University of Phayao
Digital Collections
ฐานข้อมูลคลังปัญญา มหาวิทยาลัยพะเยา จัดทำโดยศูนย์บรรณสารและการเรียนรู้ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม จัดเก็บและเผยแพร่ผลงานของคณาจารย์ นักวิจัย และนิสิต ของมหาวิทยาลัยพะเยา
นโยบายการรับผลงานการรับผลงานเข้าสู่ฐานข้อมูลคลังปัญญา มหาวิทยาลัยพะเยา จะคัดเลือกรับผลงานประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- Theses วิทยานิพนธ์
- Dissertations ดุษฎีนิพนธ์
- Independent Study รายงานการค้นคว้าอิสระ
- Technical Report รายงานการวิจัย
- Journal Paper บทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในบทความวารสาร
- Bachelor’s Project ปัญหาพิเศษนักศึกษาปริญญาตรี
- Patents สิทธิบัตร
- Local Information Phayao Province ข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดพะเยา
- University of Phayao Archives จดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยพะเยา
ติดต่อสอบถามข้อมูลหรือส่งผลงานได้ที่ UPDC Support.

Communities in DSpace
Select a community to browse its collections.
Recent Submissions
Item
การพัฒนาอุปกรณ์ทดสอบยกขาสูงสลับกันสองนาทีด้วยระบบเลเซอร์
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) ธนณัฏฐ์ จารุประยงค์; อานุชา ธัญญา
ที่มาและความสำคัญ: การทดสอบความทนทานของหัวใจและระบบหายใจ (Cardiopulmonary endurance) ด้วยการทดสอบการยกขาสูงสองนาที (2 minute step test; 2MST) เป็นอีกหนึ่งการทดสอบทางเลือกที่สามารถใช้ทดสอบแทนการเดิน 6 นาที เมื่อมีข้อจำกัดด้านเวลาและพื้นที่ หรือสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย แต่อย่างไรในประเทศไทยข้อมูลการศึกษาคุณสมบัติของการทดสอบ 2MST ก่อนนำไปใช้ในทางคลินิกที่จำเพาะต่อกลุ่มเป้าหมายยังมีจำกัดและยังไม่แพร่หลายนัก ดังนั้นการศึกษานี้ได้นำเทคโนโลยีเลเซอร์มาพัฒนาอุปกรณ์ “StepUP” เพื่อทดสอบ 2MST วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ทดสอบยกขาสูงสลับกันสองนาทีด้วยระบบเลเซอร์ และศึกษาความน่าเชื่อถือการประเมินซ้ำของการทดสอบยกขาสูงสลับกันสองนาทีด้วยอุปกรณ์ “StepUP” วิธีการศึกษา: ทำการศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพดีอายุ 19 – 25 ปี (อายุเฉลี่ย 21.30 ± 0.67 ปี) จำนวน 10 คน (ชาย 5 คน
หญิง 5 คน) อาสาสมัครทั้งหมดได้รับการทดสอบ 2MST ด้วยอุปกรณ์ “StepUP” ด้วยผู้ประเมิน 2 คนโดยผู้ประเมินแต่ละคนจะทำการทดสอบ 2 ครั้ง ทำการทดสอบทั้งหมด 4 ครั้ง มีระยะห่างการประเมินซ้ำ 24 ชั่วโมง วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือโดยใช้สถิติ Intraclass correlation coefficients (ICC3,1) ผลการศึกษา: ความน่าเชื่อถือของการประเมินซ้ำในการทดสอบยกขาสูงสลับกันสองนาทีอุปกรณ์ “StepUP” อยู่ในระดับสูงมาก โดยมีค่า ICC อยู่ระหว่าง 0.91 - 0.95 พบค่าชี้วัดการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุดของการประเมินทดสอบยกขาสูงสลับกันสองนาทีเท่ากับ 5.68 - 7.62 ครั้ง สรุปผล: การทดสอบยกขาสูงสลับกันสองนาทีด้วยอุปกรณ์ “StepUP” ในอาสาสมัครสุขภาพดีช่วงอายุ 19 - 25 ปี เป็นการวัดที่มีความน่าเชื่อถือในการประเมินซ้ำ
Item
ค่าดัชนีมวลกายต่อความสามารถในการทรงตัวด้วยการเอื้อมมือหลายทิศทางของผู้สูงอายุในชุมชน
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2021) สุรีย์รัตน์ ศิวพรตระกูลชัย; อนัญญา เปียงแหล่
