Browse
Recent Submissions
Now showing 1 - 5 of 83
- Itemการพัฒนาแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (UP Gel Pack)(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ธนวัฒน์ ยอดถี; เพชรนภา ตันแก้ว; อัญชิสา พูลภักดีที่มาและความสำคัญ: แผ่นเจลประคบร้อนและเย็นเป็นเครื่องมือการรักษาทางกายภาพบำบัดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทางคลินิก ราคาตามท้องตลาดนั้นแตกต่างกันตามยี่ห้อส่วนประกอบส่วนใหญ่นั้นเป็นสารเคมี ไม่มีส่วนผสมของผลิตผลทางธรรมชาติ ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็นที่มีส่วนผสมของแป้งธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการรักษาทางคลินิก วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (ยูพีเจลแพค) ที่มีคุณสมบัติเนื้อเจลและอุณหภูมิที่เหมาะสม สำหรับการรักษาทางคลินิก วิธีการ: พัฒนาแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (ยูพีเจลแพค) โดยนำสารก่อเจลผสมกับแป้งมันสำปะหลัง แป้งข้าวโพด และแป้งข้าวเหนียว หลังจากนั้นนำไปทดสอบลักษณะเนื้อเจลเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ทดสอบการระคายเคือง และทดสอบอุณหภูมิผิวหนัง ตามลำดับ ผลการศึกษา: แผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (ยูพีเจลแพค) มีคุณสมบัติทางกายภาพที่เหมาะสม สามารถกักเก็บอุณหภูมิได้ดี ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง มีผลอุณหภูมิผิวหนังและมีคุณสมบัติไม่แตกต่างจากแผ่นเจลประคบร้อนและเย็นมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) สรุปผลการศึกษา: แผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (ยูพีเจลแพค) มีคุณสมบัติทางกายภาพ การกักเก็บอุณหภูมิ ไม่มีการระคายเคืองต่อผิวหนัง ผลอุณหภูมิผิวหนัง และมีคุณสมบัติเทียบเท่าแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็นมาตรฐาน ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานตามครัวเรือน ราคาย่อมเยา และสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร
- Itemผลเฉียบพลันของการออกกำลังกายโดยการกระโดดเชือกเท้าคู่ต่อการทรงตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาในนิสิตหญิง(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ธนโชติ ปงยานะ; นันทวัฒน์ จันทร์คำ; ศตรัศมี ตุ้ยขมการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลเฉียบพลันของการฝึกกระโดดเชือกเท้าคู่ต่อการทรงตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาในนิสิตหญิงที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 40 คน อายุเฉลี่ย 20.15 ± 1.39 ปี ทำการสุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มกระโดดเชือกเท้าคู่ 20 คน ทำการกระโดดเชือกตามโปรแกรมเป็นเวลา 25 นาที และกลุ่มควบคุม 20 คน ไม่ได้รับการกระโดดเชือกตามโปรแกรม ซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม ได้รับการทดสอบการทรงตัว และทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาทั้งก่อนและหลังการทดสอบ โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ค่าการทดสอบการทรงตัวและการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่มกระโดดเชือกเท้าคู่หลังจากออกกำลังกาย (p < 0.05) แต่ในกลุ่มควบคุม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ดังนั้นสรุปได้ว่า ผลเฉียบพลันของการกระโดดเชือกเท้าคู่ในนิสิตหญิง มหาวิทยาลัยพะเยา ช่วยให้การทรงตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาดีขึ้น
- Itemผลของการออกกำลังกายโดยการแกว่งแขนต่อระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดในวัยรุ่นเพศหญิงสุขภาพดี(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ธนะชัย พินิจ; พงษ์ปกร ไชยขันธุ์; สิทธิชัย พุ่มราตรีการออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนเป็นการฝึกแบบจีนโบราณที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ และลดปัญหาของระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ลดความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตามการศึกษาผลของการออกกำลังกายโดยการแกว่งแขนที่ผ่านมาส่วนมากทำการศึกษาในผู้สูงอายุ ซึ่งผลของการฝึกอาจมีความแตกต่างกันระหว่างผู้สูงอายุและวัยรุ่น เนื่องจากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า อายุจะมีผลต่อการตอบสนองของระบบหัวใจและหลอดเลือดต่อการออกกำลังกายที่ต่างกัน การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายแบบแกว่งแขนต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด อาสาสมัครวัยรุ่นเพศหญิงสุขภาพดี จำนวน 30 คน อายุระหว่าง 18-25 ปี ถูกแบ่งโดยการสุ่มให้อยู่ในกลุ่มออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน จำนวน 15 คน หรือกลุ่มควบคุม จำนวน 15 คน โดยกลุ่มออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนจะออกกำลังกายเป็นเวลา 4 สัปดาห์ 30 นาที/วัน 3 วัน/สัปดาห์ ในขณะที่กลุ่มควบคุมให้ทำกิจวัตรประจำวันที่ทำตามปกติ ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจและความแปรปรวนของหัวใจจะถูกประเมินก่อนและหลังสิ้นสุดโปรแกรมการออกกำลังกาย 4 สัปดาห์ ภายหลังสิ้นสุดโปรแกรมการออกกำลังกาย พบว่าอาสาสาสมัครกลุ่มออกกำลังกายมีค่าซิสโทลิก ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรมการออกกำลังกาย (p-value < 0.05) การออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนเป็นเวลา 30 นาที/วัน 3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ มีผลในการลด Systolic Blood Pressure
