Browse
Recent Submissions
Now showing 1 - 5 of 138
- Itemนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกระตุ้นการรับความรู้สึกกดและช่วยยืดเอ็นร้อยหวาย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) อนุษา รังทะษี; รติภัทร มุณีแก้ว; ราชาวดี ศรีศิษฏิยางกูรนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกายสร้างขึ้น เพื่อเพิ่มความแข็งของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนบนและส่วนล่างของร่างกายและเพิ่มความยืดหยุ่นของเอ็นร้อยหวาย (Calcaneal tendon) ประสิทธิภาพของนวัตกรรมถูกประเมินโดยนักกายภาพบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 13 ข้อ นอกจากนี้ทำการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจออนไลน์ จำนวน 7 ข้อ โดยอาสาสมัครเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 14 คน ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า นวัตกรรมเครื่องออกกำลังกายควรพัฒนาในส่วนของความสามารถในการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความเหมาะสมของต้นทุน การประเมินระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งาน พบว่า ระดับความพึงพอใจเท่ากับ 4.09 ± 0.56 ซึ่งอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก อย่างไรก็ตามการศึกษาครั้งนี้ยังขาดการทดลอใช้จริง ดังนั้นในอนาคตควรศึกษาประสิทธิภาพของนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกายนี้ในอาสาสมัครโดยเฉพาะในผู้ป่วยทางระบบประสาท
- Itemการติดสมาร์ทโฟนในนิสิตกายภาพบำบัดชั้นปีที่ 3-4 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) ณัฐณิชา หนูเอียด; วิภาดา พรมลารักษ์; ศุภรัสมิ์ บำรุงชูสมาร์ทโฟนได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตของมนุษย์ การระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อการดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันและรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ปัจจุบันพบว่า ยังไม่มีการศึกษาความชุกของการติดสมาร์ทโฟนในนิสิตในสถานการณ์การเรียนในรูปแบบออนไลน์ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาการติดสมาร์ทโฟนในนิสิตกายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา การศึกษานี้มีอาสาสมัครเป็นนิสิตกายภาพบำบัดชั้นปีที่ 3-4 จำนวน 111 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนฉบับภาษาไทย (Smartphone Addiction Scale-Thai Short Version; SAS-SV) ในรูปแบบออนไลน์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS Version 17.0 พบว่า มีอาสาสมัครตอบแบบสอบถามจำนวนทั้งหมด 80 คน เป็นเพศชาย 14 คน มีค่าเฉลี่ย THAI-SAS-SV score เท่ากับ 31.00±7.77 คะแนนจากคะแนนเต็ม 60 คะแนน (ช่วงคะแนน 14-43 คะแนน) และเพศหญิง 66 คน มีค่าเฉลี่ย THAI-SAS-SV score เท่ากับ 34.29±7.71 คะแนนจากคะแนนเต็ม 60 คะแนน (ช่วงคะแนน 20-52 คะแนน) เมื่อพิจารณาจากค่าจุดตัดของ THAI-SAS-SV score พบว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟน เป็นเพศชาย จำนวน 9 คน จาก 14 คน คิดเป็น 64.29% และเพศหญิง 37 คน จาก 66 คน คิดเป็น 56.06% เมื่อพิจารณาทั้งเพศชายและหญิง พบว่า จำนวนผู้ที่มีพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเท่ากับ 46 คน จาก 80 คน คิดเป็น 57.5% สรุปได้ว่า การติดสมาร์ทโฟนในนิสิตกายภาพบำบัด ชั้นปีที่ 3-4 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เท่ากับร้อยละ 57.5 ซึ่งมีความชุกอยู่ในระดับสูง
