งานวิจัย (Research)
Permanent URI for this community
Browse
Browsing งานวิจัย (Research) by Title
Now showing 1 - 20 of 87
Results Per Page
Sort Options
- Itemกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการก้าวสู่ตำแหน่งงานที่สูงขึ้นของพนักงานมหาวิทยาลัยพะเยา สังกัดวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) วิชิดา รุ่งเรืองการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยแรงจูงใจของพนักงานมหาวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา ในการก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น และเพื่อเสนอกระบวนการและแนวทางการสร้างแรงจูงใจในการก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นของพนักงานมหาวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา โดยดำเนินการวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการเก็บข้อมูลจากพนักงาน จำนวน 7 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราประมาณค่า 5 ระดับ และการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับหัวหน้างานบริหารงานบุคคล 5 คน โดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการวิเคราะห์เชิงปริมาณ และการวิเคราะห์เนื้อหาในการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิเคราะห์งานวิจัยและทฤษฎี พบว่า กระบวนการสร้างแรงจูงใจที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) การสื่อสารและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน (2) ระบบสนับสนุนและพี่เลี้ยง (3) การพัฒนาทักษะและสมรรถนะที่จำเป็น (4) การจัดการภาระงานและทรัพยากร (5) ระบบประเมินและรางวัลที่เป็นธรรม และ (6) การติดตามและสะท้อนผล ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ความต้องการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จที่สูงขึ้น ส่วนแรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ความต้องการความมั่นคงในอาชีพ การได้รับการยอมรับจากผู้บริหารระดับสูง และการได้รับการสนับสนุนจากองค์กรด้านการศึกษาต่อ หรือการพัฒนาวิชาชีพ นอกจากนี้ ผลการสัมภาษณ์ยังสะท้อนว่าการสื่อสารเป้าหมาย และโอกาสในสายงานมีส่วนสำคัญต่อการสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบ โดยผู้บริหารและหัวหน้างานมีบทบาทสำคัญในการเป็นที่ปรึกษาและโค้ช
- Itemการประยุกต์ใช้ LINE Official Account เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารระหว่างกองกิจการนิสิตและนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) ณัฐวุฒิ ดาวทองการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาช่องทางการส่งข้อมูลข่าวสารด้วย LINE Official Account (LINE OA) และศึกษาความพึงพอใจของนิสิตต่อการรับข้อมูลข่าวสารด้วย LINE OA ของกองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยพะเยา โดยดำเนินการเนื่องจาก LINE Notify ซึ่งเป็นระบบเดิมที่ใช้อยู่จะยุติการให้บริการในวันที่ 31 มีนาคม 2568 การวิจัยนี้ใช้วิธีการพัฒนาระบบตามวงจรการพัฒนาระบบ (SDLC) และประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานผ่านแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาช่องทางการส่งข้อมูลข่าวสารด้วย LINE OA ประสบความสำเร็จโดยการสร้างบัญชี LINE Official Account ชื่อ "กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยพะเยา" (@dsaup) ออกแบบ Rich Menu ให้เข้าถึงฟังก์ชันหลักได้สะดวก การพัฒนาระบบตอบกลับอัตโนมัติด้วย LINE Messaging API และการพัฒนาระบบการส่งข้อความทั้งแบบกลุ่มและเฉพาะกลุ่ม รวมถึงการเชื่อมต่อกับระบบ iService เพื่อแจ้งเตือนสถานะคำร้องได้โดยอัตโนมัติ ผลการประเมินความพึงพอใจจากนิสิต จำนวน 315 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 57.78 และเป็นนิสิตชั้นปีที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 35.56 พบว่า นิสิตส่วนใหญ่ใช้บริการ 1-2 ครั้งต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 41.27 และใช้งานผ่าน Smartphone คิดเป็นร้อยละ 84.13 โดยภาพรวมนิสิตมี ความพึงพอใจในระดับดี (ค่าเฉลี่ย 4.20) ประเด็นที่ได้รับความพึงพอใจสูงสุดคือ "การแจ้งเตือนสถานะคำร้องในระบบ iService ผ่าน LINE Official Account ของกองกิจการนิสิตมีความถูกต้องครบถ้วน" (ค่าเฉลี่ย 4.36) อยู่ในระดับดี ส่วนประเด็นที่ได้รับความพึงพอใจน้อยที่สุด คือ "ความเหมาะสม ของการแสดงผลใน LINE Official Account ของกองกิจการนิสิตมีความเหมาะสมทั้งภาพและสี อ่านแล้วได้ใจความ" (ค่าเฉลี่ย 4.02) อยู่ในระดับดี ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์กิจกรรมนิสิตและข่าวที่เป็นประโยชน์ ให้มากขึ้น ปรับปรุงการออกแบบการแสดงผลให้เหมาะสมกับการใช้งานบนอุปกรณ์มือถือ และพิจารณาการอัปเกรดแพ็กเกจในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องส่งข้อความจำนวนมาก สำหรับการวิจัย ในอนาคตควรศึกษาพฤติกรรมการใช้งานเชิงลึก พัฒนาระบบตอบกลับอัตโนมัติที่ชาญฉลาด และศึกษาการเชื่อมต่อ LINE OA กับระบบอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย
