Browse
Recent Submissions
- Itemการพัฒนานวัตกรรมจากผ้าไทยพื้นเมืองเพื่อลดอาการปวดคอ บ่า และหลังส่วนบนในกลุ่มวัยกลางคน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ฐิติรัตน์ กลิ่นหอม; สิริกานต์ บัวลอยลม; อนุวัฒ เยียดยัดที่มาและความสำคัญ: พยาธิสภาพที่พบได้บ่อยในวัยกลางคนซึ่งเป็นวัยทำงาน คือ กลุ่มอาการกล้ามเนื้อคอ บ่า และหลังส่วนบนไม่สมดุล นำมาซึ่งอาการปวดคอ บ่า และไหล่ ซึ่งภาวะดังกล่าวเกิดจากการหดตึงของกล้ามเนื้อกลุ่มลึกของคอทางด้านหลังซึ่งเมื่อถูกดึงเป็นเวลานานจะทำให้ดึงศรีษะมาทางด้านหลังและคางยื่นไปด้านหน้าและทำให้เกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อคอชั้นลึกทางด้านหน้า รวมทั้งมีไหล่งุ้มและหลังค่อม ในปัจจุบันพบว่าการออกกำลังกายกล้ามเนื้อเจาะจงเฉพาะมัด ร่วมกับการปรับท่าทาง เป็นการรักษาที่ให้ผลดี แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาใดที่พัฒนานวัตกรรมเพื่อสวมใส่ปรับท่าทางขณะทำงาน และลดการปวดในภาวะดังกล่าว วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนานวัตกรรมจากผ้าไทยพื้นเมืองที่มีผลต่อระดับความเจ็บปวด ขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกด คุณภาพการนอน มุมองศาของคอ และปรับความยาวของกล้ามเนื้อ pectoralis major วิธีการศึกษา: อาสาสมัครที่มีภาวะกล้ามเนื้อคอ บ่า และหลังส่วนบน ไม่สมดุล ที่มีช่วงอายุ 35 - 59 ปี จำนวน 30 คน ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ด้วยวิธีการสุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม ซึ่งจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการปรับท่าทาง กลุ่มที่ 2 กลุ่มสวมใส่นวัตกรรมซึ่งจะใส่เป็น 2 ชั่วโมงต่อเซต ใส่ 2 เซตต่อวัน ในระหว่างพัก 2 ชั่วโมง กลุ่มที่ 3 กลุ่มออกกำลังกาย ซึ่งออกกำลังกาย 3 วันต่อสัปดาห์ ทั้งสามกลุ่มจะต้องเข้าร่วมโปรแกรมตลอด 4 สัปดาห์ ก่อนการทดลองจะทำการประเมินระดับความเจ็บปวด ขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกดคุณภาพการนอน มุมองศาของคอ แบบสอบถามเพื่อประเมินอาการปวดต้นคอ และความยาวของกล้ามเนื้อ Pectoralis major และทำการประเมินซ้ำ หลังปฏิบัติตามโปรแกรมที่ 2 และ 4 สัปดาห์ ผลการศึกษา: พบว่า หลังจากเข้าร่วมโปรแกรมเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ อาสาสมัครกลุ่มสวมใส่นวัตกรรม มีค่าเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวดลดลง ขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกดเพิ่มขึ้นคุณภาพการนอนดีขึ้น มุมองศาของคอมากขึ้น และความยาวของกล้ามเนื้อ pectordis major มากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) สรุปผลการศึกษา: นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อสวมใส่ขณะทำงานและปรับท่าทาง สามารถลดภาวะศีรษะยื่น ไหลงุ้ม และลดอาการปวด ในอาสาสมัครที่มีภาวะกล้ามเนื้อคอ บ่า และหลังส่วนบน ไม่สมดุลได้
- Itemการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานเปรียบเทียบ ผลของการฝึกการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและการฝึกการออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้านต่อน้ำหนักตัวในผู้ที่เป็นโรคอ้วน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) กมลภัทร โกทา; วิศรุต บุญพรหมโรคอ้วนเป็นภาวะที่ร่างกายสะสมไขมันมากกว่าปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น อายุที่เพิ่มมากขึ้นอาจส่งผลต่อน้ำหนักตัว อาจเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งในประชากรกลุ่มนี้ มีรายงานที่ผ่านกล่าวถึงผลของการออกกำลังกายต่อน้ำหนักตัวในผู้ที่เป็นโรคอ้วน แต่ยังพบว่า มีการรวบรวมวิเคราะห์รายงานยังจำกัดอยู่ ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จังมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสรุปหลักฐานเกี่ยวกับผลของการฝึก aerobic exercise และ resistance exercise ต่อน้ำหนักตัวในผู้ที่มีเป็นโรคอ้วน การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมที่ตีพิมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 