- Itemผลของการเดินถอยหลังต่อการทรงตัวในวัยรุ่นเพศหญิงที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) คณิฏฐ์ษา ดวงปัญญา; ภัคจิรา โลหะภากร; พิชญาภา มงคลสินการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลการเดินถอยหลังต่อการทรงตัวในวัยรุ่นเพศหญิงที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน โดยศึกษาในกลุ่มวัยรุ่นหญิง อายุระหว่าง 18 - 24 ปี และมีค่าดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 23.0-40.0 kg/m2 จำนวน 30 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 15 คน กลุ่มทดลอง 15 คน ในกลุ่มทดลองจะได้รับโปรแกรมการเดินถอยหลัง 15 นาทีต่อวัน 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมจะไม่ได้รับโปรแกรมการฝึกเดินถอยหลัง และใช้ชีวิตประจำวันตามปกติเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ทั้ง 2 กลุ่มจะได้รับการประเมินการทรงตัวขณะอยู่นิ่งโดยการทดสอบการยืนบนขาข้างเดียว (Single Leg Stance) และประเมินการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวโดยการทดสอบการก้าวเท้าหลายทิศทาง (Star Excursion Balance Test; SEBT) ในช่วงก่อนและหลังการทดลอง นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น p < 0.05 ผลการศึกษาพบว่า การทดสอบการยืนบนขาข้างเดียวในขณะลืมตา กลุ่มทดลองมีระยะเวลาในช่วงหลังการทดลองมากกว่าช่วงก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนการทดสอบการยืนบนขาข้างเดียวในขณะหลับตา พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าระยะเวลาในการทดสอบช่วงหลังการทดลองเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการทดลอง และมีค่ามากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การทดสอบการก้าวเท้าหลายทิศทาง พบว่า ผลในการทดสอบในช่วงหลังการทดลองของขาทั้งสองข้างในกลุ่มทดลองมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบช่วงก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีการเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ทิศทาง และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า ในช่วงหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าในการทดสอบของขาข้างขวามากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทิศทางด้านหน้าและด้านหลังค่อนมาทางด้านนอก แต่ทิศทางด้านหลังค่อนมาทางด้านในไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การเดินถอยหลังเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ สามารถเพิ่มการทรงตัวในขณะอยู่นิ่งและขณะเคลื่อนไหวในวัยรุ่นหญิงที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนได้
- Itemผลของการออกกำลังกายด้วยตารางเก้าช่องต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาในผู้สูงอายุ(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ธนกฤต จอมภา; พรรณผกา หน่อทอง; สิริวรินทร์ ปาอ้ายสังคมไทยในปัจจุบันนี้กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เนื่องจากความชราภาพปฏิกิริยาการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ลดลง การเคลื่อนไหวลดลง ความบกพร่องของระบบกระดูกและข้อต่อต่างๆ การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อเมื่ออายุมากขึ้นอาจทำให้เคลื่อนไหวได้น้อยลง และมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ลดลงเช่นกัน ซึ่งมีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการออกกำลังกายจะเป็นวิธีการที่สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลของการออกกำลังกายด้วยตารางเก้าช่องต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา โดยทำการศึกษาในผู้สูงอายุเพศหญิง อายุระหว่าง 60 - 80 ปี จำนวน 18 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified random sampling) แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 9 คน (n=9) และกลุ่มควบคุม 9 คน (ก=9) โดยในกลุ่มทดลองจะได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยตารางเก้าช่องเป็นเวลา 40 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลาทั้งสิ้น 4 สัปดาห์ ทั้งสองกลุ่มจะได้รับการประเมินกำลังกล้ามเนื้อขาด้วยการทดสอบ 30 seconds chair stand test (30 CTS) และการทดสอบโดยใช้เครื่อง Hand held dynamometer (HHD) ในช่วงก่อนการทดลองและหลังการทดลอง ผลการศึกษาพบว่า ในการทดสอบกำลังกล้ามเนื้อขาโดยใช้เครื่อง HHD ในกลุ่มที่ได้รับการออกกำลังกายด้วยตารางเก้าช่องมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขามากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการออกกำลังกายด้วยตารางเก้าช่องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่มกล้ามเนื้องอสะโพก งอเข่า และเหยียดเข่า ส่วนการทดสอบ 30 CTS ไม่มีความแตกต่างกัน (p>0.05) สรุปได้ว่าการออกกำลังกายด้วยตารางเก้าช่องมีผลเพิ่มกำลังกลังกล้ามเนื้อขาในผู้สูงอายุ