- Itemการประยุกต์ใช้ QR Code Google form และ Google Calendar ในการบริหารจัดการระบบจองห้องเรียน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) ณัฎฐนิช พยนต์ยิ้ม; ลักษิกา สว่างยิ่ง; ปภาอร เขียวสีมาการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบจองห้องโดยประยุกต์ใช้ QR Code จาก Google form และ Google Calendar โดยประเมินความพึงพอใจโดยรวมของผู้ใช้งานระบบการจองห้องด้วย QR Code Google form ร่วมกับ Google Calendar และ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบก่อนการพัฒนาระบบ กับความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบหลังการพัฒนาระบบ โดยการสร้างระบบการจองห้อง และการตรวจสอบสถานะห้อง และสำรวจความพึงพอใจจากบุคลากรและนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ นำเสนอข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ Paired T-test ผลการวิจัยพบว่า QR Code Google form และ Google Calendar สามารถนำมาประยุกต์ใช้พัฒนาระบบได้เป็นอย่างดี จากการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ จำนวน 108 คน พบว่า ระบบ QR Code Google form มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ที่ 4.43 และระบบ Google Calendar มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ที่ 4.36 ซึ่งอยู่ในระดับดี เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ Paired T-test ความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ QR Code Google form ร่วมกับ Google Calendar หลังการพัฒนาระบบมากกว่าก่อนการพัฒนาระบบ และเมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบก่อนการพัฒนาระบบ กับความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบหลัง จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า การประยุกต์ใช้ระบบ ระบบ QR Code Google form ร่วมกับ Google Calendar ในการบริหารจัดการระบบการจองห้องคณะทันตแพทยศาสตร์ มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถลดขั้นตอนและเวลาในการจองห้อง ระบบมีความเป็นปัจจุบันทันสมัย ช่วยประหยัดเวลา และแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่ได้เป็นอย่างดี
- Itemการประเมินความเสี่ยงด้านการจัดการระบบสารเคมีของห้องปฏิบัติการชีวเคมีตามมาตรฐานความปลอดภัย ESPReL คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) ปิยะวรรณ นันตาบุญการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจและประเมินความเสี่ยงด้านการจัดการระบบสารเคมีในห้องปฏิบัติการชีวเคมี ในการดำเนินการวิจัยนี้ได้ใช้ ESPReL Checklist ในองค์ประกอบที่ 2 ระบบการจัดการสารเคมี เป็นเครื่องมือในการสำรวจและทำการประเมินความเสี่ยง โดยพิจารณาถึงโอกาสและความรุนแรงในเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยใช้เกณฑ์การประเมินความเสี่ยงตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพของศูนย์บริหารความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม (COSHEM) มหาวิทยาลัยมหิดล จากการศึกษาพบว่า การจัดการสารเคมีของห้องปฏิบัติการชีวเคมี ไม่มีความเสี่ยงในด้านการจัดการข้อมูลสารเคมี ส่วนด้านการจัดเก็บสารเคมี และการเคลื่อนย้ายสารเคมีภายในห้องปฏิบัติการ มีผลการประเมินความเสี่ยงต่ำซึ่งมีผลต่อสุขภาพเล็กน้อยโดยไม่จำเป็นต้องรักษาและไม่มีผลต่อการปฏิบัติงาน ส่วนการเคลื่อนย้ายสารเคมีภายนอกห้องปฏิบัติการ พบว่า มีความเสี่ยงปานกลาง มีผลต่อสุขภาพปานกลางที่สามารถหายได้ อาจมีผลกระทบจากการสัมผัสในลักษณะซ้ำ ๆ หรือเป็นระยะเวลานาน โดยไม่มีอันตรายถึงชีวิต ซึ่งจะต้องมีการสร้างมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และจัดทำแผนความเสี่ยงในขั้นตอนต่อไป
- Itemการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งมวลชนในมหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2018) เทวา หมื่นจันทร์การศึกษาในครั้งนี้ เป็นการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากระบบขนส่งมวลชน ในมหาวิทยาลัยพะเยา ใช้วิธีการคำนวณและค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามคำแนะนำของคู่มือการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปี 2006 (Revised 2006 IPCC Guidelines for National Greenhouse Gas Inventories) โดยมีรถโดยสารทั้งหมด 40 คัน ทั้งหมดเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว โดยประเมินก๊าซเรือนกระจกหลักที่สำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) และก๊าซไนรตรัสออกไซด์ (N2O) ผลการศึกษาปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบขนส่งมวลชน ในมหาวิทยาลัยพะเยา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ที่ใช้เชื้อเพลิง NGV จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด 1,579.48 tCO2eq/ปี เมื่อเปรียบเทียบตามอัตราส่วนการสิ้นเปลืองกับเชื้อเพลิงน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่นิยมใช้ในการขนส่งมวลชนโดยทั่วไปแล้ว การใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันดีเซลจะทำให้เกิดปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด 1,605.24 tCO2eq/ปี เพราะฉะนั้นการขนส่งมวลชนในมหาวิทยาลัยพะเยาในปีงบประมาณ 2560 จึงสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 25.77 tCO2eq นอกจากนี้ จากการศึกษาการปล่อยมลพิษของการขนส่งมวลชนในมหาวิทยาลัยพะเยา โดยประเมินจากมลพิษหลัก 4 ชนิด พบว่า มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) 1,857.66 Kg/ปี ก๊าซไฮโดรคาร์บอน (HC) 3,096.10 Kg/ปี ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) 8,669.07 Kg/ปี และเกิดฝุ่นละออง (PM) 123.84 Kg/ปี เมื่อเปรียบเทียบตามอัตราส่วนการสิ้นเปลืองกับเชื้อเพลิงน้ำมันดีเซล พบว่า การใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) มีการปล่อยมลพิษที่น้อยกว่าการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันดีเซล โดยคิดเป็นปริมาณดังนี้ การปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) น้อยกว่า 8.33 เท่า ก๊าซไฮโดรคาร์บอน (HC) น้อยกว่า 1.40 เท่า ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) น้อยกว่า 3.71 เท่า และเกิดฝุ่นละออง(PM) น้อยกว่า 11.00 เท่า
