University of Phayao

Digital Collections

ฐานข้อมูลคลังปัญญา มหาวิทยาลัยพะเยา จัดทำโดยศูนย์บรรณสารและการเรียนรู้ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม จัดเก็บและเผยแพร่ผลงานของคณาจารย์ นักวิจัย และนิสิต ของมหาวิทยาลัยพะเยา

นโยบายการรับผลงานการรับผลงานเข้าสู่ฐานข้อมูลคลังปัญญา มหาวิทยาลัยพะเยา จะคัดเลือกรับผลงานประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • Theses วิทยานิพนธ์
  • Dissertations ดุษฎีนิพนธ์
  • Independent Study รายงานการค้นคว้าอิสระ
  • Technical Report รายงานการวิจัย
  • Journal Paper บทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในบทความวารสาร
  • Bachelor’s Project ปัญหาพิเศษนักศึกษาปริญญาตรี
  • Patents สิทธิบัตร
  • Local Information Phayao Province ข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดพะเยา
  • University of Phayao Archives จดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยพะเยา

ติดต่อสอบถามข้อมูลหรือส่งผลงานได้ที่ UPDC Support.

Photo by @inspiredimages
 

Recent Submissions

Item
การติดสมาร์ทโฟนในนิสิตกายภาพบำบัดชั้นปีที่ 3-4 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) ณัฐณิชา หนูเอียด; วิภาดา พรมลารักษ์; ศุภรัสมิ์ บำรุงชู
สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตของมนุษย์ การระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อการดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันและรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ปัจจุบันพบว่า ยังไม่มีการศึกษาความชุกของการติดสมาร์ทโฟนในนิสิตในสถานการณ์การเรียนในรูปแบบออนไลน์ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาการติดสมาร์ทโฟนในนิสิตกายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา การศึกษานี้มีอาสาสมัครเป็นนิสิตกายภาพบำบัดชั้นปีที่ 3-4 จำนวน 111 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนฉบับภาษาไทย (Smartphone Addiction Scale-Thai Short Version; SAS-SV) ในรูปแบบออนไลน์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS Version 17.0 พบว่า มีอาสาสมัครตอบแบบสอบถามจำนวนทั้งหมด 80 คน เป็นเพศชาย 14 คน มีค่าเฉลี่ย THAI-SAS-SV score เท่ากับ 31.00±7.77 คะแนนจากคะแนนเต็ม 60 คะแนน (ช่วงคะแนน 14-43 คะแนน) และเพศหญิง 66 คน มีค่าเฉลี่ย THAI-SAS-SV score เท่ากับ 34.29±7.71 คะแนนจากคะแนนเต็ม 60 คะแนน (ช่วงคะแนน 20-52 คะแนน) เมื่อพิจารณาจากค่าจุดตัดของ THAI-SAS-SV score พบว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟน เป็นเพศชาย จำนวน 9 คน จาก 14 คน คิดเป็น 64.29% และเพศหญิง 37 คน จาก 66 คน คิดเป็น 56.06% เมื่อพิจารณาทั้งเพศชายและหญิง พบว่า จำนวนผู้ที่มีพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเท่ากับ 46 คน จาก 80 คน คิดเป็น 57.5% สรุปได้ว่า การติดสมาร์ทโฟนในนิสิตกายภาพบำบัด ชั้นปีที่ 3-4 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เท่ากับร้อยละ 57.5 ซึ่งมีความชุกอยู่ในระดับสูง
Item
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) บุณยาพร สุฤทธิ์
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูและผู้บริหารในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 322 ซึ่งได้จากการสุ่มขนาดกลุ่มตัวอย่างในตารางกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างของเครซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ด้านการสร้างแรงจูงใจ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการคิดสร้างสรรค์ แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงรายเขต 3 ทั้งหมด 8 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการมีวิสัยทัศน์สู่การเปลี่ยนแปลง 2) ด้านการทำงานเป็นทีม 3) ด้านการคิดสร้างสรรค์ 4) ด้านการสร้างบรรยากาศขององค์กร 5) ร่างการสร้างแรงจูงใจ 6) ความกล้าเสี่ยงกล้าตัดสินใจ 7) ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 8) ด้านการตัดสินใจและแก้ปัญหา
Item
อิทธิพลของขาข้างถนัดต่อการควบคุมการทรงตัวบนขาเดียวในผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) ธนัญญา เจนช่าง; กชกร บังคมเดช; อิสริยา จินดาธรรม
