University of Phayao
Digital Collections
ฐานข้อมูลคลังปัญญา มหาวิทยาลัยพะเยา จัดทำโดยศูนย์บรรณสารและการเรียนรู้ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม จัดเก็บและเผยแพร่ผลงานของคณาจารย์ นักวิจัย และนิสิต ของมหาวิทยาลัยพะเยา
นโยบายการรับผลงานการรับผลงานเข้าสู่ฐานข้อมูลคลังปัญญา มหาวิทยาลัยพะเยา จะคัดเลือกรับผลงานประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- Theses วิทยานิพนธ์
- Dissertations ดุษฎีนิพนธ์
- Independent Study รายงานการค้นคว้าอิสระ
- Technical Report รายงานการวิจัย
- Journal Paper บทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในบทความวารสาร
- Bachelor’s Project ปัญหาพิเศษนักศึกษาปริญญาตรี
- Patents สิทธิบัตร
- Local Information Phayao Province ข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดพะเยา
- University of Phayao Archives จดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยพะเยา
ติดต่อสอบถามข้อมูลหรือส่งผลงานได้ที่ UPDC Support.

Communities in DSpace
Select a community to browse its collections.
Recent Submissions
Item
แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 1
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) ทิพวรรณ ชุ่มวงศ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจของครูโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 1 2) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษาพะเยา
เขต 1 3) ศึกษาแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนเอกชนเขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 1 จำนวนครู 197 คน
จาก 13 โรงเรียน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามแรงจูงใจการบริหารงานบุคคลเท่ากับ .978 และแบบสอบถามประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคล เท่ากับ .986 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์
ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ stepwise ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับของแรงจูงใจการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 1 มีค่าเฉลี่ย
โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 1 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 1 มี 6 ด้าน คือ ด้านวิธีการปกครองของผู้บังคับบัญชา (X14), ด้านสภาพการทำงาน (X11), ด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน (X8), ด้านความสำเร็จ
ในการทำงานของบุคคล (X1), ด้านความเป็นอยู่ส่วนตัว (X12), ด้านนโยบายและการบริหารงาน (X10) สามารถพยากรณ์ประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนเอกชนเขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 1 ได้ร้อยละ 43.67 ดังสมการณ์พยากรณ์ต่อไปนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y^ =.586+ .205 (X14 ) + .190(X11 ) + .136(X8 ) + .125(X1) + .118(X12) +.096(X10) และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน Z^y= .267(X14 ) + .206(X11 ) + .175(X8 ) + .154(X1) + .151(X12) + .109(X10).
Item
การศึกษาทักษะการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) วีราภรณ์ สุยา
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับ และเพื่อเปรียบเทียบทักษะการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 จำแนกตามตัวแปรอายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 340 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ ได้แก่ การทดสอบ T-test การทดสอบ F-test หรือ One way ANOVA เมื่อพบความแตกต่างกันทำการเปรียบเทียบเป็นรายคู่ด้วยวิธี LS.D (Least Significant Difference) จากการศึกษาทักษะการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 พบว่า อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี รองลงมา คือ ด้านการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน ด้านภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการใช้เทคโนโลยีในการบริหาร จำแนกตามอายุ พิจารณาโดยรวม พบว่า แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านแตกต่างกัน จำแนกตามวุฒิการศึกษาโดยรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน ด้านการใช้เทคโนโลยีในการบริหาร และด้านจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า โดยรวมแตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน และด้านการใช้เทคโนโลยีในการบริหารแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
Item
การศึกษาการบริหารงานโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) อุดมศักดิ์ สันสมบัติ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 จำแนกตามพื้นที่การจัดการศึกษาและขนาดของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล จำนวน 458 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie & Morgan (1970) โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (stratified random sampling) เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 ตามการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล (1 ตำบล 1 โรงเรียนคุณภาพ) มีลักษณะแบบมาตรวัดประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยด้วยการวิเคราะห์ความแปรแปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) กรณีพบว่า มีความแตกต่างค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe’s) ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 ใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการส่งเสริมการศึกษา ด้านการสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วม ในภาพรวม พบว่า การบริหารงานโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 อยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบการบริหารงานโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 ตามพื้นที่