- Itemการประเมินผลโครงการในแผนปฏิบัติการประจำปี 2563 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) ดวงใจ ใจกล้าการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงจำนวนโครงการที่สามารถนำไปใช้จริงในการปฏิบัติงาน อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาโครงการตามแผนการปฏิบัติงานประจำปี และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ กับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะทันตแพทยศาสตร์ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลและวิธีทางสถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) และใช้สถิติ Student T-test เปรียบเทียบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของบุคลากรคณะทันตแพทยศาสตร์ ต่อการประเมินผลโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2563 มีความคิดเห็นอยู่ในระดับดีในทุก ๆ ด้าน โดยค่าเฉลี่ยรวมของทุกโครงการเท่ากับ 4.02 และเมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2563 กับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคณะ พบว่า มีความสัมพันธ์กันในระดับสูงทุกโครงการที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า โครงการตามแผนปฏิบัติงานปี 2563 สามารถดำเนินการต่อได้ในปีต่อไปทั้ง 11 โครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- Itemการประเมินรูปแบบการสรรหาพนักงานมหาวิทยาลัยพะเยาสายสนับสนุน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) วรปรัชญ์ ศรีดวงคำการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์มุ่งที่จะศึกษาเกี่ยวกับการประเมินความเหมาะสมและประโยชน์ในการนำรูปแบบ ไปใช้ใน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบด้านการวางแผนอัตรากำลัง องค์ประกอบด้านการรับสมัคร องค์ประกอบด้านการสอบคัดเลือก และองค์ประกอบด้านการบรรจุและแต่งตั้ง และเสนอแนวทางในการประเมินรูปแบบการสรรหาพนักงานมหาวิทยาลัยพะเยาสายสนับสนุน โดยเป็นการวิจัยครั้งนี้มีลักษณะเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) เป็นการนำวิธีวิจัยทั้งเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และเชิงปริมาณ (Quantitative Research) อันเป็นการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ และศึกษาข้อเสนอแนะในการพัฒนารูปแบบการสรรหาพนักงานมหาวิทยาลัยพะเยา สายสนับสนุน การวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากร ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารงานบุคคล รับผิดชอบงานที่มีความเกี่ยวข้องกับงานด้านบริหารงานบุคคลของหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยพะเยา โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ใช้การสัมภาษณ์โดยตรง (Interview) จำนวน 5 คน การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงเนื้อหา (Content Analysis) และการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ บุคลากรที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบงานที่มีความเกี่ยวข้องกับงานด้านการสรรหาคัดเลือกบุคลากรมหาวิทยาลัยพะเยาสายสนับสนุน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จากทุกคณะ, สถาบัน, วิทยาลัย, วิทยาเขต, โรงเรียน, สำนักงาน, กอง และศูนย์ ทั้งหมดภายในมหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 39 หน่วยงาน โดยใช้เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการแจกแบบสอบถาม และได้รับแบบสอบถามกลับคืน จำนวน 38 ชุด คิดเป็นร้อยละ 97.43 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการสรรหาพนักงานมหาวิทยาลัยพะเยาสายสนับสนุน ใน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) องค์ประกอบด้านการวางแผนอัตรากำลัง 2) องค์ประกอบด้านการรับสมัคร 3) องค์ประกอบด้านการสอบคัดเลือก และ 4) องค์ประกอบด้านการบรรจุและแต่งตั้ง มีความเหมาะสมและประโยชน์ในการนำรูปแบบไปใช้ในการสรรหาพนักงานมหาวิทยาลัยพะเยาสายสนับสนุนอยู่ในระดับมาก และแนวทางในการประเมินรูปแบบการสรรหาพนักงานมหาวิทยาลัยพะเยาสายสนับสนุน ควรประเมินรูปแบบจาก 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) องค์ประกอบด้านการวางแผนอัตรากำลัง 2) องค์ประกอบด้านการรับสมัคร 3) องค์ประกอบด้านการสอบคัดเลือก และ 4) องค์ประกอบด้านการบรรจุและแต่งตั้งอย่างเคร่งครัด เพื่อนำไปพัฒนารูปแบบการสรรหาพนักงานมหาวิทยาลัยพะเยา สายสนับสนุนต่อไป
- Itemการผลิตสไลด์ถาวรของตัวอย่างโปรโตซัวเพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) วาสนา เมืองวงค์; ช่อผกา พวงศรีงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาหาสภาวะที่เหมาะสมในการทำสไลด์ถาวรของตัวอย่างเชื้อโปรโตซัว Giardia /amblia ระยะ cyst ที่ได้จากโครงการออกตรวจพยาธิ เก็บรักษาสภาพเชื้อไว้ในน้ำยา 10% formain นำมาปรับปริมาณเชื้อเริ่มต้นเท่ากับ 105 cel/m/ ในการหาสภาวะที่เหมาะสมการทำสไลด์ถาวร จากผลการศึกษาพบว่า สภาวะที่เหมาะสมในการทำสไลด์ถาวร คือ การใช้เจลาตินต่อกลีเซอรอล ในอัตราส่วน 90:10 ในการช่วยให้เชื้อเกาะติดสไลด์ และทำการ fixation ด้วย 70% Alcoho จากนั้นทำการย้อมด้วยสี Trichrome ที่มีการปรับปรุงจากสูตร Wheatley 's modification โดยปรับความเข้มข้นของสี ight green เป็นร้อยละ 0.45 ระยะเวลาในการย้อม 15 นาที และล้างสีออกจากเซลล์ด้วย 70% alcohol ที่ผสม acetic เป็นเวลา 1 นาที และดึงน้ำด้วย 70% alcohol, 80% alcohol, 90% alcohol และ absolute alcohol ตามลำดับ จากการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะทำให้สามารถผลิตสื่อสไลด์ถาวร เพื่อใช้ในการเรียนการสอนภาคปฏิบัติการในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับปรสิตวิทยาต่อไป ดังนั้นงานวิจัยชิ้นนี้จึงมีประโยชน์ในแง่ของการนำเชื้อที่เหลือใช้ จากโครงการบริการวิชาการมาใช้ในการเตรียมสไลด์ถาวร ซึ่งเป็นสื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่ง ส่งผลให้ลดรายจ่ายในการซื้อสไลด์ถาวรและเป็นการใช้สิ่งเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์
- Itemการพัฒนากระบวนการทำวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาปฏิบัติงานและเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) วรรณา เสริมสุขวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อการพัฒนากระบวนการทำวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาปฏิบัติงาน และเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยพะเยา การวิจัยในครั้งนี้มีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามมาตรวัด 5 ระดับ จากลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 80 คน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลบุคลากรและนิสิตชาวต่างชาติ ของแต่ละคณะ/วิทยาลัย วิทยาเขต และโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา รวมถึงชาวต่างชาติ ที่เข้ามาปฏิบัติงานและเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยพะเยา การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ วิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐานประกอบด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยจากแบบสอบถาม พบว่า ผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลบุคลากรและนิสิตชาวต่างชาติมีความคิดเห็นต่อการพัฒนากระบวนการทำวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาปฏิบัติงาน และเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยพะเยา โดยรวมเห็นด้วยระดับปานกลาง (x̅= 3:30, S.D. =1.22) เมื่อพิจารณาในแต่ละด้าน พบว่า ด้านบุคลากรผู้ให้การบริการ โดยรวมเห็นด้วยระดับปานกลาง (x̅ = 3.12, S.D. =1.20) และด้านการให้บริการโดยรวมเห็นด้วยระดับมาก (x̅ = 3.75, S.D. 1.26) และโดยชาวต่างชาติที่เข้ามาปฏิบัติงาน และเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยพะเยา มีความคิดเห็นต่อการพัฒนากระบวนการทำวีชาสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาปฏิบัติงาน และเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยพะเยา ด้านชาวต่างชาติผู้รับบริการโดยรวมเห็นด้วยระดับมาก (x̅ = 3.79, S.D. =1.02)
- Itemการพัฒนากลยุทธ์ส่งเสริมสมรรถนะนักวิเคราะห์นโยบายและแผน มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) ณัฐดานันท์ ยอดเมืองชัยการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับนักวิเคราะห์นโยบายและแผน มหาวิทยาลัยพะเยา และเพื่อพัฒนากลยุทธ์ในการส่งเสริมสมรรถนะของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน มหาวิทยาลัยพะเยา ได้ดำเนินการแจกแบบประเมินสมรรถนะ ในเดือนกรกฎาคม 2568 จำนวน 22 คน สรุปผลการวิจัย ดังนี้ จากการศึกษาการพัฒนากลยุทธ์ส่งเสริมสมรรถนะนักวิเคราะห์นโยบายและแผน มหาวิทยาลัยพะเยา พบว่า ค่า PNI modified ซึ่งบ่งบอกถึงช่องว่างระหว่างสมรรถนะที่พึงประสงค์กับสมรรถนะปัจจุบัน ยิ่งค่าสูงเท่าไหร่ ยิ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนามากเท่านั้น โดยเรียงลำดับจากค่า PNI modified จำนวน 3 ด้าน ดังนี้ 1. ความรู้ ทักษะที่จำเป็น ลำดับความสำคัญมากที่สุด คือ ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ (PNI modified: 0.14) 2. สมรรถนะเฉพาะตามลักษณะงานที่ปฏิบัติลำดับความสำคัญมากที่สุด คือ การมองภาพองค์รวม (PNI modified: 0.11) และ 3. สมรรถนะหลัก ลำดับความสำคัญมากที่สุด คือ การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ (PNI modified: 0.09) ตามลำดับ เมื่อจำแนกออกเป็นด้านสรุปได้ดังนี้ 1. สมรรถนะหลัก พบว่า สมรรถนะในภาพรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยสมรรถนะปัจจุบันอยู่ในช่วง 4.27 - 4.77 จากคะแนนเต็ม 5 และสมรรถนะที่พึงประสงค์อยู่ในช่วง 4.64 - 4.86 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบุคลากรส่วนใหญ่มีคุณสมบัติและทักษะพื้นฐานที่ดี ลำดับความสำคัญของสมรรถนะหลักจากมากไปน้อย ดังนี้ 1. การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ (PNI modified: 0.09, ลำดับความสำคัญ: 1) 2. การบริการที่ดี (PNI modified: 0.05, ลำดับความสำคัญ: 2) 3. การมุ่งผลสัมฤทธิ์ (PNI modified: 0.04, ลำดับความสำคัญ: 3) 4. การทำงานเป็นทีม (PNI modified: 0.04, ลำดับความสำคัญ: 3) และ 5. การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม (PNI modified: 0.02, ลำดับความสำคัญ: 4) 2. สมรรถนะเฉพาะตามลักษณะงานที่ปฏิบัติ พบว่า สมรรถนะในภาพรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยสมรรถนะปัจจุบันอยู่ในช่วง 4.27 - 4.55 จากคะแนนเต็ม 5 และสมรรถนะที่พึงประสงค์อยู่ในคะแนน 4.73 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบุคลากรส่วนใหญ่มีคุณสมบัติและทักษะพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว ลำดับความสำคัญของสมรรถนะหลักจากมากไปน้อย ดังนี้ 1. การมองภาพองค์รวม (PNI modified: 0.11, ลำดับความสำคัญ: 1) 2. ศิลปะการสื่อสารจูงใจ (PNI modified: 0.11, ลำดับความสำคัญ: 1) 3. การคิดวิเคราะห์ (PNI modified: 0.08, ลำดับความสำคัญ: 2) และ 4. การสืบเสาะหาข้อมูล (PNI modified: 0.04, ลำดับความสำคัญ: 3) 3. ความรู้ ทักษะที่จำเป็น พบว่า สมรรถนะในภาพรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยสมรรถนะปัจจุบันอยู่ในช่วง 4.27 - 4.55 จากคะแนนเต็ม 5 และสมรรถนะที่พึงประสงค์อยู่ในช่วง 4.45 – 4.77 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบุคลากรส่วนใหญ่มีคุณสมบัติและทักษะพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว ลำดับความสำคัญของสมรรถนะหลักจากมากไปน้อย ดังนี้ 1. ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ (PNI modified: 0.14, ลำดับความสำคัญ: 1) 2. ความรู้ความสามารถที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงาน (PNI modified: 0.12, ลำดับความสำคัญ: 2) 3. ความรู้เรื่องกฎหมายและกฎระเบียบ (PNI modified: 0.12, ลำดับความสำคัญ: 2) 4. ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ (PNI modified: 0.07, ลำดับความสำคัญ: 3)
