ภาคนิพนธ์นิสิตระดับปริญญาตรี (Term Paper of Undergraduate Students)
Permanent URI for this community
Browse
Browsing ภาคนิพนธ์นิสิตระดับปริญญาตรี (Term Paper of Undergraduate Students) by Subject "6 minute walk test"
Now showing 1 - 3 of 3
Results Per Page
Sort Options
- Itemความสัมพันธ์ระหว่างค่าสมรรถภาพปอดกับความสามารถในการออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2016) ซาฟีกะห์ โนะ; พัชราภรณ์ เรียนติ๊บ; ศันสนะ วงศ์ษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะมีลักษณะการตอบสนองต่ออินซูลินที่ลดต่ำลงร่วมกับความผิดปกติของการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา ได้แก่ ความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดเล็ก หลอดเลือดขนาดใหญ่ และเส้นประสาท ปอดเป็นอวัยวะที่อุดมไปด้วยหลอดเลือดขนาดเล็กจึงได้รับผลกระทบเช่นกัน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงทำให้เนื้อเยื่อปอดและเยื่อหุ้มปอดมีการหนาตัวและเกิดพังผืด ส่งผลต่อการทำงานของปอดและหลอดเลือดขนาดเล็กในปอด นอกจากนี้ยังเกิดความผิดปกติกับหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมีผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและไหลเวียนโลหิตได้ ในการศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาค่าสมรรถภาพปอดและค่าความสามารถในการออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าสมรรถภาพปอดกับค่าความสามารถในการออกกำลังกาย โดยศึกษาจากอาสาสมัครผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในจังหวัดพะเยาที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป จำนวน 40 คน อาสาสมัครทุกคนได้รับการวัดสมรรถภาพปอด การทดสอบการเดิน 6 นาที และการทดสอบการก้าวขึ้นลงบันได 15 ครั้ง ผลการศึกษาพบว่า ค่าสมรรถภาพปอดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีค่าต่ำกว่าค่าคาดคะเน (p<005) ระยะทางการทดสอบการเดิน 6 นาที ไม่มีความสัมพันธ์กับค่าสมรรถภาพปอด ระยะเวลาในการทดสอบการก้าวขึ้นลงบันได 15 ครั้ง มีความสัมพันธ์เชิงลบกับค่า FEV1 (r=-0.221) FEV1/FVC (r=-0.332) และค่า PEF (r=-0.303) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) สรุปผลการศึกษา ค่าสมรรถภาพปอดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีค่าลดลง การทดสอบการก้าวขึ้นลงบันได 15 ครั้งมีความสัมพันธ์กับค่าสมรรถภาพปอด ซึ่งอาจจะสามารถนำมาประเมินความบกพร่องในการทำกิจกรรมทางกาย รวมถึงความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้
- Itemความสามารถในการเดินขณะใช้สมาร์ทโฟนในกลุ่มวัยรุ่น(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2017) กัญญารัตน์ อุดมสุข; ศิวกร โกสินธุ์ที่มา: การใช้สมาร์ทโฟนเพื่อติดต่อสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของกลุ่มวัยรุ่นในปัจจุบันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพฤติกรรมการใช้งานร่วมกับกิจกรรมอื่น ๆ มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เช่น การใช้สมาร์ทโฟนขณะรับประทานอาหาร การเดิน เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลต่อความสามารถในการเดิน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความเร็วในการเดิน และระยะทางที่เดินได้ใน 6 นาที ขณะใช้สมาร์ทโฟนระหว่างวัยรุ่นที่เสี่ยงต่อการติด และไม่เสี่ยงต่อการติดการใช้สมาร์ทโฟน วิธีการศึกษา: อาสาสมัครวัยรุ่นชายหญิง อายุเฉลี่ย 15 ปี จำนวน 39 ราย แบ่งเข้าด้วยแบบประเมินพฤติกรรมการติดสมาร์ทโฟน ได้แก่ กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดสมาร์ทโฟน (n=18) และกลุ่มที่ไม่เสี่ยงต่อการติดสมาร์ทโฟน (n=21) ทั้งสองกลุ่มได้รับการทดสอบความสามารถในการเดิน คือ ความเร็วในการเดิน (10 meter walk test; 10MWT) และการทดสอบการเดิน 6 นาที (6 Minute Walk Test; 