Browse
Recent Submissions
- Itemผลทันทีของการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหวร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อแบบคงค้างต่อความคล่องแคล่วและการทรงตัวในผู้ที่เล่นฟุตบอล(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2017) คณิน ปินตา; บุษริน อ้อยกลามฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน การจะประสบความสำเร็จในกีฬาชนิดนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ประกอบด้วย ทักษะด้านเทคนิด กลยุทธ์ สภาพจิตใจ และสมรรถทางกาย เช่น ความแข็งแรง ความคล่องแคล่ว และการทรงตัว การอบอุ่นร่างกายก่อนการเล่นฟุตบอลเป็นที่สิ่งสำคัญ ซึ่งการยืดกล้ามเนื้อจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการอบอุ่นร่างกาย โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ข้อ คือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นกีฬาและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลทันทีของการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหวร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อแบบคงค้างต่อความคล่องแคล่วและการทรงตัวในผู้ที่เล่นฟุตบอล เพศชายที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 30 คน อายุเฉลี่ย 20 ± 1.44 ปี ทำการสุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียวได้รับการฝึกตามโปรแกรมการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหว และกลุ่มที่ยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหวร่วมกับยืดกล้ามเนื้อแบบคงค้าง ได้รับการฝึกตามโปรแกรมการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหวร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อแบบคงค้าง ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มได้รับการทดสอบการทรงตัวและการทดสอบความคล่องแคล่วทั้งก่อนและหลังการยืดกล้ามเนื้อ โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหวร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อแบบคงค้าง ความคล่องแคล่วและการทรงตัว มีค่าดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) แต่ภายหลังการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหวและเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) การศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่า ผลทันทีของการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหวร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อแบบคงค้าง ช่วยให้ความคล่องแคล่วและการทรงตัวดีขึ้น
- Itemนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกระตุ้นการรับความรู้สึกกดและช่วยยืดเอ็นร้อยหวาย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) อนุษา รังทะษี; รติภัทร มุณีแก้ว; ราชาวดี ศรีศิษฏิยางกูรนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกายสร้างขึ้น เพื่อเพิ่มความแข็งของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนบนและส่วนล่างของร่างกายและเพิ่มความยืดหยุ่นของเอ็นร้อยหวาย (Calcaneal tendon) ประสิทธิภาพของนวัตกรรมถูกประเมินโดยนักกายภาพบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 13 ข้อ นอกจากนี้ทำการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจออนไลน์ จำนวน 7 ข้อ โดยอาสาสมัครเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 14 คน ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า นวัตกรรมเครื่องออกกำลังกายควรพัฒนาในส่วนของความสามารถในการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความเหมาะสมของต้นทุน การประเมินระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งาน พบว่า ระดับความพึงพอใจเท่ากับ 4.09 ± 0.56 ซึ่งอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก อย่างไรก็ตามการศึกษาครั้งนี้ยังขาดการทดลอใช้จริง ดังนั้นในอนาคตควรศึกษาประสิทธิภาพของนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกายนี้ในอาสาสมัครโดยเฉพาะในผู้ป่วยทางระบบประสาท