- Itemการพัฒนากิจกรรมการอบรมโดยใช้ทฤษฎีกลุ่มพฤติกรรมนิยมเพื่อพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษาและบุคลากร มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) ธัญญ์พิชฌา สิงห์สถิตย์; วุฒิชัย ไชรินคำ; กฤษฎา สารทอง; อรทัย เกตุขาวการให้ความช่วยเหลือผู้เรียนเป็นภารกิจสำคัญของอาจารย์ที่ปรึกษาอีกประการหนึ่ง เนื่องจากผู้เรียนอาจประสบปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตหลายด้าน เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาการเรียน ปัญหาเรื่องเพื่อน เป็นต้น ด้วยประสบการณ์ของผู้เรียนที่ยังไม่มากพอจึงไม่สามารถจัดการหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองได้อย่างเหมาะสม ผู้เรียนจึงอาจจะต้องมีการขอความช่วยเหลือหรือคำแนะนำจากอาจารย์ หรือบุคลากรที่ไว้วางใจ และเชื่อมั่นว่าจะสามารถช่วยเหลือตนในการแก้ปัญหานั้น ๆ ได้ แต่การให้การปรึกษาที่ดีและมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นจะต้องอาศัยหลักการทางจิตวิทยาในการให้การปรึกษา การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความรู้และทักษะการให้คำปรึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา ก่อนและหลังอบรม โดยใช้กิจกรรมอบรมโดยใช้ทฤษฎีกลุ่มพฤติกรรมนิยมการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ อาจารย์ที่ปรึกษาและบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยพะเยา ใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) 40 คน เข้าร่วมโปรแกรมอบรมโดยใช้ทฤษฎีกลุ่มพฤติกรรมนิยม เพื่อพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษาและบุคลากร มหาวิทยาลัยพะเยา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้การให้คำปรึกษาเบื้องต้น แบบวัดทักษะการให้คำปรึกษาเบื้องต้น โดยใช้แบบสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ independent t-test ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 28 คน (70) มีอายุอยู่ช่วงระหว่าง 31 – 40 ปี จำนวน 21 คน (52.5) สถานภาพโสด จำนวน 23 คน (57.5) ส่วนใหญ่ด้านการศึกษาจบปริญญาโท จำนวน 24 คน (60) สังกัดกลุ่มคณะส่วนใหญ่มาจากกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ จำนวน 20 คน (50) เมื่อทดสอบเปรียบเทียบก่อนและหลังการอบรม เรื่อง ความรู้การให้คำปรึกษาเบื้องต้น พบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 (P = .000) และเมื่อทดสอบเปรียบเทียบก่อนและหลังการอบรม เรื่อง ทักษะการให้คำปรึกษาเบื้องต้น พบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 (P = .000) สรุปผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดโปรแกรมเทคนิคการให้คำปรึกษา เพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาและบุคลากร มหาวิทยาลัยพะเยามีทักษะการให้คำปรึกษา สำหรับให้คำปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพจิตกับนิสิต และให้นิสิตที่มารับคำปรึกษาสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการเรียนการสอนและพัฒนานิสิต ที่เน้นให้นิสิตอยู่และเรียนอย่างมีความสุข ป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพจิตต่อไป
- Itemการพัฒนากิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) กิติยา เขียวงามงานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนากิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะโดยใช้ชุมชนเป็นฐานอาสาสมัครนิสิตระดับปริญญาตรี ที่กำลังศึกษาระหว่างปีการศึกษา 2566-2567 ณ มหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 136 คน อายุเฉลี่ย 19.72 ± 1.34 ปี (18-22 ปี) เพศชาย 45 คน เพศหญิง 91 คน ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 68 คน กลุ่มแรกเป็นกลุ่มทดลอง เข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะโดยใช้ชุมชนเป็นฐานที่ผู้วิจัยได้พัฒนา จำนวน 3 กิจกรรม และกลุ่มที่สองเป็นกลุ่มควบคุม ประเมินระดับจิตสาธารณะก่อนและหลังทดลองด้วยแบบวัดจิตสาธารณะ ซึ่งมี 5 องค์ประกอบ รวมจำนวน 45 ข้อ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนจิตสาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติภายหลังการทดลอง (p < 0.001) โดยมีจิตสาธารณะโดยรวมอยู่ในระดับมาก สำหรับกลุ่มควบคุม พบว่า ไม่มีความแตกต่างของคะแนนจิตสาธารณะระหว่างก่อนและหลังทดลองในทุกองค์ประกอบ สรุปได้ว่า กิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะโดยใช้ชุมชนเป็นฐานที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นมาในครั้งนี้สามารถเสริมสร้างจิตสาธารณะให้กับนิสิตได้