2011-2021 เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งถูกสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล PubMed และ Google scholar ผู้วิจัย 2 คนทำการคัดกรองและประเมินคุณภาพงานวิจัยแบบอิสระต่อกัน โดยมีงานวิจัยทั้งหมด 5 เรื่องผ่านเกณฑ์การคัดเข้าและถูกนำมาวิเคราะห์อภิมาน ผลการวิเคราะห์อภิมาน พบว่า ออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน ในระยะเวลาตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี จะมีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักตัวได้ดีกว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (WMD -0.40; 95%CI -0.63, -0.17 P = 0.11) ดังนั้น การศึกษานี้สรุปได้ว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน สามารถลดน้ำตัวหนักตัวในผู้ที่เป็นโรคอ้วนได้ เมื่อเทียบกับกลุ่มการออกกำลังกายแอโรบิกเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจนำผลการศึกษาไปปรับใช้ในการออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายให้เหมาะสมสำหรับทุกเพศทุกวัย อย่างไรก็ตามผลการศึกษาที่ได้ในครั้งนี้เกิดจากการทบทวนวรรณกรรมและวิเคราะห์อภิมานเพียง 5 การศึกษาเท่านั้น สำหรับการศึกษาครั้งต่อไปอาจต้องมีการทบทวนวรรณกรรมหรือทำการศึกษาทดลองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
- Itemการพัฒนาอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเท้า(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ธิดารัตน์ เจือจาน; พรพิมล วรรณภักดี; สุพรรษา เทพปณะที่มาและความสำคัญ : เท้าและข้อเท้า (Foot and ankle) ทำหน้าที่รับน้ำหนักของร่างกายและส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนที่ หากเท้าและข้อเท้าเกิดปัญหาอาจส่งผลต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ซึ่งการรักษาต้องอาศัยการออกกำลังกาย โดยนักกายภาพบำบัดหรือการออกกำลังกายตามโปรแกรมที่นักกายภาพบำบัดแนะนำด้วยตนเองที่บ้าน ซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อประสิทธิภาพของการรักษา แต่เนื่องด้วยปัจจัยหลายด้านส่งผลให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นการเลือกใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์เพื่อช่วยในการออกกำลังกายข้อเท้าจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ออกกำลังกายต้นแบบสำหรับข้อเท้าได้ตามคุณลักษณะของอุปกรณ์ที่กำหนด (Term of reference) และเพื่อทดสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ (Concurrent Validity) ของอุปกรณ์ในการแสดงผลการวัดมุมการเคลื่อนไหวของข้อเท้า ขั้นตอนการศึกษา : กำหนดผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาตามคุณลักษณะที่กำหนด และทดสอบความเที่ยงตรงเชิงสภาพการพัฒนาทดลอง ทดสอบซ้ำ 130 ครั้ง โดยการสุ่มแบบจับสลาก โดยไม่มีช่วงพักและบันทึกค่าที่ได้ ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์ความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence. IOC) เพื่อวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของอุปกรณ์ และใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's correlation coefficient) เพื่อวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงสภาพของอุปกรณ์โดย กำหนดระดับนัยสำคัญที่ p ≤ 0.05 ผลการศึกษา : อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ได้แก่ พกพาสะดวก มีการแสดงผลช่วงการเคลื่อนไหวของข้อเท้าโดยมีมุมกระดกข้อเท้าขึ้น 20 องศา และมุมถีบปลายเท้าลง 45 องศา สะดวกต่อการใช้งาน ใช้งบประมาณในการผลิตน้อย อุปกรณ์มีความมั่นคง รูปลักษณ์สวยงาม มีปุ่มกดหยุดเพื่อคงค้างในช่วงการเคลื่อนไหวองศานั้น ๆ ที่ต้องการ และมีปุ่มกดหยุดฉุกเฉินเพื่อป้องกันอันตราย ในระดับสูง (I0C=1) ยกเว้น น้ำหนักของอุปกรณ์ (I0C=-1) ในขณะที่อุปกรณ์มีความเที่ยงตรงเชิงสภาพสูง มีค่า ICC ของการกระดกข้อเท้าขึ้น เท่ากับ 0.922 และ ICC ของการกระดกข้อเท้าลง เท่ากับ 0.972 สรุปผลการศึกษา : อุปกรณ์ดันแบบสำหรับออกกำลังกายข้อเท้ามีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของอุปกรณ์และความเที่ยงตรงเชิงสภาพในระดับสูง ทั้งนี้ควรศึกษาในผู้ป่วยต่อไป