- Itemการติดสมาร์ทโฟนในนิสิตกายภาพบำบัดชั้นปีที่ 3-4 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) ณัฐณิชา หนูเอียด; วิภาดา พรมลารักษ์; ศุภรัสมิ์ บำรุงชูสมาร์ทโฟนได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตของมนุษย์ การระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อการดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันและรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ปัจจุบันพบว่า ยังไม่มีการศึกษาความชุกของการติดสมาร์ทโฟนในนิสิตในสถานการณ์การเรียนในรูปแบบออนไลน์ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาการติดสมาร์ทโฟนในนิสิตกายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา การศึกษานี้มีอาสาสมัครเป็นนิสิตกายภาพบำบัดชั้นปีที่ 3-4 จำนวน 111 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนฉบับภาษาไทย (Smartphone Addiction Scale-Thai Short Version; SAS-SV) ในรูปแบบออนไลน์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS Version 17.0 พบว่า มีอาสาสมัครตอบแบบสอบถามจำนวนทั้งหมด 80 คน เป็นเพศชาย 14 คน มีค่าเฉลี่ย THAI-SAS-SV score เท่ากับ 31.00±7.77 คะแนนจากคะแนนเต็ม 60 คะแนน (ช่วงคะแนน 14-43 คะแนน) และเพศหญิง 66 คน มีค่าเฉลี่ย THAI-SAS-SV score เท่ากับ 34.29±7.71 คะแนนจากคะแนนเต็ม 60 คะแนน (ช่วงคะแนน 20-52 คะแนน) เมื่อพิจารณาจากค่าจุดตัดของ THAI-SAS-SV score พบว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟน เป็นเพศชาย จำนวน 9 คน จาก 14 คน คิดเป็น 64.29% และเพศหญิง 37 คน จาก 66 คน คิดเป็น 56.06% เมื่อพิจารณาทั้งเพศชายและหญิง พบว่า จำนวนผู้ที่มีพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเท่ากับ 46 คน จาก 80 คน คิดเป็น 57.5% สรุปได้ว่า การติดสมาร์ทโฟนในนิสิตกายภาพบำบัด ชั้นปีที่ 3-4 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เท่ากับร้อยละ 57.5 ซึ่งมีความชุกอยู่ในระดับสูง
- Itemอิทธิพลของขาข้างถนัดต่อการควบคุมการทรงตัวบนขาเดียวในผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่ได้ออกกำลังกาย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) ธนัญญา เจนช่าง; กชกร บังคมเดช; อิสริยา จินดาธรรมบทนำ: ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของระบบประสาทสั่งการของมนุษย์ เรียกว่า ความถนัด ซึ่งความถนัดคือลักษณะเด่นที่ชัดเจนในการควบคุมการเคลื่อนไหวของมนุษย์ เช่น แต่ละบุคคลสามารถตัดสินใจเลือกขาข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหวเป็นขาข้างถนัด วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินอิทธิพลของขาข้างถนัดต่อการควบคุมการทรงตัวบนขาเดียวในผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่ได้ออกกำลังกาย และผลของความมั่นคงของฟื้นผิวมีผลต่อการควบคุมการทรงตัวบนขาเดียวในผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่ได้ออกกำลังกาย วิธีศึกษา: อาสาสมัครผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่ได้ออกกำลังกาย จำนวน 30 ราย (เพศชาย 9 ราย และเพศหญิง 21 ราย) อาสาสมัครทั้งหมดได้รับการทดสอบการยืนทรงตัวบนขาเดียว (Unipedal stance test; UPST) โดยทำการทดสอบ 1 นาที จำนวนการทดสอบ 3 ครั้ง และพักระหว่างการทดสอบ 5 นาที บันทึกข้อมูลผ่านแอปพลิเดชัน Physics Toolbox Sensor Suite และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Repeated