บทนำ: ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของระบบประสาทสั่งการของมนุษย์ เรียกว่า ความถนัด ซึ่งความถนัดคือลักษณะเด่นที่ชัดเจนในการควบคุมการเคลื่อนไหวของมนุษย์ เช่น แต่ละบุคคลสามารถตัดสินใจเลือกขาข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหวเป็นขาข้างถนัด วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินอิทธิพลของขาข้างถนัดต่อการควบคุมการทรงตัวบนขาเดียวในผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่ได้ออกกำลังกาย และผลของความมั่นคงของฟื้นผิวมีผลต่อการควบคุมการทรงตัวบนขาเดียวในผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่ได้ออกกำลังกาย วิธีศึกษา: อาสาสมัครผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่ได้ออกกำลังกาย จำนวน 30 ราย (เพศชาย 9 ราย และเพศหญิง 21 ราย) อาสาสมัครทั้งหมดได้รับการทดสอบการยืนทรงตัวบนขาเดียว (Unipedal stance test; UPST) โดยทำการทดสอบ 1 นาที จำนวนการทดสอบ 3 ครั้ง และพักระหว่างการทดสอบ 5 นาที บันทึกข้อมูลผ่านแอปพลิเดชัน Physics Toolbox Sensor Suite และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Repeated measures ANOVA ผลการศึกษา: ผลของการทรงตัวบนขาข้างถนัดและขาข้างไม่ถนัดพบความแตกต่างกันในทิศทางต่าง ๆ โดยผลของการทรงตัวบนขาข้างถนัดจะมีทิศทางการเคลื่อนที่ในทิศ Anteroposterior และ Mediolateral และผลการทรงตัวบนพื้นผิวที่แตกต่างกันในทุกทิศทางของการเคลื่อนไหว สรุปผลการศึกษา: ขาข้างถนัดและขาข้างไม่ถนัดมีการรักษาสมดุลที่แตกต่างกัน และลักษณะพื้นผิวที่แตกต่างกันสามารถส่งผลต่อการทรงตัว ดังนั้น ความแตกต่างในการควบคุมระบบประสาทและกล้ามเนื้อระหว่างข้าข้างที่ถนัดและไม่ถนัดรวมถึงความมั่นคงของพื้นผิวควรใช้เป็นแนวทางสำหรับการฝึกฝน การป้องกันการบาดเจ็บ และการฟื้นฟูร่างกาย
Item
การศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมงานวิจัยในชั้นเรียนของครูในสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) อภิชญา กิ่งแก้ว
การศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมงานวิจัยในชั้นเรียนของครูในสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมงานวิจัยในชั้นเรียนของครู และ 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมงานวิจัยในชั้นเรียนของครู ในสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน จำแนกตามวุฒิการศึกษาสูงสุด และประสบการณ์การทำงานในตำแหน่ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 254 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานโดยใช้สูตร t-test (Independent Samples) ค่าความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการศึกษา พบว่า 1) ความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมงานวิจัยในชั้นเรียนของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ บทบาทในการให้การยอมรับนับถือครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียน รองลงมา คือ บทบาทในการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ บทบาทในการมีความรับผิดชอบต่อครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียน 2) การเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมงานวิจัยในชั้นเรียนของครู จำแนกตามวุฒิการศึกษาสูงสุด และประสบการณ์การทำงานในตำแหน่ง พบว่า ภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน
Item
การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2025) เอวลี ยอมวงศ์ดี
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ข้าราชการครูและผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 ซึ่งได้มาโดยวิธีการเปิดตารางสำเร็จรูปของ Kerjcie and Morgan (1970) ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง กำหนดความเชื่อมั่น 95% ความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.5 ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 274 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบตรวจสอบรายการ และแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่ามีค่าดัชนีความสอดคล้องได้เท่ากับ 1.00 ความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ ตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ความคิดเห็นของข้าราชการครู และผู้บริหารสถานศึกษาที่มีต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา วิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ตำแหน่งใช้สถิติค่าที (t-test หรือ Independent Samples Test) ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ (F-test หรือ One-way ANOVA) ซึ่งใช้วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่สามกลุ่มขึ้นไป ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เมื่อพบความแตกต่างกัน ทำการเปรียบเทียบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD จากผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) จากผลการเปรียบเทียบของผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู จำแนกตามตำแหน่ง จำแนกตามประสบการณ์ และจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่า โดยรวมแตกต่างกันทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ข้อเสนอแนะแนวทางการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 พบว่า สถานศึกษาควรกำหนดแผนปฏิบัติงานและภาระงานด้านพัฒนาหลักสูตรให้ชัดเจน นำเทคโนโลยีมาใช้ พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ และส่งเสริมความเข้าใจในการประเมินตามสภาพจริง