- Itemอิทธิพลของขาข้างถนัดต่อการควบคุมการทรงตัวบนขาเดียวในผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่ได้ออกกำลังกาย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) ธนัญญา เจนช่าง; กชกร บังคมเดช; อิสริยา จินดาธรรมบทนำ: ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของระบบประสาทสั่งการของมนุษย์ เรียกว่า ความถนัด ซึ่งความถนัดคือลักษณะเด่นที่ชัดเจนในการควบคุมการเคลื่อนไหวของมนุษย์ เช่น แต่ละบุคคลสามารถตัดสินใจเลือกขาข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหวเป็นขาข้างถนัด วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินอิทธิพลของขาข้างถนัดต่อการควบคุมการทรงตัวบนขาเดียวในผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่ได้ออกกำลังกาย และผลของความมั่นคงของฟื้นผิวมีผลต่อการควบคุมการทรงตัวบนขาเดียวในผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่ได้ออกกำลังกาย วิธีศึกษา: อาสาสมัครผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่ได้ออกกำลังกาย จำนวน 30 ราย (เพศชาย 9 ราย และเพศหญิง 21 ราย) อาสาสมัครทั้งหมดได้รับการทดสอบการยืนทรงตัวบนขาเดียว (Unipedal stance test; UPST) โดยทำการทดสอบ 1 นาที จำนวนการทดสอบ 3 ครั้ง และพักระหว่างการทดสอบ 5 นาที บันทึกข้อมูลผ่านแอปพลิเดชัน Physics Toolbox Sensor Suite และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Repeated measures ANOVA ผลการศึกษา: ผลของการทรงตัวบนขาข้างถนัดและขาข้างไม่ถนัดพบความแตกต่างกันในทิศทางต่าง ๆ โดยผลของการทรงตัวบนขาข้างถนัดจะมีทิศทางการเคลื่อนที่ในทิศ Anteroposterior และ Mediolateral และผลการทรงตัวบนพื้นผิวที่แตกต่างกันในทุกทิศทางของการเคลื่อนไหว สรุปผลการศึกษา: ขาข้างถนัดและขาข้างไม่ถนัดมีการรักษาสมดุลที่แตกต่างกัน และลักษณะพื้นผิวที่แตกต่างกันสามารถส่งผลต่อการทรงตัว ดังนั้น ความแตกต่างในการควบคุมระบบประสาทและกล้ามเนื้อระหว่างข้าข้างที่ถนัดและไม่ถนัดรวมถึงความมั่นคงของพื้นผิวควรใช้เป็นแนวทางสำหรับการฝึกฝน การป้องกันการบาดเจ็บ และการฟื้นฟูร่างกาย
- Itemการเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและแบบมีแรงต้านต่อการรู้คิดในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) ฤทธิพล แซ่จาง; นารีรัตน์ ซ่านุวรรณกรรมก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าผลเฉียบพลันทั้งการออกกำลังกายแบบแอโรบิก และการออกกำลังกายแบบมีแรงต้านนั้นสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการรู้คิดที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายที่เหมาะสมที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพการรู้คิดยังไม่เป็นที่ชัดเจน ดังนั้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและแบบมีแรงต้านต่อการการรู้คิด อาสาสมัครวัยผู้ใหญ่ตอนต้นที่มีสุขภาพดี จำนวน 30 คน อายุระหว่าง 18-23 ปี อาสาเข้าร่วมการศึกษาวิจัยครั้งนี้ และถูกสุ่มให้อยู่หนึ่งในสามกลุ่ม: กลุ่มออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (RE, n=10) กลุ่มออกกำลังกายแบบแอโรบิก (AE, n=10) หรือกลุ่มควบคุม (CG, n=10) ผู้เข้าร่วมกลุ่มออกกำลังกายแบบแอโรบิก ทำการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ระดับความหนัก ร้อยละ 60-70 ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดเป็นเวลา 30 นาที ในขณะที่กลุ่มออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน ทำการออกกำลังกาย จำนวน 6 ท่า ท่าละ 8 - 12 ครั้ง ออกกำลังกาย 2 ชุด ที่ระดับความหนักร้อยละ 65 ของน้ำหนักสูงสุดที่สามารถยกได้เพียง 1 ครั้ง กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการออกกำลังกาย แต่ได้ดูวิดีโอการออกกำลังกายเป็นเวลา 30 นาที การประเมินความสามารถในการรู้คิดด้วยศักย์ไฟฟ้าสมองสัมพันธ์กับเหตุการณ์ (Event-Related Potential : ERP) ถูกประเมินก่อนและหลังจากออกกำลังกายหรือดูวิดีโอ การออกกำลังกายแบบมีแรงต้านเพียงครั้งเดียวแสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความสูงของคลื่นไฟฟ้าสมอง (Amplitude) P300 เมื่อบันทึกที่ Central (Cz) และตรงกลาง Parietal (Pz) (p=0.005 และ 0.005 ตามลำดับ) ความกว้างของคลื่นไฟฟ้าสมอง (Latency) P300 ที่ส่วนตรงกลาง Frontal (Fz) ก็ดีขึ้นเช่นกัน (p=0.022) นอกจากนี้ กลุ่มออกกำลังกายแบบแอโรบิก (p-0.013) และกลุ่มควบคุม (p-0.009) แสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในความสูงของคลื่นไฟฟ้าสมอง (Amplitude ) P300 ที่ Pz หลังการออกกำลังกายแบบเฉียบพลัน และไม่ออกกำลังกายตามลำดับ กลุ่มออกกำลังกายแบบมีแรงต้านส่งเสริมการเพิ่มขึ้นของความสูงของคลื่นไฟฟ้าสมอง (Ampitude) P300 ศักย์ไฟฟ้าสมองที่สัมพันธ์ต่อเหตุการณ์ (ERP) ที่ Fz มากกว่ากลุ่มออกกำลังกายแบบแอโรบิก และกลุ่มควบคุม (p-0.013 และ 0.011 ตามลำดับ) การออกกำลังกายแบบมีแรงต้านมีแนวโน้มในการเพิ่มการรู้คิดได้ดีกว่ากลุ่มแอโรบิกในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น การออกกำลังกายเพียงครั้งเดียวสามารถเพิ่มการรู้คิดได้ อย่างไรก็ตามควรออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อคงไว้ซึ่งความสามารถการรู้คิด