การจัดการศึกษาและขนาดของโรงเรียน พบว่า การบริหารงานโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 ตามพื้นที่การจัดการศึกษาแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนการบริหารงานโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 ตามขนาดของโรงเรียน พบว่า ไม่แตกต่างกัน จึงทำการทดสอบความแตกต่าง
ค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe’s) พบว่า พื้นที่การจัดการศึกษาต่างกัน มีการบริหารงานโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำนวน 2 คู่ ได้แก่ พื้นที่
การจัดการศึกษาอำเภอพานกับอำเภอเวียงป่าเป้า และพื้นที่การจัดการศึกษาอำเภอป่าแดดกับอำเภอเวียงป่าเป้า
Item
การจัดการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กรณีศึกษา ชุมชนสมุนไพรไร่สดใส ตำบลแคน อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) นิศาชล โทแก้ว
การวิจัยเรื่อง การจัดการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กรณีศึกษา ชุมชนสมุนไพรไร่สดใส ตำบลแคน อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์บริบทการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของพื้นที่ชุมชนสมุนไพรต้นแบบ ศึกษาสถานการณ์และข้อจำกัดการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของพื้นที่ชุมชนปฏิบัติการ และนำเสนอการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในพื้นที่ปฏิบัติการวิจัย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติแบบมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 34 คน และนักท่องเที่ยวอาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรมการทดลองท่องเที่ยวนำร่อง จำนวน 15 คน เพื่อนำข้อมูลมาเป็นแนวทางในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้กับพื้นที่ปฏิบัติ ผลการวิจัยพบว่า หมู่บ้านดงบังเป็นหมู่บ้านที่มีความเข้มแข็ง และสามารถพัฒนาชุมชนควบคู่ไปกับการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวสุขภาพได้เป็นอย่างดี รวมทั้งได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ส่วนสถานการณ์การจัดการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาพรวมของพื้นที่ปฏิบัติการวิจัย พบว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพควรได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างมาก เพราะจังหวัดมหาสารคามเป็นเมืองสมุนไพร แต่ประชาชนยังไม่เกิดการรับรู้ในคำว่าเมืองสมุนไพรมากนัก หากสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในจังหวัดมหาสารคาม อาจจะช่วยให้เกิดการรับรู้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวนำร่องจากโปรแกรมการท่องเที่ยวทดลองที่คนในชุมชนได้จัดทำขึ้นตามกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมและแนวคิดการมีส่วนร่วมของชุมชนซึ่งโปรแกรมการท่องเที่ยวนี้ได้รูปแบบกิจกรรมที่ตรงตามกรอบแนวคิดทฤษฎีที่ผู้วิจัยได้กำหนดไว้ครบทุกด้าน คือ มิติสุขภาพดี 5 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ทางจิตวิญญาณ อารมณ์ ทฤษฎีการสร้างความหลงใหลให้แก่แหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ ความขลัง ความดึงดูดใจ ความอุดม ความเป็นเอกลักษณ์ ความเหมาะสมลงตัวความเป็นมิตร และประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ การได้ยิน มองเห็น ได้กลิ่น ได้ชิม และได้สัมผัส
Item
ความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล 2 (แม่ต๋ำดรุณเวทย์) อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2016) อำนวยพร วงศ์ไชย
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อการดำเนินงาน โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล 2 (แม่ต๋ำดรุณเวทย์) อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา 2) เพื่อศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะของบุคลากรที่มีต่อการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล 2 (แม่ต๋ำดรุณเวทย์) อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครู จำนวน 52 คน ผู้ปกครอง จำนวน 94 คนและนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 94 คน รวมทั้งสิ้น 240 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ที่มีต่อการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล 2 (แม่ต๋ำดรุณเวทย์) อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยภาพรวมแต่ละกลุ่มมีความคิดเห็นมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน คือ ด้านนโยบายของโรงเรียน ด้านการบริหารจัดการในโรงเรียน ด้านโครงการร่วมระหว่างโรงเรียนและชุมชน ด้านการจัดสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนที่เอื้อต่อสุขภาพ ด้านการบริการอนามัยโรงเรียน ด้านสุขศึกษาในโรงเรียน ด้านโภชนาการและอาหารปลอดภัย ด้านการออกกำลังกาย กีฬาและนันทนาการ ด้านการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางสังคม และด้านการส่งเสริมสุขภาพบุคลากร ในโรงเรียนทุกด้านของครู ผู้ปกครองและนักเรียนมีความคิดเห็นมาก ผลการวิจัยปัญหาและข้อเสนอแนะของครู ด้านที่มีความคิดเห็นน้อยที่สุด คือ ด้านการจัดสิ่งแวดล้อม ในโรงเรียนที่เอื้อต่อสุขภาพ ปัญหาห้องสุขาอยู่ในตัวอาคาร มีการวางระบบท่อน้ำทิ้งที่ผิดวิธีจากการก่อสร้างส่งผลให้ห้องสุขามีปัญหาเรื่องกลิ่นย้อนกลับ แนวทางแก้ไขปัญหา คือ ควรมีการปรับปรุงแก้ไขปัญหากลิ่นจากห้องน้ำปรับปรุงระบบท่อน้ำทิ้งให้ถูกสุขลักษณะ และใช้น้ำจุลินทรีย์อีเอ็มเข้ามาช่วยในการดับกลิ่น ส่วนปัญหาและข้อเสนอแนะของผู้ปกครอง ด้านที่มีความคิดเห็นน้อยที่สุด คือ โครงการร่วมระหว่างโรงเรียนและชุมชน ปัญหาเป็นบางโครงการที่ยังขาดการประสานงานระหว่างโรงเรียนและชุมชน แนวทางแก้ไขปัญหา คือ ควรมีการแก้ไขปรับปรุงมีการวางแผนการดำเนินงานร่วมกันในโครงการที่มีปัญหา ให้มีครูประสานงาน มีการประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนได้ทราบอย่างทั่วถึง