- Itemความสามารถในการรักษาการทรงตัวของคนที่มีภาวะศรีษะยื่นไปข้างหน้าขณะใช้สมาร์ทโฟน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) จีแล่น สะเตียนสีแล่น; พัชรีภรณ์ สุจริยาพรพงศ์; พรนภา กาญจนนิวัฒน์ภาวะศีรษะยื่น (forward head posture ; FHP) เป็นปัญหาเกี่ยวกับการทรงท่าของศีรษะ โดยที่ศีรษะอยู่ในตำแหน่งยื่นไปหน้าต่อข้อไหล่ และการใช้สมาร์ทโฟนเป็นระยะเวลานานและอยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้องถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด FHP ได้ ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาถึงอิทธิพลของภาวะศีรษะยื่นขณะใช้สมาร์ทโฟนต่อความสามารถในการทรงตัว ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนสูญเสียความสามารถในการทรงตัวมากขึ้น ดังนั้น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงความแตกต่างของการรักษาการทรงตัวขณะใช้สมาร์ทโฟนระหว่างผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่มีภาวะศีรษะยื่น และผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่มีท่าทางปกติในอาสาสมัครผู้ใช้สมาร์ทโฟนวัยผู้ใหญ่ตอนต้นที่มี อายุระหว่าง 18 - 25 ปี ทั้งหมด 53 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีภาวะศีรษะยื่น 26 คน และกลุ่มที่มีท่าทางปกติ 27 คน โดยทั้ง 2 กลุ่มได้รับการทดสอบความสามารถในการทรงตัวด้วยเครื่อง Nintendo Wii Balance board ในการวัด Path length sway , Anteroposterior sway และ Mediolateral sway ใช้สถิติ Independent t-test เพื่อหาความแตกต่างของความสามารถในการทรงท่าของอาสามัครที่มีศีรษะยื่นไปด้านหน้า และมีท่าทางปกติ ผลการศึกษาพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่มที่มีภาวะศีรษะยื่นมีค่าเปลี่ยของ Path length sway, Anteroposterior sway และ Mediolateral sway มากกว่ากลุ่มที่มีท่าทางปกติ ดังนั้นสรุปได้ว่า ภาวะศีรษะยื่น ส่งผลต่อความสามารถในการทรงตัวขณะใช้สมาร์ทโฟน
- Itemการเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายระหว่างผู้ใหญ่วัยรุ่นสุขภาพดีและผู้ใหญ่วัยรุ่นหลังจากติดเชื้อโควิด-19(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) กนกพร ใจอด; รัฐนันท์ ซ้อนอาภารัตน์; สิราภรณ์ สุยะภาวะหลังการติดเชื้อโควิด-19 (Post-COVID conditions หรือ Long COVID) คือ อาการหลังการติดเชื้อของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ฟื้นตัวจากการติดเชื้อแต่ยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่โดยอาการส่วนใหญ่ที่มักพบ ได้แก่ เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และหายใจลำบาก ซึ่งอาการเหล่านี้ส่งผลให้สมรรถภาพทางกายของผู้ป่วยกลุ่มนี้ลดลงและเป็นเรื่องยากที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายของผู้ใหญ่วัยรุ่นที่มีสุขภาพดีและผู้ใหญ่วัยรุ่นหลังหายจากการติดเชื้อโควิด-19 โดยศึกษาในอาสาสมัครผู้ใหญ่วัยรุ่นสุขภาพดี จำนวน 25 รายและอาสาสมัครผู้ใหญ่วัยรุ่นหลังจากติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 25 ราย อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มได้รับการทดสอบสมรรถภาพทางกายด้วยการวัดแรงบีบมือ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง และการทดสอบสมรรถภาพทางกายด้วยการเดิน 6 นาที จากผลการศึกษาพบว่า ค่าการทดสอบแรงบีบมือข้างขวาและข้างซ้าย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง และสมรรถภาพทางกายด้วยการเดิน 6 นาที ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มผู้ใหญ่วัยรุ่นสุขภาพดีและกลุ่มผู้ใหญ่วัยรุ่นหลังจากติดเชื้อโควิด-19 (p>0.05) จึงสรุปได้ว่า สมรรถภาพทางกายไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มผู้ใหญ่วัยรุ่นสุขภาพดีและกลุ่มผู้ใหญ่วัยรุ่นหลังจากติดเชื้อโควิด-19