- Itemการพัฒนาชุดการเรียนรู้เพื่อการศึกษาคุณสมบัติการไหลของผงยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) อิทธิฤทธิ์ มูลเมืองในการวิจัยการพัฒนาชุดการเรียนรู้ เพื่อการศึกษาคุณสมบัติการไหลของผงยา (Development of education sets for the flowability study of medicinal powders) นี้ ได้ชุดการเรียนรู้ 2 ชุด คือ ชุดการเรียนรู้เคาะกระบอกตวง 3 ครั้ง (3-tap method) และชุดนวัตกรรมการเรียนรู้การไหล (flowability) ของผงยา ชุดการเรียนรู้เคาะกระบอกตวง 3 ครั้ง (3-tap method) เป็นชุดทดลองศึกษาความหนาแน่นของผงยาเมื่อนำมาใช้งานจริง ช่วยให้นิสิตมีความสะดวกในการใช้งาน และช่วยให้ความเสี่ยงในการทำกระบอกตวง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการทดลองซึ่งมีราคาแพง ซึ่งเมื่อนำมาใช้งานแล้วช่วยให้การแตกเสียหาย ลดน้อยลงไปมาก หรือแทบไม่มีการแตกเสียหายเลย เมื่อเทียบกับวิธีการเดิม ชุดนวัตกรรมการเรียนรู้การไหล (flowability) ของผงยา เป็นการทดลองอีกชุดที่ศึกษาคุณสมบัติการไหลของผงยา จากการใช้งานจริง พบว่า มีความสะดวกในการใช้งาน มีความรวดเร็วในการประกอบชุดอุปกรณ์การศึกษาการไหล ประหยัดเวลาเมื่อเทียบกับชุดการทดลองเดิมมาก เมื่อนำชุดการเรียนรู้ทั้ง 2 ชุดไปใช้งาน พร้อมทั้งประเมินผล พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก ที่ค่าเฉลี่ย 4.88 ± 0.32 ของชุดการเรียนรู้เคาะกระบอกตวง 3 ครั้ง (3-tap method) และมีค่าเฉลี่ย 4.89 ± 0.30 ในชุดนวัตกรรมการเรียนรู้การไหล (flowability) ของผงยา ชุดการเรียนรู้เคาะกระบอกตวง 3 ครั้ง (3-tap method) และชุดนวัตกรรมการเรียนรู้การไหล (flowability) ของผงยามีคะแนนการรับรู้การใช้ประโยชน์ต่อการศึกษาคุณสมบัติการไหลของผงยาสูงกว่าอุปกรณ์การเรียนแบบเดิมของแต่ละวิธีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อทดสอบด้วยสถิติ T-test ที่ระดับความเชื่อมั่น α = .05 คะแนนการรับรู้การใช้ประโยชน์ต่อการศึกษาคุณสมบัติการไหลของผงยา ของชุดการเรียนรู้เคาะกระบอกตวง 3 ครั้ง (3-tap method) และอุปกรณ์การเรียนแบบเดิมมีค่าเท่ากับ 4.83 ± 0.30 และ 2.89 ± 0.93 ตามลำดับ คะแนนการรับรู้การใช้ประโยชน์ต่อการศึกษาคุณสมบัติการไหลของผงยาของชุดนวัตกรรมการเรียนรู้การไหล (flowability) ของผงยาและอุปกรณ์การเรียนแบบเดิมมีค่าเท่ากับ 4.55 ± 0.54 และ 2.44 ± 0.94 ตามลำดับ จากผลการประเมินคะแนนดังกล่าวบ่งชี้ว่า ชุดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นทั้งสองชุดมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนหัวข้อการคุณสมบัติการไหลของผงยา อย่างมีนัยสำคัญ
- Itemการพัฒนาระบบการกำกับติดตามการดำเนินงาน และการใช้งบประมาณด้วยระบบดิจิทัล(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) ลานนา หมื่นจันทร์; พรรณสุกิตต์ ทาทองการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อพัฒนาระบบ การกำกับติดตามการดำเนินงาน และการใช้งบประมาณด้วยระบบดิจิทัล โดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การวางแผน การวิเคราะห์ความต้องการ การกำหนดเป้าหมายของเว็บแอปพลิเคชัน และกำหนดฟีเจอร์ที่ต้องการใช้ในเว็บแอปพลิเคชัน ระยะที่ 2 การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันระบบ การกำกับติดตามการดำเนินงาน และการใช้งบประมาณ ระยะที่ 3 การทดสอบประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงานของฟีเจอร์ต่าง ๆ ของแอปพลิเคชัน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างสามารถบันทึกความก้าวหน้าของกิจกรรม/โครงการ ทราบงบประมาณที่ใช้ไปและงบประมาณคงเหลือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินโครงการ และสามารถนำไปใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
- Itemการพัฒนาระบบการดูแลนิสิตด้านสุขภาพจิตสำหรับนิสิตของคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) ปิลันธนา เสรเมธากุล; ธิชาพร พูลสวัสดิ์สถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตและการฆ่าตัวตายในวัยรุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี การจัดให้มีระบบการดูแลด้านสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดความรุนแรงและทำให้นิสิตสามารถใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยได้อย่างมีความสุข การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนาระบบการดูแลนิสิตด้านสุขภาพจิตของคณะสหเวชศาสตร์ และเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการนำระบบไปใช้ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์สถานการณ์ ความต้องการและความจำเป็นการพัฒนาระบบการดูแลด้านสุขภาพจิตด้วยการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่มกับผู้บริหาร บุคลากร นิสิตที่เคยและไม่เคยใช้บริการดูแลด้านสุขภาพจิต และปกครองของนิสิตที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต จากนั้นนำข้อมูลมาจัดทำร่างระบบการดูแลด้านสุขภาพจิต และให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินและนำไปปรับแก้ จนได้ระบบที่สมบูรณ์ และศึกษาความเป็นไปได้ในการนำระบบฯ ไปใช้ โดยให้ผู้เกี่ยวข้องประเมินโดยการใช้แบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า ระบบการดูแลนิสิตด้านสุขภาพจิตที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ส่วน คือ โครงสร้าง กระบวนการดูแลแบบ ACT-C และผลลัพธ์ที่มุ่งให้นิสิตได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง และจากการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำระบบไปใช้พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งภาพรวมและรายด้าน จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าระบบการดูแลนิสิตด้านสุขภาพจิตที่พัฒนาขึ้นในครั้งนี้ มีความชัดเจน เป็นไปได้ในทางปฏิบัติและสอดคล้องกับบริบทของคณะสหเวชศาสตร์ สามารถนำระบบการดูแลฯ นี้ไปใช้ในการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันการเจ็บป่วยทางจิตสำหรับนิสิต คณะสหเวชศาสตร์ได้
- Itemการพัฒนาระบบการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก สำหรับหน่วยงานสนับสนุนในวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) สุพจน์ มานะสุข; วราภรณ์ ดอนชัย; ชัชฎาภา วรโชติวนาไพรงานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาระบบการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก สำหรับหน่วยงานสนับสนุนในวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา" นี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก สำหรับหน่วยงานสนับสนุนในวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา และ 2) เพื่อพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงเชิงรุก สำหรับหน่วยงานสนับสนุนในวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ในการเก็บข้อมูลที่ได้จาการสำรวจใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ ประกอบด้วย บุคลากรสายสนับสนุนวิทยาเขตเชียงราย จำนวน 10 คน นิสิต/ศิษย์เก่า จำนวน 100 คน และบุคคลทั่วไปที่มาใช้บริการ จำนวน 20 คน รวมทั้งสิ้น 130 คน ด้วยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) และใช้ค่าเฉลี่ย X̅ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. นำเสนอในรูปแบบตารางประกอบคำบรรยาย ผลการวิจัยพบว่า สภาพการบริหารความเสี่ยงตามหลักการของ COSO ERM 2017 ในภาพรวมทุกด้านอยู่ระดับมาก (μ = 4.28) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การกำหนดกลยุทธ์ และวัตถุประสงค์ (Strategy & Objective-Setting มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (μ = 4.73) รองลงมา คือ การกำกับดูและและวัฒนธรรมองค์กร (Governance & Culture) (μ = 4.31) และน้อยที่สุด คือ สารสนเทศ การสื่อสาร และการรายงาน (Information, Communication, & Reporting) (μ = 4.04) และ ข้อเสนอแนะพบว่า การเพิ่มเติมข่าวสารประชาสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ และการขอวิทยากรในด้านการศึกษา มีจำนวนสูงสุด รองลงมา มีโครงการอบรมให้ความรู้แก่องค์กร และน้อยที่สุด ผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงทุกๆ ด้าน ตามลำดับ
- Itemการพัฒนาระบบการบริหารจัดการคลังสารเคมี ห้องปฏิบัติการคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) ดารุณี วังเสาร์งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและประเมินระบบบริหารจัดการคลังสารเคมีสำหรับห้องปฏิบัติการ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา โดยมีที่มาจากประสบปัญหาในการติดตาม และวิเคราะห์ปริมาณการใช้สารเคมีอย่างเป็นระบบ ขาดระบบควบคุมการเบิกจ่ายที่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถติดตามปริมาณคงคลังแบบทันที ขาดข้อมูลสำหรับการวางแผนงบประมาณ และปัญหาในการจัดทำรายงาน ตลอดจนผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนการสอนและการวิจัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การออกแบบและพัฒนาระบบโดยใช้ Google Apps Script และ Google Sheets สำหรับการจัดการฐานข้อมูล และการประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจต่อระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน คือ แบบประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจ กลุ่มประชากรเป้าหมาย คือ อาจารย์ นิสิต บัณฑิตศึกษา และบุคลากรสายสนับสนุนส่วนงานปฏิบัติการคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ที่มีประสบการณ์ใช้งานระบบเบิกสารเคมีออนไลน์ระบบเดิม โดยกำหนดขนาดตัวอย่าง 30 คน การวิจัยนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 42 คน แบ่งเป็น กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป 38 คน (นิสิต 37 คน, นักวิทยาศาสตร์ 1 คน) และกลุ่มผู้ดูแลระบบ 4 คน (นักวิทยาศาสตร์ผู้รับผิดชอบคลังสารเคมี) ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป โดยรวมอยู่ในระดับดีถึงดีมาก โดยประเด็นที่ได้รับการประเมินสูงสุด คือ ระบบสามารถใช้งานผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านความพึงพอใจผู้ใช้งานทั่วไปมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับดี และโดยประเด็นที่ได้รับการประเมินสูงสุด คือ ระบบสามารถใช้งานได้จริงและเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน สำหรับผู้ดูแลระบบ ผลประเมินประสิทธิภาพของระบบอยู่ในระดับดีมากทุกหัวข้อ แสดงถึงความพึงพอใจอย่างยิ่งต่อความรวดเร็วในการเข้าถึง ใช้งานง่าย ความครอบคลุมของข้อมูล ความแม่นยำ และความปลอดภัยของระบบ รวมถึงฟังก์ชันเพิ่มเติม เช่น ความถูกต้องของข้อมูล ความรวดเร็วในการตรวจสอบการอนุมัติคำขอ และความสามารถในการสร้างรายงานสรุปและปริมาณคงเหลือ ส่วนผลประเมินความพึงพอใจสำหรับผู้ดูแลระบบก็อยู่ในระดับดีมากทุกด้านเช่นกัน โดยเห็นว่าระบบมีความสะดวกและรวดเร็วมากกว่าระบบเดิม รูปแบบทันสมัย ใช้งานง่าย ภาษาเข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการบริหารจัดการโดยสรุปทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและผู้ดูแลระบบต่างแสดงความคิดเห็นในระดับดีถึงดีมากต่อระบบบริหารจัดการคลังสารเคมีที่พัฒนาขึ้นนี้ โดยเน้นย้ำถึงประสิทธิภาพในการใช้งาน ความสะดวก ความรวดเร็ว และประโยชน์ที่ได้รับจริง ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการสารเคมีในห้องปฏิบัติการของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา มีความรัดกุม แม่นยำ และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
