Browse
Recent Submissions
Now showing 1 - 5 of 126
- Itemการศึกษาประสิทธิภาพของอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเท้า(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) รัชนี ทองใบ; พรณภา วันสูง; มณีรัตน์ เผ่ากันทะที่มาและความสำคัญ: อุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเท้ารุ่นที่ 1 ออกแบบสำหรับการออกกำลังกายต่อเนื่อง (Continuous passive movement, CPM) ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเลือกทิศทางและองศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้า ที่ต้องการให้ตัวอุปกรณ์เคลื่อนไหวไปในช่วงมุมหรือทิศทางนั้นๆ ได้ อย่างไรก็ตามอุปกรณ์การออกกำลังกายข้อเท้ายังไม่ถูกนำไปทดสอบประสิทธิผลการใช้งาน ทางคณะผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำอุปกรณ์การออกกำลังกาย ข้อเท้าไปทดสอบประสิทธิภาพก่อนที่จะนำไปใช้กับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีองศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้าไม่สุดช่วง วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเท้าในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease) ที่มีองศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้าไม่สุดช่วง วิธีการศึกษา: การวิจัยนี่เป็นการวิจัยเชิงคลินิกแบบ Case report เพื่อเปรียบเทียบองศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้าก่อนและหลังการใช้อุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเท้าในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีองศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้าไม่สุดช่วง โดยก่อนใช้อุปกรณ์จะทำการวัดองศาการเคลื่อนไหวข้อเท้ากระดกขึ้นและกระดกเท้าลง จากนั้นตั้งค่าอุปกรณ์ ให้มากกว่ามุมที่วัดได้ อย่างน้อย 20% อาสาสมัครจะได้รับการช่วยขยับข้อเท้าจำนวน 10 ครั้ง ด้วยเทคนิค Prolonged stretching และให้ออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเท้า ที่จะช่วยกระดกข้อเท้าขึ้นและลง 30 นาที/ครั้ง เป็นแบบ Passive dynamic stretching ทำ 2 ครั้ง/วัน โดยใช้ระยะเวลาในการออกกำลังประมาณ 1 สัปดาห์ (7 วัน) จำนวน 14 ครั้ง โดยที่ผู้วิจัยพบกับอาสาสมัคร จำนวน 3 ครั้ง ในวันที่ 1, วันที่ 3 และ วันสุดท้ายในการเก็บข้อมูล ผลการศึกษา: อาสาสมัครคนที่ 1 มีองศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้าแบบ Active movement และ Passive movement ในท่า Dorsiflexion, Plantar Flexion ของกล้ามเนื้อ Gastrocnemius มีองศาการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และมีองศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้าแบบ Active movement ในท่า Dorsiflexion ของกล้ามเนื้อ Soleus มีองศาการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น อาสาสมัครคนที่ 2 มีองศาการเคลื่อนไหว ของข้อเท้าแบบ Active movement ในท่า Plantar Flexion และ Passive movement ในท่า Dorsiflexion, Plantar Flexion ของกล้ามเนี้อ Gastrocnemius มีองศาการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และมีองศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้าแบบActive movement ในท่า Plantar Flexion และ Passive movement ในท่า Dorsiflexion, Plantar Flexion ของกล้ามเนื้อ Soleus มีองศาการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นสรุปผลการศึกษา: อุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเท้าสามารถช่วยเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้าในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีองศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้าไม่สุดช่วง ในท่า Dorsiflexion และ Plantar Flexion ทั้งแบบ Active และ Passive movement แต่องศาที่เพิ่มขึ้นมากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลของอาสาสมัคร
- Itemผลของหน้ากากอนามัยทางการแพทย์และหน้ากากอนามัยแบบผ้าต่อการทดสอบสมรรถภาพทางกายด้วยการเดิน 6 นาทีในอาสาสมัครสุขภาพดี(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) ฐิติยาภรณ์ พิรุฬห์วรวงศ์; ณัฏฐ์ธิดา เชียงคำ; ภัทรภร โกฏิแก้วการสวมหน้ากากอนามัยเป็นวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อโรคโควิด-19 โดยหน้ากากอนามัยมีหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หน้ากากอนามัยแบบผ้าและหน้ากาก N95 จากรายงานก่อนหน้านี้พบว่า หน้ากากอนามัยส่งผลต่อการทำงานของระบบหายใจ เช่น หายใจลำบาก และมีระดับความหอบเหนื่อยเพิ่มขึ้นเมื่อทำกิจกรรม แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานผลของหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ และหน้ากากอนามัยแบบผ้าต่อสมรรถภาพความทนทานของระบบทางเดินหายใจ และไหลเวียนโลหิตในอาสาสมัครสุขภาพดี ดังนั้นในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ และหน้ากากอนามัยแบบผ้าต่อการทดสอบสมรรถภาพทางกายด้วยการเดิน 6 นาที ในอาสาสมัครสุขภาพดี โดยศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 20 ราย ซึ่งอาสาสมัครจะได้รับการทดสอบสมรรถภาพทางกายด้วยการเดิน 6 นาที โดยอาสาสมัครแต่ละคนจะได้รับการสุ่มลำดับของหน้ากากอนามัย ได้แก่ การไม่สวมหน้ากากอนามัย การสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ และการสวมหน้ากากอนามัยแบบผ้า จากผลการศึกษาพบว่า การไม่สวมหน้ากากอนามัย การสวมหน้ากากอนามัยแบบผ้า และการสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ระดับความเหนื่อย และค่าความอิ่มตัวของฮีโมโกลบินด้วยออกซิเจน (p>0.05) จึงสรุปได้ว่า การไม่สวมหน้ากากอนามัยการสวมหน้ากากอนามัยแบบผ้า และการสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบทางเดินหายใจและไหลเวียนโลหิตจากการทดสอบสมรรถภาพทางกายด้วย การเดิน 6 นาทีในผู้ใหญ่สุขภาพดี
- Itemการศึกษาทดสอบลุกนั่ง 1 นาที เพื่อทำนายความสามารถทางกายในผู้ป่วยหลังติดเชื้อโควิด-19(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) กานดา สินสุวรรณ; ทิพธัญญา เอกผล; ศิรวิสษ์ กิตยาสิงห์สกุลวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาจำนวนครั้งของ 1MSTST ในการใช้เป็นเกณฑ์ทำนายทางคลินิกเพื่อวินิจฉัยความเสื่อมถอยของความสามารถทางกายในผู้ป่วยหลังติดเชื้อ COVID-19 วิธีการศึกษา การศึกษาภาคตัดขวางในผู้ป่วยหลังติดเชื้อโควิด-19 ที่รับการรักษาด้วยการแยกตัวอยู่ที่พัก จำนวน 73 ราย โดยผู้ป่วยหลังติดเชื้อ COVID-19 จะได้รับการแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความสามารถทางกายถดถอย และกลุ่มที่มีความสามารถทางกายปกติ ด้วยการใช้ค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุด (Peak VO2) อันได้จากการทดสอบ 6MWT เป็นตัวจำแนกกลุ่มผู้ป่วย และข้อมูลทางคลินิกจากการตรวจสมรรถภาพปอด จำนวนครั้ง 1MSTST และคะแนนจาก mMRC จะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อศึกษาเกณฑ์ทำนายทางคลินิกของจำนวนครั้ง 1MSTST ด้วย Logistic regression analysis และ Receiver operating characteristics (ROC) curve ซึ่งกำหนดนัยสำคัญทางสถิติ p-Value < 0.05 ผลการศึกษา จำนวนครั้ง 1MSTST ของกลุ่มผู้ป่วยที่มีความสามารถทางกายถดถอยมีค่าจำนวนครั้งน้อยกว่ากลุ่มที่มีความสามารถทางกายปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (29 VS 39.5 p < 0.0001) และพบว่า จำนวนครั้งมีผลต่อการเสื่อมถอยความสามารถทางกายอย่างนัยสำคัญทางสถิติ (Adjusted OR = 0.27; 95% CI 0.09 – 0.77 p = 0.015) และเมื่อพิจารณาความสามารถการทำนายจาก ROC curve มี AUC เท่ากับ 0.9945, 95%CI 0.98-1.00 โดย จำนวนครั้ง 1MSTST ที่ค่า Cut point 36 ครั้ง มีความแม่นยำในการทำนายการเสื่อมถอยความสามารถทางกายได้ และให้ค่า Sensitivity กับ Specificity เท่ากับ 98.3% และ 83.3% ตามลำดับ รวมถึง Positive and Negative likelihood ratio เท่ากับ 50.8 และ 0.1 ตามลำดับ สรุปผลการศึกษา จำนวนครั้ง 1MSTST สามารถใช้เป็นตัวทำนายความเสื่อมถอยของความสามารถทางกายในผู้ป่วยหลังติดเชื้อ COVID-19 ได้ดี โดยพิจารณาใช้จำนวนครั้ง 1MSTST ที่ 36 ครั้ง เป็นเกณฑ์ทำนายการวินิจฉัยผู้ป่วยหลังติดเชื้อ COVID-19 ที่มีความสามารถทางกายถดถอย
