Browsing by Author "นุชสบา พะณะงาม"
Now showing 1 - 1 of 1
Results Per Page
Sort Options
- Itemการเปรียบเทียบผลระหว่างการอบไอน้ำสมุนไพรไทยและการอบไอน้ำธรรมดาต่อระดับความเจ็บปวดและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังและขาในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง(มหาวิทยาลัยพะเยา, 2016) จิดาภา หอจตุรพิธพร; นุชสบา พะณะงามการทำเกษตรกรรมมีความเสี่ยงต่ออาการปวดหลังส่วนล่าง ส่งผลต่อความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลัง ทำให้หลังตึงเคลื่อนไหวลำตัวลำบาก การอบไอน้ำสมุนไพรไทยอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยลดอาการปวดหลังได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลระหว่างการอบไอน้ำสมุนไพรไทย และการอบไอน้ำธรรมดาต่อระดับความเจ็บปวด และความยืดหยุ่นของร่างกายในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างอายุ 35-60 ปี จำนวน 35 คน แบ่งโดยวิธีสุ่มแบบชั้นเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับการอบไอน้ำสมุนไพรไทย จำนวน 19 คน และกลุ่มที่ได้รับการอบไอน้ำธรรมดา จำนวน 16 คน ทำการอบไอน้ำเป็นระยะเวลา 30 นาที จำนวน 3 ครั้ง ประเมินระดับความเจ็บปวดโดยใช้ Visual analog scole (VAS) และประเมินความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังและขา โดยการทดสอบการนั่งงอตัว (Sit and reach test) ก่อนและหลังการอบไอน้ำ ผลการศึกษาพบว่า เมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่มก่อนและหลังการอบไอน้ำอาสาสมัครทั้งสองกลุ่ม มีระดับความเจ็บปวดลดลง และมีค่าความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังและขาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า กลุ่มอบไอน้ำสมุนไพรไทย มีค่าเฉลี่ยระดับความเจ็บปวด (-36.68±13.72 มม.) ลดลงมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการอบไอน้ำธรรมดา (-19.94±11.46 มม.) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.000) และมีค่าเฉลี่ยความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังและขา (7.11±4.25 ซม.) เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการอบไอน้ำธรรมดา (3.47±2.39 ซม.) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.007) สรุปผลการศึกษาการอบไอน้ำสมุนไพรไทยและการอบไอน้ำธรรมดา สามารถลดระดับความเจ็บปวดและเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังและขาได้ แต่อย่างไรก็ตามการอบไอน้ำสมุนไพรไทยสามารถลดระดับความเจ็บปวดและเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังและขาได้ดีกว่าการอบไอน้ำธรรมดาเพียงอย่างเดียวอาจเนื่องมาจากผลของสรรพคุณของสมุนไพรไทยร่วมกับกลิ่นของสมุนไพรที่ได้รับขณะการอบไอน้ำนั้นเป็นการรักษาด้วย สุคนธบำบัด ซึ่งเป็นผลทำให้อาการปวดลดลง