ค่าดัชนีมวลกายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ ซึ่งการหกล้มสามารถเกิดได้ทุกทิศทาง ได้แก่ ทิศทางด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานทิศทางของการหกล้มในผู้สูงอายุที่มีค่าดัชนีมวลกายแตกต่างกัน ดังนั้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของค่าดัชนีมวลกายที่แตกต่างกันต่อความสามารถในการทรงตัวด้วยการเอื้อมมือหลายทิศทางของผู้สูงอายุในชุมชน โดยมีอาสาสมัครเป็นผู้สูงอายุเพศชายและเพศหญิง จำนวนทั้งหมด 60 ราย แบ่งอาสาสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะน้ำหนักตัวปกติ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะน้ำหนักเกิน และกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะอ้วน จำนวนกลุ่มละ 20 ราย อาสาสมัครทั้งหมดได้รับการทดสอบความสามารถในการทรงตัวโดยใช้ การทดสอบการทรงตัวด้วยการเอื้อมมือหลายทิศทาง (Multi directional reach test; MDRT) ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะน้ำหนักเกิน และกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะอ้วน มีความสามารถในการทรงตัวด้วยการเอื้อมมือทั้ง 4 ทิศทางลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะน้ำหนักตัวปกติ (p<0.05) ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผู้สูงอายุที่มีภาวะอ้วน และผู้สูงอายุที่มีภาวะน้ำหนักเกิน มีความเสี่ยงต่อการหกล้มมากกว่าผู้สูงอายุที่มีภาวะน้ำหนักตัวปกติ
Item
ผลของเทียนหอมไขถั่วเหลืองกลิ่นลาเวนเดอร์ต่อเวลาปฏิกิริยาในนิสิตกายภาพบำบัดที่มีความเครียด
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2022) เบญญาภา แซ่โง้ว; ไชยวัฒน์ เติมผาสุขเจริญ; ณัฐชา หยงสตาร์
การเรียนออนไลน์เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งผลทำให้นิสิตเกิดความเครียดสะสม วิตกกังวลและโดดเดี่ยวซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการทำงานของสมองเรื่องเวลาปฏิกิริยา การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การสูดดมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลได้ ปัจจุบันเทียนหอมไขถั่วเหลืองเป็นที่นิยมอย่างมากและเป็นทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพโดยเฉพาะการสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของเทียนหอมไขถั่วเหลืองกลิ่นลาเวนเดอร์ต่อเวลาปฏิกิริยาในนิสิตกายภาพบำบัดที่มีความเครียด อาสาสมัครอายุ 20-24 ปี มีคะแนนความเครียดระดับปานกลางถึงเครียดมากที่สุดจากแบบประเมินความเครียด ST-5 จำนวน 20 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มโดยวิธีการสุ่มกลุ่มทดลอง (ดมเทียนหอม) จำนวน 10 คน และกลุ่มควบคุม (ไม่ดมเทียนหอม) จำนวน 10 คน ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจและเวลาปฏิกิริยา ทำการประเมินตัวแปรที่ศึกษา 3 ครั้ง คือ ขณะก่อนทดลอง หลังวิ่งลู่วิ่งไฟฟ้าและหลังการทดลอง ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมในทุกตัวแปรที่ศึกษา สรุปได้ว่าการสูดดมเทียนหอมไขถั่วเหลืองกลิ่นลาเวนเดอร์เป็นเวลา 15 นาที ไม่มีผลช่วยลดความเครียดและเพิ่มเวลาปฏิกิริยาในนิสิตกายภาพบำบัด
Item
ผลของการออกกำลังกายต่อส่วนโค้งฝ่าเท้าด้านในและสมรรถภาพทางกายในอาสาสมัครที่มีเท้าแบน
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ภัทรีญา นาครักษ์; รัฐติยา เจริญรูป; วาสิตา นิ่มพริก
ที่มาและความสำคัญ: ภาวะเท้าแบนถือเป็นภาวะที่พบได้บ่อยทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่โดยจะมีลักษณะ คือ เท้าสูญเสียส่วนโค้งด้านในและทำให้มีความสามารถในการทรงท่าลดลง วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายในอาสาสมัครที่มีเท้าแบนในการเพิ่มส่วนโค้งฝ่าเท้าด้านใน การทรงท่า และผลต่อสมรรถภาพทางกาย วิธีการศึกษา: อาสาสมัคร จำนวน 30 คน ช่วงอายุ 18-25 ปี ที่มีภาวะเท้าแบนจากการทดสอบ Navicular drop test (NDT) โดยอาสาสมัครจะถูกสุ่มเพื่อแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกาย (n=15) โดยออกกำลังกายในท่า