: แผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (ยูพีเจลแพค) มีคุณสมบัติทางกายภาพ การกักเก็บอุณหภูมิ ไม่มีการระคายเคืองต่อผิวหนัง ผลอุณหภูมิผิวหนัง และมีคุณสมบัติเทียบเท่าแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็นมาตรฐาน ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานตามครัวเรือน ราคาย่อมเยา และสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร
- Itemการวิเคราะห์ไคเนมาติคส์ของรยางค์ส่วนบนในผู้ที่เริ่มและผู้ที่มีประสบการณ์ในการปั่นจักรยาน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2016) ฐิตาภรณ์ หงษ์ทอง; บงกช เอื้อทวีสัมพันธ์ที่มา: การออกกำลังกายเป็นกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหวส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ และช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางกายที่ส่งผลให้ระบบต่างๆ ในร่างกายดีขึ้นซึ่งการปั่นจักรยานเป็นออกกำลังกายในระบบแอโรบิกระดับปานกลางอย่างต่อเนื่องซึ่งลักษณะของการปั่นจักรยานต้องก้มตัวและเงยศีรษะเพื่อลดแรงต้านของอากาศตามหลักแอโรไดนามิคส์ ในขณะปั่นจะมีการปรับท่าทางช่วงการเคลื่อนไหวในการวางของข้อไหล่ ข้อศอก และข้อมือ ซึ่งส่งผลต่อความเร็วในการปั่นจักรยาน วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความแตกต่างของไดเนมาติคส์ของรยางค์ส่วนบนในผู้ที่เริ่มและผู้ที่มีประสบการณ์ในการปั่นจักจักรยาน วิธีการศึกษา: อาสาสมัคร จำนวน 30 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยอาสาสมัครกลุ่มที่เริ่มปั่นจักรยาน จำนวน 15 คน และกลุ่มที่มีประสบการณ์ในการปั่นจักรยาน จำนวน 15 คน ทำการบันทึกวิดีโอขณะอาสาสมัครทำการปั่นจักรยานด้วยความเร็วสูงสุด 1 นาที แล้วนำวิดีโอที่ได้เข้าโปรแกรม KINOVEA เพื่อทำการวัดช่วงการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ ข้อศอก ข้อมือ และความเร็วสูงสุดในการปั่นจักรยาน 1 รอบ โดยใช้ Mann-Whitney U test ในการเปรียบเทียบความแตกต่างของไคเนมาติคส์ของรยางค์ส่วนบนของทั้งสองกลุ่ม ผลการศึกษา: พบว่า ในกลุ่มผู้ที่เริ่มและผู้ที่มีประสบการณ์ในการปั่นจักรยานมีช่วงการเคลื่อนไหวที่มากที่สุดของข้อศอกเท่ากับ 150.40±22.37 และ 131.73±17.02 องศา ตามลำดับ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.03) และช่วงการเคลื่อนไหวที่น้อยที่สุดของข้อมือเท่ากับ 159.00±14.68 และ 170.00±10.98 องศา ตามลำดับ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-0.02) ส่วนความเร็วสูงสุดในการปั่นจักรยาน 1 รอบ ของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.45) สรุปผลการศึกษา: ไคเนมาติคส์ของรยางค์ส่วนบนของทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกัน คือ ช่วงการเคลื่อนไหวที่มากที่สุดของข้อศอก และช่วงการเคลื่อนไหวที่น้อยที่สุดของข้อมือ ผลของการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปปรับท่าทาง ให้เหมาะสมและถูกต้องกับสรีรวิทยาของแต่ละบุคคลพร้อมทั้งสามารถเพิ่มความเร็วตามหลักแอร์โรไดนามิคส์ในนักกีฬาที่ต้องการความเร็ว
