University of Phayao
Digital Collections
ฐานข้อมูลคลังปัญญา มหาวิทยาลัยพะเยา จัดทำโดยศูนย์บรรณสารและการเรียนรู้ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม จัดเก็บและเผยแพร่ผลงานของคณาจารย์ นักวิจัย และนิสิต ของมหาวิทยาลัยพะเยา
นโยบายการรับผลงานการรับผลงานเข้าสู่ฐานข้อมูลคลังปัญญา มหาวิทยาลัยพะเยา จะคัดเลือกรับผลงานประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- Theses วิทยานิพนธ์
- Dissertations ดุษฎีนิพนธ์
- Independent Study รายงานการค้นคว้าอิสระ
- Technical Report รายงานการวิจัย
- Journal Paper บทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในบทความวารสาร
- Bachelor’s Project ปัญหาพิเศษนักศึกษาปริญญาตรี
- Patents สิทธิบัตร
- Local Information Phayao Province ข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดพะเยา
- University of Phayao Archives จดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยพะเยา
ติดต่อสอบถามข้อมูลหรือส่งผลงานได้ที่ UPDC Support.

Communities in DSpace
Select a community to browse its collections.
Recent Submissions
Item
ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพการบริหารของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) วีณา คำมงคล
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับคุณภาพการบริหารของโรงเรียน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับคุณภาพการบริหารของโรงเรียน และ 4) สร้างสมการพยากรณ์คุณภาพการบริหารของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครู สังกัดเทศบาลนครเชียงราย จำนวน 212 คน กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ และทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.942 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) คุณภาพการบริหารของโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพการบริหารของโรงเรียนในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสามารถพยากรณ์คุณภาพการบริหารของโรงเรียนได้ร้อยละ 81.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ดังสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ Ŷ = 0.278 + 0.289(X4) + 0.248(X3) + 0.243(X2) + 0.160(X1) และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Ẑ = 0.355(Zx4) + 0.265(Zx3) + 0.246(Zx2) + 0.163(Zx1)
Item
การพัฒนารูปแบบการให้คำปรึกษานักศึกษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพของอาจารย์พยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2024) คอย ละอองอ่อน
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการให้คำปรึกษานักศึกษาที่มีประสิทธิภาพของอาจารย์พยาบาล ดำเนินวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาปัจจัยและแนวทางการให้คำปรึกษานักศึกษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพของอาจารย์พยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร อาจารย์พยาบาล จำนวน 310 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามปัจจัยการให้คำปรึกษาที่มีประสิทธิภาพ ชนิดมาตราส่วน 5 ระดับ ผลการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า IOC ระหว่าง 0.60-1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานส่วน แนวทางการให้คำปรึกษานักศึกษาที่มีประสิทธิภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหาร อาจารย์ผู้รับผิดชอบงานแนะแนว จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 การสร้างรูปแบบการให้คำปรึกษานักศึกษาที่มีประสิทธิภาพของอาจารย์พยาบาล ด้วยวิธีการสนทนากลุ่มและประเมินความเหมาะสม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ ชนิดมาตราส่วน 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 3 การประเมินรูปแบบการให้คำปรึกษานักศึกษาที่มีประสิทธิภาพของอาจารย์พยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร อาจารย์ผู้รับผิดชอบงานแนะแนว และอาจารย์พยาบาล จำนวน 90 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบชนิดมาตราส่วน 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการให้คำปรึกษานักศึกษาที่มีประสิทธิภาพของอาจารย์พยาบาล ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ปัจจัยนำเข้า 4) กระบวนการ 5) ประสิทธิภาพ และ 6) ปัจจัยแห่งความสำเร็จ โดยผู้ทรงคุณฒิมีความเห็นว่ารูปแบบมีความเหมาะสมในระดับมาก และผลการประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ พบว่า มีความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบไปใช้ และมีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด
Item
การพัฒนาแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (UP Gel Pack)
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ธนวัฒน์ ยอดถี; เพชรนภา ตันแก้ว; อัญชิสา พูลภักดี