- Itemการพัฒนาระบบการบริหารตรวจสอบครุภัณฑ์ประจำปี กรณีศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2020) กตัญชลี วันแก้วจากการศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาระบบการบริหารตรวจสอบครุภัณฑ์ประจำปี กรณีศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติ ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ปัญหาของการตรวจสอบครุภัณฑ์ประจำปี โดยใช้ 4 หลักการดังนี้ การวิเคราะห์ลำดับความสำคัญของปัญหาโดยใช้กราฟพาเรโต แผนผังก้างปลา (fish bone diagram) โดยใช้ 5M + 1E หลักการ why why analysis และทฤษฎี ECRS จากผลวิจัยได้เครื่องมือที่มาช่วยในการตรวจสอบครุภัณฑ์ประจำปี โดยมี 3 ระบบ ดังนี้ 1) ระบบ Asset system (ระบบของมหาวิทยาลัยพะเยา) สามารถช่วยแก้ไขปัญหาด้านที่ 1 มีความผิดพลาดของข้อมูลครุภัณฑ์ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย หากเทียบข้อมูลปัญหาในปีงปม. 62 และปีงปม. 63 ซึ่งสามารถลดระยะเวลาแก้ไขปัญหาลงได้ 17 วัน คิดเป็นร้อยละ 36.17 และปัญหาด้านที่ 3 ไม่มีรูปภาพประกอบการตรวจสอบได้ ซึ่งสามารถลดระยะเวลาแก้ไขปัญหาลงได้ 6 วัน คิดเป็นร้อยละ 28.57 2) ระบบตารางวางแผนการตรวจสอบครุภัณฑ์ล่วงหน้า (ออกแบบใหม่) สามารถช่วยแก้ไขปัญหาด้านที่ 2 ไม่ได้วางแผนในการตรวจสอบ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยหากเทียบข้อมูลปัญหาในปีงปม. 62 และปีงปม. 63 ซึ่งสามารถลดระยะเวลาแก้ไขปัญหาลงได้ 29 วัน คิดเป็นร้อยละ 59.18 3) ระบบตาราง list เอกสารที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบครุภัณฑ์ประจำปี (ออกแบบใหม่) สามารถช่วยแก้ไขปัญหาด้านที่ 4 เอกสารไม่ครบถ้วน ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย หากเทียบข้อมูลปัญหาในปีงปม. 60 และปีงปม. 63 ซึ่งสามารถลดระยะเวลาแก้ไขปัญหาลงได้ ซึ่งสามารถนำมาลดระยะเวลาการแก้ไขปัญหาของการตรวจสอบครุภัณฑ์ประจำปีลงได้ 6 วัน คิดเป็นร้อยละ 28.57
- Itemการพัฒนาระบบการยืมครุภัณฑ์การศึกษาในห้องปฏิบัติการคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) จาตุรนต์ กัณทะธงการวิจัยครั้งนี้เป็นรูปแบบของการศึกษา การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental study) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการยืมครุภัณฑ์การศึกษาในห้องปฏิบัติการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา นำมาพัฒนาระบบการยืมครุภัณฑ์การศึกษาในห้องปฏิบัติการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา โดยการประยุกต์ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป และเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการยืมครุภัณฑ์การศึกษารูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ ที่พัฒนาขึ้นของผู้ใช้งานระบบการยืมครุภัณฑ์การศึกษาในห้องปฏิบัติการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในครั้งนี้ คือ นิสิตที่ใช้บริการห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ซึ่งเป็นนิสิตหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอาชีวอนามัย และความปลอดภัย และหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 113 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ แบบสอบถามความพึงพอใจ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลัง โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสถิติสำเร็จรูป ด้วยสถิติเชิงพรรณนา คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ Dependent T-test เมื่อข้อมูลมีการกระจายตัวแบบปกติ ( Normal distribution) หรือใช้สถิติ Wilcoxon Signed Rank Test เมื่อข้อมูลมีการกระจายตัวแบบไม่ปกติ (Non-normal distribution) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p-Value < 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ค่ามัธยฐานความพึงพอใจหลังพัฒนาระบบการยืมครุภัณฑ์การศึกษาในห้องปฏิบัติการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา มีความพึงพอใจมากกว่าก่อนพัฒนาระบบ การยืมครุภัณฑ์การศึกษาในห้องปฏิบัติการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P-Value < 0.05 ดังนั้นก่อนมีการใช้งานระบบยืมครุภัณฑ์การศึกษาในห้องปฏิบัติการ ควรมีการทดลองใช้งาน และควรจัดการเตรียมความพร้อม อธิบายขั้นตอนการใช้งานระบบยืมครุภัณฑ์การศึกษาให้กับกลุ่มตัวอย่าง ก่อนที่มีการใช้งานการยืมครุภัณฑ์การศึกษาในห้องปฏิบัติการ
- Itemการพัฒนาระบบควบคุมครุภัณฑ์ของวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) ภานุพงศ์ มูลจันทร์ต๊ะการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาระบบควบคุมครุภัณฑ์ของวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพการใช้งานระบบควบคุมครุภัณฑ์ของวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ระบบควบคุมครุภัณฑ์ของวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา และแบบสอบถามประสิทธิภาพการใช้งานระบบควบคุมครุภัณฑ์ของวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและบุคลากรของวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 8 คน โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาระบบควบคุมครุภัณฑ์ของวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา ทำให้ได้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการครุภัณฑ์ของวิทยาเขตเชียงราย ช่วยอำนวยความสะดวกให้บุคลากรในการตรวจสอบครุภัณฑ์ที่ตนเองเป็นผู้รับผิดชอบ สามารถปรับปรุงข้อมูลครุภัณฑ์ที่มีการเคลื่อนย้ายให้เป็นปัจจุบันได้ตลอดเวลา ทำให้การควบคุม ติดตาม ตรวจสอบครุภัณฑ์ประจำปีเกิดความรวดเร็วขึ้น อีกทั้งยังรองรับการตรวจสอบครุภัณฑ์จากหน่วยตรวจสอบภายใน และออดิทผู้ตรวจสอบของมหาวิทยาลัยพะเยา และได้สารสนเทศสำหรับการตัดสินใจในการบริหารจัดการครุภัณฑ์ของวิทยาเขตเชียงราย 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพการใช้งานระบบควบคุมครุภัณฑ์ของวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅ = 4.68, S.D. = 0.65)