- Itemการวิเคราะห์ไคเนมาติคส์ของรยางค์ส่วนล่างในผู้ที่เริ่มและผู้ที่มีประสบการณ์ในการปั่นจักรยาน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2016) เจษฎาพงษ์ ปัญญา; สุทัตตา ไตรศรในปัจจุบันการปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายและกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังเป็นกีฬาที่ตื่นเต้นและท้าทายความสามารถของผู้เล่น จะสังเกตเห็นได้ว่ารูปแบบการเคลื่อนไหวของข้อต่อ ระดับความหนัก จังหวะและระดับความสูงของที่นั่งของจักรยานมีความสัมพันธ์ต่อการปั่นจักรยาน และไคเนมาติดส์ของการปั่นจักรยานซึ่งเป็นผลที่เกิดจากลักษณะของการปั่นจักรยาน อัตราการปั่นจักรยาน รูปแบบการเคลื่อนไหวของข้อสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความแตกต่างของไคเนมาติคส์ของรยางค์ส่วนล่างในผู้ที่เริ่มและผู้ที่มีประสบการณ์ในการปั่นจักรยาน โดยอาสาสมัคร จำนวน 30 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ที่เริ่มปั่นจักรยาน จำนวน 15 คน และกลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์ในการปั่นจักรยาน จำนวน 15 คน ทำการบันทึกวิดีโอขณะอาสาสมัครปั่นจักรยานด้วยความเร็วสูงสุด 1 นาที จากนั้นนำวิดีโอเข้าโปรแกรม Kinovea เพื่อทำการวัดช่วงการเคลื่อนไหวของรยางค์ส่วนล่าง และความเร็วสูงสุดในการปั่นจักรยาน 1 รอบ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้ที่เริ่มและกลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์มีช่วงการเคลื่อนไหวที่น้อยที่สุดของข้อเท้าเฉลี่ยเท่ากับ 101.13 ± 16.93 และ 117.13 ± 14.58 องศา ตามลำดับ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.01) ส่วนช่วงการเคลื่อนไหวที่มากที่สุดของข้อสะโพกและความเร็วสูงสุดในการปั่นจักรยาน 1 รอบ ของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.11 และ p = 0.45 ตามลำดับ) สรุปผลการศึกษาในครั้งนี้ คือ ไคเนมาติคส์ของรยางค์ส่วนล่างในกลุ่มผู้ที่เริ่มและกลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์ในการปั่นจักรยานมีความแตกต่างกัน คือ ช่วงการเคลื่อนไหวที่น้อยที่สุดของข้อเท้า ซึ่งสามารถนำผลการศึกษานี้ไปรับใช้ให้มีช่วงการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องและเพิ่มความเร็วในการปั่นจักรยานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยังนำไปปรับใช้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมเตรียมแข่งขันและหลังการแข่งกันได้
- Itemการศึกษาความรู้ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองในจังหวัดพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) วิกานดา ศรีคำ; สุดารัตน์ ศรีวิชัย; อภิญญา ใจหล้าที่มา: โรคหลอดเลือดสมอง เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความบกพร่องของระบบประสาทซึ่งทำให้เกิดอาการอัมพาตและพิการตามมาได้ วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับโรคหลอดเลือดสมอง คือ การป้องกันด้วยการให้ความรู้ โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทในการเผยแพร่ข้อมูลให้แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การศึกษาเกี่ยวกับความรู้ของ อสม. เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองยังมีอยู่อย่างจำกัด วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาระดับความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองของ อสม. ในเขต ตำบลแม่กา จังหวัดพะเยา วิธีการ: อาสาสมัคร จำนวน 114 คน ซึ่งได้ตอบแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับเรื่องโรคหลอดเลือดสมองและการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน ผลการศึกษาและสรุปผลการศึกษา: ผลการศึกษาพบว่า อสม. ส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองอยู่ในระดับสูง รวมทั้งมีพฤติกรรมและการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันที่จะนำไปสู่การป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง อย่างไรก็ตาม ยังมี อสม. จำนวนหนึ่งที่มีความรู้ในประเด็นสำคัญไม่ถูกต้อง การศึกษานี้ทำให้ได้ข้อมูลเบื้องต้นที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่หน่วยงานด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมบทบาทหน้าที่ของ อสม. ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