- Itemการพัฒนาและทดสอบคุณภาพเครื่องออกกำลังกายข้อเท้าแบบต่อเนื่อง รุ่นที่ 2(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2023) บุษริน กันทา; รมิตา ต๊ะวิชัย; ภูริชญา เพียจันทร์ที่มาและความสำคัญ : เครื่องออกกำลังกายข้อเท้าแบบต่อเนื่อง (Ankle Continuous Passive Motion Device) เป็นอุปกรณ์ที่สามารถส่งเสริมการฟื้นตัวของช่วงการเคลื่อนไหว (ROM) ของข้อต่อปกติและช่วยลดภาระงานของนักกายภาพบำบัดในการฟื้นฟูผู้ป่วย เครื่องออกกำลังกายข้อเท้าแบบต่อเนื่อง รุ่นที่ 1 ที่ได้ผลิตขึ้นก่อนนั้น ยังมีข้อจำกัดหลายประการในการนำไปใช้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหวข้อเท้าที่ไม่สุดช่วงการเคลื่อนไหว ทางคณะผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาเครื่องออกกำลังกายข้อเท้าแบบต่อเนื่องรุ่นที่ 2 นี้ขึ้น วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาเครื่องออกกำลังกายข้อเท้าแบบต่อเนื่องได้ตามคุณลักษณะของเครื่องที่กำหนดภายใต้หลักวิศวกรรมศาสตร์และหลักทางการแพทย์ และเพื่อทดสอบคุณภาพของเครื่องออกกำลังกายข้อเท้าแบบต่อเนื่องต่อการเคลื่อนไหวตามชีวกลศาสตร์ของข้อเท้า ขั้นตอนการศึกษา : การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพัฒนาทดลอง เพื่อพัฒนาและทดสอบคุณภาพของเครื่องออกกำลังกายข้อเท้าแบบต่อเนื่อง รุ่นที่ 2 โดยกำหนดผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ตามคุณลักษณะที่กำหนด (TOR) และทดสอบความเที่ยงตรงเชิงสภาพ (Concurrent Volidity) ด้วยผลมุมการเคลื่อนไหวของเครื่องออกกำลังกายข้อเท้าแบบต่อเนื่องรุ่นที่ 2 และ Goniometer ผลการศึกษา : เครื่องออกกำลังกายข้อเท้าแบบต่อเนื่อง รุ่นที่ 2 ที่พัฒนาขึ้น มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาในระดับสูง (I0C-1) ได้แก่ น้ำหนักเบา ไม่เกิน 5 กิโลกรัม อย่างไรก็ตามคุณสมบัติอื่น ๆ ที่กำหนดยังมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาในระดับต่ำ (I0C<0.5) เนื่องจากอุปกรณ์ไม่มีความเสถียรในการปรับมุมค่าองศา และยังไม่มีความมั่นคงเพียงพอ ในขณะที่อุปกรณ์ มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของการกระดกข้อเท้าขึ้น ถีบปลายเท้าลง บิดหมุนปลายเท้าเข้าด้านใน และบิดหมุนปลายเท้าออกด้านนอก คือ 0.97 9.96 0.98 และ 0.95 ตามลำดับ ซึ่งมีค่าเข้าใกล้ 1 แสดงถึงเครื่องมือมีความเที่ยงตรงเชิงสภาพสูง แต่ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) สรุปผลการศึกษา : เครื่องออกกำลังข้อเท้าแบบต่อเนื่อง รุ่นที่ 2 มีข้อดีอย่างมาก คือ มีน้ำหนักเบา สามารถเคลื่อนไหวได้ 2 ระนาบ อย่างไรก็ตามยังขาดความเสถียรในการปรับองศาการเคลื่อนไหว และบันทึกข้อมูลด้วยหน้าจอดิจิตอล หากมีการพัฒนาต่อยอดให้มีความเสถียรมากขึ้นและนำไปทดสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์ต่อไป จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากต้องนำไปใช้กับผู้ป่วยในชุมชนในอนาคต
- Itemผลของการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเข่าต่ออาการปวดและองศาการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) ณัฐธิดา จิตรำพึง; วรินยุพา ศรีจันทร์; สุทินา คำแสนที่มาและความสำคัญ: โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่พบได้มากที่สุดของโรคข้อเสื่อม เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทำให้มีอาการปวดข้อเข่า บวม กล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอ่อนแรง และข้อเข่าไม่มั่นคง การออกกำลังกายเป็นหนึ่งในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมแบบประคับประคอง ซึ่งจะช่วยลดอาการปวด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของข้อเข่า เช่น