ที่มาและความสำคัญ: แผ่นเจลประคบร้อนและเย็นเป็นเครื่องมือการรักษาทางกายภาพบำบัดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทางคลินิก ราคาตามท้องตลาดนั้นแตกต่างกันตามยี่ห้อส่วนประกอบส่วนใหญ่นั้นเป็นสารเคมี ไม่มีส่วนผสมของผลิตผลทางธรรมชาติ ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็นที่มีส่วนผสมของแป้งธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการรักษาทางคลินิก วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (ยูพีเจลแพค) ที่มีคุณสมบัติเนื้อเจลและอุณหภูมิที่เหมาะสม สำหรับการรักษาทางคลินิก วิธีการ: พัฒนาแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (ยูพีเจลแพค) โดยนำสารก่อเจลผสมกับแป้งมันสำปะหลัง แป้งข้าวโพด และแป้งข้าวเหนียว หลังจากนั้นนำไปทดสอบลักษณะเนื้อเจลเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ทดสอบการระคายเคือง และทดสอบอุณหภูมิผิวหนัง ตามลำดับ ผลการศึกษา: แผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (ยูพีเจลแพค) มีคุณสมบัติทางกายภาพที่เหมาะสม สามารถกักเก็บอุณหภูมิได้ดี ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง มีผลอุณหภูมิผิวหนังและมีคุณสมบัติไม่แตกต่างจากแผ่นเจลประคบร้อนและเย็นมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) สรุปผลการศึกษา: แผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็น (ยูพีเจลแพค) มีคุณสมบัติทางกายภาพ การกักเก็บอุณหภูมิ ไม่มีการระคายเคืองต่อผิวหนัง ผลอุณหภูมิผิวหนัง และมีคุณสมบัติเทียบเท่าแผ่นเจลประคบร้อนและประคบเย็นมาตรฐาน ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานตามครัวเรือน ราคาย่อมเยา และสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร
Item
ผลเฉียบพลันของการออกกำลังกายโดยการกระโดดเชือกเท้าคู่ต่อการทรงตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาในนิสิตหญิง
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ธนโชติ ปงยานะ; นันทวัฒน์ จันทร์คำ; ศตรัศมี ตุ้ยขม
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลเฉียบพลันของการฝึกกระโดดเชือกเท้าคู่ต่อการทรงตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาในนิสิตหญิงที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 40 คน อายุเฉลี่ย 20.15 ± 1.39 ปี ทำการสุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มกระโดดเชือกเท้าคู่ 20 คน ทำการกระโดดเชือกตามโปรแกรมเป็นเวลา 25 นาที และกลุ่มควบคุม 20 คน ไม่ได้รับการกระโดดเชือกตามโปรแกรม ซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม ได้รับการทดสอบการทรงตัว และทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาทั้งก่อนและหลังการทดสอบ โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ค่าการทดสอบการทรงตัวและการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่มกระโดดเชือกเท้าคู่หลังจากออกกำลังกาย (p < 0.05) แต่ในกลุ่มควบคุม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ดังนั้นสรุปได้ว่า ผลเฉียบพลันของการกระโดดเชือกเท้าคู่ในนิสิตหญิง มหาวิทยาลัยพะเยา ช่วยให้การทรงตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาดีขึ้น
Item
ผลของการออกกำลังกายโดยการแกว่งแขนต่อระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดในวัยรุ่นเพศหญิงสุขภาพดี
(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2019) ธนะชัย พินิจ; พงษ์ปกร ไชยขันธุ์; สิทธิชัย พุ่มราตรี
การออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนเป็นการฝึกแบบจีนโบราณที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ และลดปัญหาของระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ลดความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตามการศึกษาผลของการออกกำลังกายโดยการแกว่งแขนที่ผ่านมาส่วนมากทำการศึกษาในผู้สูงอายุ ซึ่งผลของการฝึกอาจมีความแตกต่างกันระหว่างผู้สูงอายุและวัยรุ่น เนื่องจากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า อายุจะมีผลต่อการตอบสนองของระบบหัวใจและหลอดเลือดต่อการออกกำลังกายที่ต่างกัน การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายแบบแกว่งแขนต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด อาสาสมัครวัยรุ่นเพศหญิงสุขภาพดี จำนวน 30 คน อายุระหว่าง 18-25 ปี ถูกแบ่งโดยการสุ่มให้อยู่ในกลุ่มออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน จำนวน 15 คน หรือกลุ่มควบคุม จำนวน 15 คน โดยกลุ่มออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนจะออกกำลังกายเป็นเวลา 4 สัปดาห์ 30 นาที/วัน 3 วัน/สัปดาห์ ในขณะที่กลุ่มควบคุมให้ทำกิจวัตรประจำวันที่ทำตามปกติ ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจและความแปรปรวนของหัวใจจะถูกประเมินก่อนและหลังสิ้นสุดโปรแกรมการออกกำลังกาย 4 สัปดาห์ ภายหลังสิ้นสุดโปรแกรมการออกกำลังกาย พบว่าอาสาสาสมัครกลุ่มออกกำลังกายมีค่าซิสโทลิก ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรมการออกกำลังกาย (p-value < 0.05) การออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนเป็นเวลา 30 นาที/วัน 3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ มีผลในการลด Systolic Blood Pressure