Short foot exercise, Towel curl exercise และ Tibial posterior exercise จำนวน 4 รอบ ทั้งหมด 40 ครั้ง 5 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลาทั้งหมด 5 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับความรู้เบื้องต้นในการดูแลภาวะเท้าแบน อาสาสมัครทุกคนจะได้รับการทดสอบส่วนโค้งของฝ่าเท้าโดยการทดสอบ Navicular drop test (NDT), Normalized navicular height truncated (NNHt), Footprint angle และ Footprint index โดยวิธี Chippaux-Smirak index (CSI) การทรงท่าขณะอยู่นิ่งและเคลื่อนไหวโดยการทดสอบการยืนบนขาข้างเดียวขณะลืมตาและหลับตา และการทดสอบ Y balance สมรรถภาพทางกายโดยวัด 10 meter walks test และ T test ผลการศึกษา: กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายจะมีค่าตัวแปรดีขึ้นเมื่อได้รับการออกกำลังกายเพื่อการรักษา (p < 0.05) โดยมีค่า NDT ลดลง ค่า NNHt. เพิ่มขึ้น และระยะเวลาการทดสอบการยืนบนขาข้างเดียวขณะลืมตาและหลับตาเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (p < 0.05) สรุปผลการศึกษา: การออกกำลังกายในภาวะเท้าแบนนั้น ส่งผลช่วยให้เพิ่มความสูงของกระดูกนาวิคูล่าและการทรงท่าขณะหยุดนิ่งได้ ดังนั้นการออกกำลังกายที่จำเพาะกับกล้ามเนื้อภายในและภายนอกฝ่าเท้าอาจจะช่วยเพิ่มความสูงของส่วนโค้งฝ่าเท้าด้านในและความมั่นคงของท่าทางได้
Item
เปรียบเทียบผลของการฝึกเดินระหว่างแบบเลขแปดและเดินด้านข้างต่อรูปแบบการเดินในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเรื้อรัง
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2018) กนกพรรณ ท้วมวงษ์; ประภารัตน์ พันธุลี; สุทธินี เกื้อกูล
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกเดินแบบเลขแปดและการฝึกเดินด้านข้างต่อการเดินในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเรื้อรัง และเพื่อเปรียบเทียบผลของการฝึกเดินแบบเลขแปดกับการฝึกเดินด้านข้าง และบ่งชี้ว่าการฝึกเดินแบบใดจะมีผลต่อการเดินมากกว่าในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเรื้อรัง วิธีการ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเรื้อรังทั้งสิ้น 10 ราย ได้รับคัดเลือดเข้าร่วมการศึกษา และหลังจากนั้นจะถูกสุ่มแบ่งเข้ากลุ่มฝึกเดินแบบเลขแปด 5 ราย และกลุ่มฝึกเดินด้านข้าง 5 ราย ทั้งสองกลุ่มได้รับการฝึกเดิน 30 นาทีต่อวัน ทุกวัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ การประเมินผล ประเมินความสามารถในการทรงตัวด้วยการทดสอบ Timed Up and Go test (TUG) ประเมินความเร็วในการเดินด้วยการทดสอบ 10 Meter Walk Test (10MWT) ประเมินการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวและการเดินด้วยการทดสอบ Dynamic Gait Index (DGI) ก่อนและหลังการรักษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติการทดสอบ Pir t-test และ Independent t-test ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ TUG 10MWT และ DGI ระหว่างสองกลุ่ม (p - value > 0.05) ภายหลังการให้การรักษาด้วยการเดินด้านข้างมีการเปลี่ยนแปลงของ DGI เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนให้การรักษา (p - volue < 0.05) อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้พบว่า มีแนวโน้มของการเพิ่มความสามารถในการทรงตัว ความเร็วในการเดินการทรงตัวขณะเคลื่อนไหว และการเดินในกลุ่มฝึกเดินด้านข้างมากกว่ากลุ่มฝึกเดินแบบเลข สรุป การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การฝึกเดินแบบด้านข้างมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความสามารถในการทรงตัว ความเร็วในการเดิน การทรงตัวขณะเคลื่อนไหวและการเดินในผู้ป่วยโรดหลอดเลือดสมองสามารถมากกว่าการฝึกเดินแบบเลขแปด