- Itemการศึกษาความเที่ยงตรงของการทดสอบลุกยืน 3 ครั้งและเดินในผู้สูงอายุ(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2014) กุลจิรา เจิมเฉลิม; ฐิติมา กันทา; ณัฐพัชร์ จันทร์แก้วที่มา: การทดสอบการลุกขึ้นยืน 5 ครั้ง และการทดสอบเดินไปกลับ 6 เมตร เป็นการทดสอบเพื่อประเมินความสามารถในการทรงตัวของผู้สูงอายุ แต่การทดสอบดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมในการตรวจประเมิน ดังนั้นการทดสอบลุกยืน 3 ครั้งและเดิน จึงถูกพัฒนาการขึ้นมา เพื่อให้การประเมินการทรงตัวมีประสิทธิภาพมากขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความเที่ยงตรงของการทดสอบ TTSW วิธีการศึกษา:ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จำนวน 87 คน ได้รับการทดสอบ 3 การทดสอบ ได้แก่ FTSST TUGT และ TTSW โดยทำการทดสอบแต่ละชนิดเป็นจำนวน 3 ครั้ง นำผลที่ได้นำไปวิเคราะห์โดยใช้สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สันเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร FTSST TUGT และ TTSW ผลการศึกษา: พบความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงระหว่าง FTSST และ TTSW มีค่าความสัมพันธ์เท่ากับ 0.883 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) และพบความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงระหว่าง TUGT และ TTSW มีค่าความสัมพันธ์เท่ากับ 0.905 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) สรุปผลการศึกษา: การทดสอบ TTSW เป็นเครื่องมือที่มีความเที่ยงตรงและสามารถนำไปใช้เพื่อประเมินความเสี่ยงในการล้มของผู้สูงอายุได้
- Itemการศึกษาคุณธรรมจริยธรรมในนิสิตกายภาพบำบัด(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2013) ยลนภา มะโนวรรณา; วราภรณ์ โคนพันธ์; วิภาดา ฉัตรพันธ์การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจความคิดเห็นด้านคุณธรรมจริยธรรมของนิสิตกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยพะเยา ที่กำลังศึกษาในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2556 โดยนิสิตกายภาพบำบัด ชั้นปีที่ 1-4 (187 คน) ถูกขอให้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับความเห็นด้านคุณธรรมจริยธรรม ได้แก่ 1) คุณธรรมจริยธรรม-พื้นฐาน 2) คุณธรรมจริยธรรม-ก้าวหน้า 3) คุณธรรมจริยธรรม-เชิงรุก และ 4 ) คุณธรรมจริยธรรม-เป็นเลิศ ข้อมูลคุณธรรมจริยธรรมถูกวิเคราะห์และแสดงผลเป็น 5 ระดับ ได้แก่ น้อยที่สุด น้อย ปานกลาง มาก และมากที่สุด ผลการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยคุณธรรมจริยธรรมทุกประเภทของนิสิตกายภาพบำบัดอยู่ในระดับปานกลางถึงดี ซึ่งผลการศึกษานี้เป็นประโยชน์ในการวางแผนหรือเป็นแนวทางในการสอนนิสิตกายภาพบำบัดให้เป็นผู้มีความรู้และคุณธรรม อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้เป็นเพียงข้อมูลที่ได้จากนิสิตเท่านั้น ดังนั้น การศึกษาครั้งต่อไปควรมีการศึกษาในบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับนิสิตเหล่านี้ (การประเมินแบบ 360 องศา หรือ การประเมินจากหลายแหล่ง) เช่น อาจารย์ เจ้าหน้าที่ หรือเพื่อนร่วมชั้น