measures ANOVA ผลการศึกษา: ผลของการทรงตัวบนขาข้างถนัดและขาข้างไม่ถนัดพบความแตกต่างกันในทิศทางต่าง ๆ โดยผลของการทรงตัวบนขาข้างถนัดจะมีทิศทางการเคลื่อนที่ในทิศ Anteroposterior และ Mediolateral และผลการทรงตัวบนพื้นผิวที่แตกต่างกันในทุกทิศทางของการเคลื่อนไหว สรุปผลการศึกษา: ขาข้างถนัดและขาข้างไม่ถนัดมีการรักษาสมดุลที่แตกต่างกัน และลักษณะพื้นผิวที่แตกต่างกันสามารถส่งผลต่อการทรงตัว ดังนั้น ความแตกต่างในการควบคุมระบบประสาทและกล้ามเนื้อระหว่างข้าข้างที่ถนัดและไม่ถนัดรวมถึงความมั่นคงของพื้นผิวควรใช้เป็นแนวทางสำหรับการฝึกฝน การป้องกันการบาดเจ็บ และการฟื้นฟูร่างกาย
- Itemการเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและแบบมีแรงต้านต่อการรู้คิดในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) ฤทธิพล แซ่จาง; นารีรัตน์ ซ่านุวรรณกรรมก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าผลเฉียบพลันทั้งการออกกำลังกายแบบแอโรบิก และการออกกำลังกายแบบมีแรงต้านนั้นสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการรู้คิดที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายที่เหมาะสมที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพการรู้คิดยังไม่เป็นที่ชัดเจน ดังนั้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและแบบมีแรงต้านต่อการการรู้คิด อาสาสมัครวัยผู้ใหญ่ตอนต้นที่มีสุขภาพดี จำนวน 30 คน อายุระหว่าง 18-23 ปี อาสาเข้าร่วมการศึกษาวิจัยครั้งนี้ และถูกสุ่มให้อยู่หนึ่งในสามกลุ่ม: กลุ่มออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (RE, n=10) กลุ่มออกกำลังกายแบบแอโรบิก (AE, n=10) หรือกลุ่มควบคุม (CG, n=10) ผู้เข้าร่วมกลุ่มออกกำลังกายแบบแอโรบิก ทำการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ระดับความหนัก ร้อยละ 60-70 ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดเป็นเวลา 30 นาที ในขณะที่กลุ่มออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน ทำการออกกำลังกาย จำนวน 6 ท่า ท่าละ 8 - 12 ครั้ง ออกกำลังกาย 2 ชุด ที่ระดับความหนักร้อยละ 65 ของน้ำหนักสูงสุดที่สามารถยกได้เพียง 1 ครั้ง กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการออกกำลังกาย แต่ได้ดูวิดีโอการออกกำลังกายเป็นเวลา 30 นาที การประเมินความสามารถในการรู้คิดด้วยศักย์ไฟฟ้าสมองสัมพันธ์กับเหตุการณ์ (Event-Related Potential : ERP) ถูกประเมินก่อนและหลังจากออกกำลังกายหรือดูวิดีโอ การออกกำลังกายแบบมีแรงต้านเพียงครั้งเดียวแสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความสูงของคลื่นไฟฟ้าสมอง (Amplitude) P300 เมื่อบันทึกที่ Central (Cz) และตรงกลาง Parietal (Pz) (p=0.005 และ 0.005 ตามลำดับ) ความกว้างของคลื่นไฟฟ้าสมอง (Latency) P300 ที่ส่วนตรงกลาง Frontal (Fz) ก็ดีขึ้นเช่นกัน (p=0.022) นอกจากนี้ กลุ่มออกกำลังกายแบบแอโรบิก (p-0.013) และกลุ่มควบคุม (p-0.009) แสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในความสูงของคลื่นไฟฟ้าสมอง (Amplitude ) P300 ที่ Pz หลังการออกกำลังกายแบบเฉียบพลัน และไม่ออกกำลังกายตามลำดับ กลุ่มออกกำลังกายแบบมีแรงต้านส่งเสริมการเพิ่มขึ้นของความสูงของคลื่นไฟฟ้าสมอง (Ampitude) P300 ศักย์ไฟฟ้าสมองที่สัมพันธ์ต่อเหตุการณ์ (ERP) ที่ Fz มากกว่ากลุ่มออกกำลังกายแบบแอโรบิก และกลุ่มควบคุม (p-0.013 และ 0.011 ตามลำดับ) การออกกำลังกายแบบมีแรงต้านมีแนวโน้มในการเพิ่มการรู้คิดได้ดีกว่ากลุ่มแอโรบิกในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น การออกกำลังกายเพียงครั้งเดียวสามารถเพิ่มการรู้คิดได้ อย่างไรก็ตามควรออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อคงไว้ซึ่งความสามารถการรู้คิด