- Itemประยุกต์ใช้เครื่องเล่นเกมนินเทนโด วี บาลานซ์บอร์ดในการตรวจประเมินความเสี่ยงต่อการล้มของผู้สูงอายุ: การศึกษานำร่อง(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) ปุณณัตถ สืบวงศ์ลี; เทพพิทักษ์ ทองดี; ตันติกร เจียมวิจักษณ์การหกล้ม ถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญในผู้สูงอายุและมีความสัมพัมธ์ต่อความแข็งแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างของผู้สูงอายุ ผู้ทำวิจัยจึงสนใจการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างด้วยเครื่องเล่นเกม Nintendo Wii Balance Board (NWBB) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างที่วัดได้ระหว่างผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการหกล้ม และไม่มีความเสี่ยงต่อการหกล้มที่ประเมินจากการทดสอบการลุกขึ้นยืนจากนั่ง 5 ครั้ง (Five times sit to stand test: FTSST) และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ได้จากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างด้วยเครื่อง Nintendo Wii Balance Board กับตัวแปรที่ได้จากการทดสอบความสามารถทางกายในผู้สูงอายุ อาสาสมัครเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 27 คน (อายุเฉลี่ย 64.70±4.59) โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการหกล้ม 11 คน และกลุ่มที่ไม่มีความเสี่ยงในการหกล้ม 16 คน อาสาสมัครทั้งหมดทำการทดสอบ NWBB, FTSST และ Time up and go test (TUGT) ตามลำดับ ใช้สถิติ Independent sample t-test เพื่อเปรียบเทียบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างด้วยเครื่อง Nintendo Wii Balance Board ระหว่างผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการหกล้มและไม่มีความเสี่ยงต่อการหกล้ม และใช้สถิติ Pearson correlation coefficient เพื่อหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value < 0.05 ผลการทดสอบ Nintendo Wii Balance Board ของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างและร้อยละความแข็งแรงของรยางค์ส่วนล่างเทียบกับน้ำหนักตัว [Percentage of strength to body weight (Strength BW)] พบว่า อาสาสมัครกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการหกล้มมีค่าน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่มีความเสี่ยงในการหกล้มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.01) นอกจากนี้ ยังพบว่า การทดสอบความแข็งแรงของรยางค์ส่วนล่างโดยวัดจาก Nintendo Wii Balance Board (Strength assessed by Nintendo Wii Balance Board) และร้อยละความแข็งแรงของรยางค์ส่วนล่างเทียบกับน้ำหนักตัว (Percentage of strength to body weight) มีความสัมพันธ์เชิงลบในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการทดสอบลุกขึ้นยืนจากนั่ง 5 ครั้ง (FTSST) (r = - 0.724, p = 0.000 และ r = - 0.624, p = 0.001 ตามลำดับ) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าเครื่องเล่นเกมส์ Nintendo Wii Balance Board สามารถนำมาใช้ทดสอบความแข็งแรงของกล้านเนื้อรยางค์ส่วนล่างได้ โดยผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการหกล้มมีความแข็งแรงของรยางค์ส่วนล่างน้อยกว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีควานเสี่ยงต่อการหกล้มนอกจากนี้ยังความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ได้จากการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างด้วยเครื่อง Nintendo Wii Balance Board กับตัวแปรที่วัดได้จาก Five times sit to stand test