การปั่นจักรยานอยู่กับที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อเข่าแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้ข้อเข่าเกิดความมั่นคง รับน้ำหนักได้ดี อาการปวดลดลง เคลื่อนไหวได้ดีขึ้นส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมดีขึ้นตามมา วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเข่าต่ออาการปวด องศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า และคุณภาพชีวิต ในผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม วิธีการศึกษา: กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 28 คน ช่วงอายุ 50-70 ปี แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ด้วยวิธีการสุ่มแบบง่าย กลุ่มละ 14 คน ได้แก่ กลุ่มทดลองซึ่งได้รับการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเข่า และกลุ่มควบคุมซึ่งได้รับการออกกำลังกายข้อเข่าแบบ Strengthening exercise ระยะเวลาในการศึกษา 3 สัปดาห์ อาสาสมัครทุกคนจะได้รับการประเมินระดับความเจ็บปวด ขีดกั้นระดับความรู้สึกเจ็บปวดด้วยแรงกด องศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า และประเมิณคุณภาพชีวิตสำหรับโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยแบบประเมิน The Western Ontario and McMaster Universities Osteoarthritis Index (WOMAC) ฉบับภาษาไทย รวมถึงประเมินระดับความรุนแรงของภาวะข้อเข่าเสื่อมด้วยแบบสอบถามเพื่อคัดกรองอาสาสมัครเข้าร่วมการศึกษา ผลการศึกษา: ผลการทดลองพบว่า ผลเฉียบพลันของการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเข่าและการออกกำลังกายข้อเข่าแบบ Strengthening exercise สามารถลดระดับความเจ็บปวดลงได้ และกลุ่มออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเข่า สามารถเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวใน Active และ Passive ส่วนกลุ่มออกกำลังกายข้อเข่าแบบ Strengthening exercise สามารถเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวได้เพียง Passive ภายหลังการได้รับการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเข่า และการออกกำลังกายข้อเข่าแบบ Strengthening exercise ที่ 3 สัปดาห์ ทั้งสองกลุ่ม สามารถลดระดับความเจ็บปวด เพิ่มองศาการเคลื่อนไหว และมีค่าคะแนน WOMAC ลดลง ซึ่งแสดงถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่มีเพียงระดับขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกดที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเข่า (p<0.05) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า การออกกำลังกายทั้งสองแบบให้ผลในการลดระดับความเจ็บปวด และเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวได้ ไม่มีความแตกต่างกัน แต่พบว่า ระดับขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกดในกลุ่มออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเข่ามีค่าเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มออกกำลังกายข้อเข่าแบบ Strengthening exercise อย่ามีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) สรุปผลการศึกษา: สรุปได้ว่าผลเฉียบพลันของการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเข่า และการออกกำลังกายข้อเข่าแบบ Strengthening exercise ช่วยลดระดับความเจ็บปวด และเพิ่มองศาการเคลื่อนไหว ได้ไม่ต่างกัน สำหรับผลภายหลังออกกำลังกาย 3 สัปดาห์ พบว่า ทั้งสองกลุ่มสามารถลดอาการปวด เพิ่มองศาการเคลื่อนไหวได้ และมีค่าคะแนน WOMAC ลดลง ซึ่งแสดงถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเข่า สามารถเพิ่มขีดกั้นความเจ็บปวดต่อแรงกดได้ดีกว่าการออกกำลังกายข้อเข่าแบบ Strengthening exercise ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภายหลังออกกำลังกายไปแล้ว 3 สัปดาห์ เนื้อเยื่อรอบข้อเข่าของกลุ่มออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายข้อเข่าสามารถรับแรงกระทำได้ดีกว่ากลุ่มออกกำลังกายข้อเข่าแบบ Strengthening exercise