6MWT) ใน 2 เงื่อนไข คือ ใช้และไม่ใช้สมาร์ทโฟนเดิน วิเคราะห์ผลการศึกษาด้วยสถิติพาราเมตริกและนอนพาราเมตริกสำหรับตัวแปร 10MWT และ6MWT ตามลำดับ ผลการศึกษา: กลุ่มเสี่ยงติดการใช้สมาร์ทโฟนมีค่าเฉลี่ยของ 10MWT ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อใช้สมาร์ทโฟนขณะเดิน ทั้งการเดินด้วยความเร็วปกติและความเร็วสูงสูด (p-volue < 0.05) ในขณะที่กลุ่มที่ไม่เสี่ยงติดการใช้สมาร์ทโฟนพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเฉพาะการเดินด้วยความเร็วสูงสุดเท่านั้น (p-volue < 0.05) นอกจากนี้ยังไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-volue > 0.05) ของ 10MWT ระหว่างทั้งสองกลุ่ม สำหรับตัวแปร 6MWT พบว่าทั้งสองกลุ่มเดินได้ระยะทางลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) เมื่อใช้สมาร์ทโฟนขณะเดิน และไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างทั้งสองกลุ่ม สรุปผลการศึกษา: กลุ่มวัยรุ่นที่เสี่ยงติดการใช้สมาร์ทโฟนและไม่เสี่ยงติดการใช้สมาร์ทโฟน มีความเร็วและระยะทางในการเดินลดลงไม่แตกต่างกันเมื่อใช้สมาร์ทโฟนขณะเดินส่งข้อความโต้ตอบ อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เสี่ยงติดการใช้สมาร์ทโฟนมีแนวโน้มที่ความเร็วและระยะทางในการเดินจะลดลงมากกว่า
- Itemผลของการสูบบุหรี่ต่อค่าสมรรถภาพปอดและความสามารถในการออกกำลังกาย(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2015) ลัลน์ลลิต กวีพันธ์สกุล; วีระยุทธ ยะเสนา; สุมินมาส สนทองในปัจจุบันการสูบบุหรี่เป็นปัญหาที่มีความสำคัญระดับประเทศปัญหาหนึ่ง และมีแนวโน้มว่าคนสูบบุหรี่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคตทั้งเพศชายและหญิง ซึ่งบุหรี่นั้นมีผลเสียต่อสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะผลโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก ไอเรื้อรัง และยังทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในหลอดลม นอกจากนี้ยังทำให้สมรรถภาพทางกายลดลงอีกด้วย ดังนั้นทางกลุ่มผู้ทำวิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาค่าสมรรถภาพปอดของผู้ที่สูบบุหรี่ และความสามารถในการออกกำลังกาย เพื่อดูประสิทธิภาพการทำงานของระบบทางเดินหายใจและไหลเวียนโลหิตในผู้ที่สูบบุหรี่ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบค่าสมรรถภาพปอด และค่าความสามารถในการออกกำลังกายในผู้ที่สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าสมรรถภาพปอดกับค่าความสามารถในการออกกำลังกาย โดยใช้การทดสอบการเดิน 6 นาที และการทดสอบการก้าวขึ้นลงบันไดใน 5 นาที โดยศึกษาจากอาสาสมัครเพศชายในจังหวัดพะเยาที่มีอายุ 20-59 ปี แบ่งเป็นกลุ่มที่สูบบุหรี่ จำนวน 20 คน และกลุ่มที่ไม่สูบบุหรี่ จำนวน 20 คน อาสาสมัครทุกคนจะได้รับการวัดสมรรถภาพปอด การทดสอบการเดิน 6 นาที และการก้าวขึ้นลงบันได 3 นาที ผลการศึกษาพบว่า ค่าสมรรถภาพปอดในกลุ่มคนสูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่ไม่มีความแตกต่างกัน ระยะทางที่ได้จากการทดสอบการเดิน 6 นาทีไม่มีความแตกต่างกัน ในขณะที่จำนวนครั้งของการก้าวขึ้นลงบันไดจากการทดสอบการก้าวขึ้นลงบันไดใน 3 นาที ในคนที่ไม่สูบบุหรี่มากกว่ากลุ่มคนที่สูบบุหรี่ (p=0.02) เมื่อดูความสัมพันธ์ของการทดสอบความสามารถในการออกกำลังกายและค่าสมรรถภาพปอด พบว่า ในกลุ่มคนที่สูบบุหรี่จะมีค่าความสัมพันธ์ในเชิงบวกระหว่างจำนวนครั้งในการทดสอบการก้าวขึ้นลงบันไดใน 3 นาทีกับค่า PEF, FEV1/FVC และ FEF25-75% (p<0.05) การทดสอบการเดินขึ้นลงบันไดที่เห็นผลแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกันในกลุ่มผู้สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่ รวมถึงการแสดงความสัมพันธ์กับค่าสมรรถภาพปอดแสดงให้เห็นว่าอาจสามารถใช้การทดสอบการก้าวขึ้นลงบันไดใน 3 นาที เป็นตัวทดสอบความสามารถในการทำกิจกรรมของกลุ่มที่สูบบุหรี่ได้